SME ไม่ต้องรอ! พิมพ์ต้นแบบบรรจุภัณฑ์ 3D ใน 24 ชม.
- ภาพรวมของเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติสำหรับบรรจุภัณฑ์
- พลิกโฉมการสร้างแบรนด์ SME ด้วยการพิมพ์ 3 มิติ
- ข้อได้เปรียบของการพิมพ์ต้นแบบบรรจุภัณฑ์ 3D สำหรับ SME
- เปรียบเทียบการสร้างต้นแบบ: พิมพ์ 3 มิติ vs. โรงพิมพ์ดั้งเดิม
- ขั้นตอนการทำงาน: จากไฟล์ดิจิทัลสู่ต้นแบบที่จับต้องได้
- ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและโอกาสทางการตลาด
- ข้อควรพิจารณาและความท้าทายในบริบทของไทย
- สรุป: ก้าวต่อไปของ SME กับนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์
- ติดต่อสอบถามและรับคำปรึกษา
ในโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง การนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็วคือปัจจัยสำคัญที่ชี้วัดความสำเร็จ โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านทรัพยากรและเวลา บรรจุภัณฑ์ไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งที่ห่อหุ้มสินค้า แต่ยังเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลังในการสร้างการรับรู้และดึงดูดลูกค้า เทคโนโลยีใหม่ๆ จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทลายข้อจำกัดเดิมๆ
ภาพรวมของเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติสำหรับบรรจุภัณฑ์
- ความเร็วคือหัวใจ: เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติช่วยลดขั้นตอนการผลิตต้นแบบบรรจุภัณฑ์จากหลายสัปดาห์เหลือเพียง 24 ชั่วโมง ทำให้ SME สามารถทดสอบและปรับปรุงดีไซน์ได้อย่างรวดเร็ว
- ลดต้นทุนและความเสี่ยง: ไม่จำเป็นต้องสั่งผลิตจำนวนมาก (Minimum Order Quantity) เพื่อทำต้นแบบ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และลดความเสี่ยงจากการสต็อกบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ตรงตามความต้องการ
- ปลดล็อกความคิดสร้างสรรค์: การออกแบบกล่องสินค้าและบรรจุภัณฑ์มีความยืดหยุ่นสูง สามารถสร้างรูปทรงที่ซับซ้อนและเป็นเอกลักษณ์เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์
- ทดสอบตลาดได้จริง: ต้นแบบบรรจุภัณฑ์ที่จับต้องได้จริงช่วยให้สามารถนำไปทดสอบกับกลุ่มเป้าหมาย เก็บข้อมูลเชิงลึก และปรับแก้ดีไซน์ก่อนการผลิตจริงจำนวนมาก
SME ไม่ต้องรอ! พิมพ์ต้นแบบบรรจุภัณฑ์ 3D ใน 24 ชม. คือแนวทางใหม่ที่กำลังปฏิวัติวงการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยีนี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนไอเดียในไฟล์ดิจิทัลให้กลายเป็นต้นแบบที่จับต้องได้ภายในระยะเวลาอันสั้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับ SME ในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเข้าถึงเทคโนโลยีที่เคยจำกัดอยู่แค่ในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้ง่ายขึ้น ทำให้การสร้างแบรนด์ SME มีความคล่องตัวและตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น
บทความนี้จะวิเคราะห์ถึงศักยภาพของเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) ในการสร้างสรรค์ต้นแบบบรรจุภัณฑ์ พร้อมทั้งสำรวจโอกาส ความท้าทาย และขั้นตอนการนำเทคโนโลยีนี้มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้ผู้ประกอบการ SME สามารถตัดสินใจและวางกลยุทธ์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในเทรนด์ปี 2569 และอนาคต
พลิกโฉมการสร้างแบรนด์ SME ด้วยการพิมพ์ 3 มิติ
ในยุคที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าจากประสบการณ์และความสวยงามของบรรจุภัณฑ์ การสร้างต้นแบบจึงกลายเป็นขั้นตอนที่ไม่อาจมองข้าม เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติได้เข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้กระบวนการนี้ง่าย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจ SME ที่ต้องการความคล่องตัวสูง
ความสำคัญของการสร้างต้นแบบบรรจุภัณฑ์ในยุคดิจิทัล
บรรจุภัณฑ์คือ “ด่านแรก” ที่สื่อสารกับลูกค้า การมีต้นแบบที่จับต้องได้จริง (Physical Prototype) ก่อนการผลิตจำนวนมากมีข้อดีหลายประการ:
- การตรวจสอบเชิงกายภาพ: ช่วยให้สามารถทดสอบความแข็งแรง ขนาด การใช้งาน และความพอดีกับตัวสินค้าจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาพจำลอง 3 มิติบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่สามารถให้ประสบการณ์ได้สมบูรณ์
- การทดสอบตลาด: สามารถนำต้นแบบไปให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายทดลองใช้ เพื่อเก็บความคิดเห็นและข้อเสนอแนะมาปรับปรุงดีไซน์ให้ตอบโจทย์ตลาดมากที่สุด ลดความเสี่ยงในการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ไม่เป็นที่ต้องการ
- การนำเสนอและการระดมทุน: ต้นแบบบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามและใช้งานได้จริงช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในการนำเสนอโปรเจกต์ต่อนักลงทุน คู่ค้า หรือผู้จัดจำหน่าย
- การปรับแก้ที่รวดเร็ว: การค้นพบข้อผิดพลาดในขั้นตอนการสร้างต้นแบบมีต้นทุนต่ำกว่าการแก้ไขหลังจากการผลิตจำนวนมากไปแล้วหลายเท่า
เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติคืออะไร?
การพิมพ์ 3 มิติ หรือ Additive Manufacturing คือกระบวนการสร้างวัตถุสามมิติขึ้นมาจากโมเดลไฟล์ดิจิทัล โดยการพิมพ์วัสดุซ้อนกันทีละชั้นจนเกิดเป็นรูปทรงที่ต้องการ แตกต่างจากการผลิตแบบดั้งเดิม (Subtractive Manufacturing) ที่เป็นการตัดหรือแกะสลักวัสดุขนาดใหญ่ออกไป เทคโนโลยีนี้จึงช่วยลดเศษวัสดุเหลือทิ้งและสามารถสร้างรูปทรงที่ซับซ้อนได้อย่างอิสระ สำหรับการสร้างต้นแบบบรรจุภัณฑ์ เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพิมพ์กล่อง ฉลาก หรือส่วนประกอบต่างๆ ของบรรจุภัณฑ์ออกมาเป็นชิ้นงานจริงได้อย่างรวดเร็ว
ข้อได้เปรียบของการพิมพ์ต้นแบบบรรจุภัณฑ์ 3D สำหรับ SME
การนำเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติมาใช้ในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์มอบข้อได้เปรียบที่สำคัญหลายประการให้กับธุรกิจ SME ซึ่งช่วยทลายข้อจำกัดแบบเดิมๆ ที่เคยเป็นอุปสรรค
ลดระยะเวลาและเร่งกระบวนการพัฒนาสินค้า
จุดเด่นที่ชัดเจนที่สุดคือความเร็ว กระบวนการผลิตต้นแบบกับโรงพิมพ์แบบดั้งเดิมอาจใช้เวลาหลายวันหรือเป็นสัปดาห์ ตั้งแต่การทำแม่พิมพ์ไปจนถึงการรอคิวผลิต แต่ด้วยการพิมพ์ 3 มิติ SME สามารถส่งไฟล์ออกแบบและได้รับชิ้นงานต้นแบบกลับมาภายใน 24 ชั่วโมง ความรวดเร็วนี้ทำให้วงจรการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development Cycle) สั้นลงอย่างมาก สามารถเปิดตัวสินค้าใหม่ได้เร็วกว่าคู่แข่งและทันต่อกระแสของตลาด
ความยืดหยุ่นในการออกแบบและปรับแก้
การแก้ไขดีไซน์บรรจุภัณฑ์ในกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิมมักมีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลานาน โดยเฉพาะหากต้องแก้ไขแม่พิมพ์ แต่เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติให้อิสระอย่างเต็มที่ หากต้นแบบที่พิมพ์ออกมายังไม่สมบูรณ์ นักออกแบบสามารถกลับไปแก้ไขไฟล์ 3D และสั่งพิมพ์ชิ้นใหม่ได้ทันทีโดยมีต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก ความยืดหยุ่นนี้เอื้อต่อการทดลองสร้างสรรค์บรรจุภัณฑ์ที่มีรูปทรงแปลกใหม่และเป็นเอกลักษณ์ เพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับแบรนด์
ลดต้นทุนและความเสี่ยงด้านสต็อกสินค้า
โรงพิมพ์ส่วนใหญ่มักกำหนดจำนวนการสั่งผลิตขั้นต่ำ (Minimum Order Quantity – MOQ) ซึ่งทำให้ SME ต้องแบกรับต้นทุนการผลิตจำนวนมากตั้งแต่แรก แม้จะเป็นเพียงการทำต้นแบบหรือการผลิตล็อตเล็กๆ เพื่อทดลองตลาด การพิมพ์ 3 มิติไม่มีข้อจำกัดด้านจำนวนขั้นต่ำ สามารถสั่งผลิตได้ตั้งแต่ 1 ชิ้นขึ้นไป ทำให้ SME ไม่ต้องลงทุนเงินจำนวนมากไปกับการสต็อกบรรจุภัณฑ์ที่อาจขายไม่ได้ และช่วยบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เปรียบเทียบการสร้างต้นแบบ: พิมพ์ 3 มิติ vs. โรงพิมพ์ดั้งเดิม
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างสองเทคโนโลยีในการสร้างต้นแบบบรรจุภัณฑ์ สามารถเปรียบเทียบในมิติต่างๆ ได้ดังตารางต่อไปนี้
| คุณสมบัติ | การพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) | โรงพิมพ์ดั้งเดิม (Traditional Printing) |
|---|---|---|
| ความเร็วในการผลิตต้นแบบ | รวดเร็วมาก (ประมาณ 24 ชั่วโมง) | ช้า (หลายวันถึงหลายสัปดาห์) |
| ความยืดหยุ่นในการแก้ไข | สูงมาก สามารถแก้ไขไฟล์และพิมพ์ใหม่ได้ทันที | ต่ำ การแก้ไขมีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลานาน |
| จำนวนสั่งผลิตขั้นต่ำ (MOQ) | ไม่มี (เริ่มต้นที่ 1 ชิ้น) | มีจำนวนขั้นต่ำที่ค่อนข้างสูง |
| ต้นทุนการตั้งค่าเริ่มต้น | ต่ำ ไม่ต้องใช้แม่พิมพ์ | สูง มีค่าใช้จ่ายในการสร้างแม่พิมพ์ |
| ความซับซ้อนของรูปทรง | สามารถสร้างรูปทรงที่ซับซ้อนได้ง่าย | มีข้อจำกัดด้านรูปทรง ขึ้นอยู่กับแม่พิมพ์ |
| ความเหมาะสม | เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการทำต้นแบบ และการผลิตจำนวนน้อย | เหมาะสำหรับการผลิตจำนวนมาก (Mass Production) |
ขั้นตอนการทำงาน: จากไฟล์ดิจิทัลสู่ต้นแบบที่จับต้องได้
กระบวนการสั่งพิมพ์ต้นแบบบรรจุภัณฑ์ 3 มิติไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด โดยสามารถแบ่งออกเป็นขั้นตอนหลักๆ ดังนี้
การออกแบบไฟล์ 3D
จุดเริ่มต้นคือการสร้างโมเดลสามมิติของบรรจุภัณฑ์ที่ต้องการด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โปรแกรมที่นิยมใช้มีหลากหลาย เช่น Fusion 360, SolidWorks, Blender หรือโปรแกรมออกแบบ 3D อื่นๆ นักออกแบบจะสร้างไฟล์ดิจิทัลที่กำหนดขนาด รูปทรง และรายละเอียดทั้งหมดของบรรจุภัณฑ์ เมื่อออกแบบเสร็จสิ้น ไฟล์จะถูกส่งออก (Export) ในรูปแบบที่เครื่องพิมพ์ 3D สามารถอ่านได้ เช่น .STL หรือ .OBJ
การเลือกวัสดุที่เหมาะสม
เครื่องพิมพ์ 3D สามารถใช้วัสดุได้หลากหลายประเภท การเลือกวัสดุขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของต้นแบบนั้นๆ วัสดุที่นิยมใช้สำหรับต้นแบบบรรจุภัณฑ์ ได้แก่:
- PLA (Polylactic Acid): เป็นพลาสติกชีวภาพที่ผลิตจากพืช เช่น ข้าวโพดหรืออ้อย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พิมพ์ง่าย และมีสีสันให้เลือกหลากหลาย เหมาะสำหรับต้นแบบที่ไม่ต้องการความทนทานสูงมากนัก
- PETG (Polyethylene Terephthalate Glycol): มีความแข็งแรงและทนทานกว่า PLA ทนต่อสารเคมีได้ดี และมีความใสคล้ายขวดน้ำพลาสติก เหมาะสำหรับต้นแบบที่ต้องการทดสอบความทนทานหรือต้องการให้เห็นสินค้าภายใน
- วัสดุเฉพาะทางอื่นๆ: ยังมีวัสดุอีกหลายชนิด เช่น พลาสติกที่มีความยืดหยุ่น (TPU) หรือเรซิ่นที่ให้รายละเอียดสูง ซึ่งสามารถเลือกใช้ตามความต้องการของบรรจุภัณฑ์แต่ละชนิด
กระบวนการสั่งพิมพ์และรับชิ้นงาน
หลังจากได้ไฟล์ 3D และเลือกวัสดุแล้ว ผู้ประกอบการสามารถส่งไฟล์ไปยังผู้ให้บริการพิมพ์ 3 มิติ ซึ่งมีหลายแห่งที่ให้บริการแบบด่วนภายใน 24 ชั่วโมง ผู้ให้บริการจะนำไฟล์เข้าสู่กระบวนการพิมพ์ เมื่อเครื่องพิมพ์ทำงานเสร็จสิ้น ชิ้นงานจะถูกนำมาทำความสะอาดและตกแต่งผิวเล็กน้อย จากนั้นก็พร้อมสำหรับการจัดส่ง เมื่อได้รับต้นแบบแล้ว สามารถนำไปทดลองใช้งานจริงกับสินค้า เพื่อตรวจสอบและประเมินผล หากจำเป็นต้องแก้ไข ก็สามารถกลับไปที่ขั้นตอนการออกแบบไฟล์และสั่งพิมพ์ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและโอกาสทางการตลาด
การเข้ามาของเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อ SME เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบในวงกว้างต่ออุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์และสร้างโอกาสใหม่ๆ ทางการตลาด
เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
SME ที่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้จะสามารถตอบสนองต่อตลาดได้เร็วขึ้น สามารถทดลองแนวคิดใหม่ๆ ได้โดยไม่ต้องลงทุนสูง ทำให้มีความได้เปรียบในการแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ การเปิดตัวสินค้าพร้อมบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบมาอย่างดีและผ่านการทดสอบมาแล้ว จะช่วยสร้างความมั่นใจและลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ
สร้างมูลค่าเพิ่มและประสบการณ์ให้แบรนด์
บรรจุภัณฑ์ที่สวยงามและมีเอกลักษณ์สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้อย่างมหาศาล การพิมพ์ 3 มิติช่วยให้นักออกแบบสามารถสร้างสรรค์บรรจุภัณฑ์ที่มีรูปทรงเฉพาะตัว (Custom Shape) ซึ่งยากต่อการผลิตด้วยวิธีดั้งเดิม บรรจุภัณฑ์ที่โดดเด่นไม่เพียงแต่ดึงดูดสายตาบนชั้นวางสินค้า แต่ยังสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้บริโภคและทำให้แบรนด์เป็นที่น่าจดจำ โดยเฉพาะในตลาดออนไลน์ที่ภาพลักษณ์ของสินค้ามีความสำคัญอย่างยิ่ง
ข้อควรพิจารณาและความท้าทายในบริบทของไทย
แม้ว่าเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติจะมีศักยภาพสูง แต่การนำมาปรับใช้ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ของไทยยังคงมีความท้าทายและข้อควรพิจารณาบางประการ
สถานการณ์ปัจจุบันในประเทศไทย
ในปัจจุบัน การนำเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติมาใช้กับบรรจุภัณฑ์โดยตรงในเชิงพาณิชย์ยังไม่แพร่หลายมากนัก ส่วนใหญ่ยังคงจำกัดอยู่ในการสร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์ (Product Prototype) มากกว่าบรรจุภัณฑ์ (Packaging Prototype) อย่างไรก็ตาม แนวโน้มนี้กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และมีผู้ให้บริการพิมพ์ 3 มิติเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ SME เข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้ง่ายและในราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้น
ต้นทุนต่อหน่วยกับการผลิตจำนวนมาก
สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือความเหมาะสมในการใช้งาน เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติมีจุดแข็งในการผลิตชิ้นงานจำนวนน้อยอย่างรวดเร็ว แต่หากต้องการผลิตบรรจุภัณฑ์จำนวนมาก (หลักพันหรือหลักหมื่นชิ้นขึ้นไป) ต้นทุนต่อหน่วยจะสูงกว่าการผลิตด้วยระบบโรงพิมพ์แบบดั้งเดิม (เช่น Offset หรือ Flexo) อย่างมีนัยสำคัญ
“การพิมพ์ 3 มิติเหมาะกับการทำต้นแบบมากกว่าการผลิตจำนวนมาก เพราะมีต้นทุนต่อชิ้นสูงกว่าการพิมพ์แบบ Offset หรือ Flexo”
ความจำเป็นของทักษะการออกแบบ 3D
ในการจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ผู้ประกอบการหรือทีมงานจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในการใช้ซอฟต์แวร์ออกแบบ 3 มิติ หรือต้องจ้างนักออกแบบที่มีทักษะเฉพาะทาง ซึ่งอาจเป็นต้นทุนเพิ่มเติมสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีผู้ให้บริการที่รับออกแบบไฟล์ 3D ควบคู่ไปกับการพิมพ์ ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับ SME
สรุป: ก้าวต่อไปของ SME กับนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์
เทรนด์ “SME ไม่ต้องรอ! พิมพ์ต้นแบบบรรจุภัณฑ์ 3D ใน 24 ชม.” ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติในการเป็นเครื่องมือเปลี่ยนเกมสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม การลดระยะเวลาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเพิ่มความยืดหยุ่นในการออกแบบ และการลดต้นทุนความเสี่ยง คือประโยชน์ที่ชัดเจนซึ่งช่วยให้ SME สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างทัดเทียมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แม้ว่าการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ของไทยจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่มองการณ์ไกลและพร้อมที่จะปรับตัวเข้ากับนวัตกรรมใหม่ๆ การศึกษาและทำความเข้าใจถึงความเหมาะสมของวัสดุ กระบวนการผลิต และโครงสร้างต้นทุนอย่างรอบคอบ จะช่วยให้ SME สามารถนำเทคโนโลยีนี้มาใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบและขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในโลกยุคดิจิทัล
ติดต่อสอบถามและรับคำปรึกษา
สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจในการนำเทคโนโลยีนวัตกรรมการพิมพ์มาปรับใช้กับการสร้างแบรนด์และบรรจุภัณฑ์ สามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม เพื่อรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
ช่องทางการติดต่อ:
- Facebook: FACEBOOK PAGE
- LINE: LINE
- TikTok: TIKTOK
ที่อยู่:
ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไจแอนท์ ปริ้น
44 หมู่ 14 ถนน ศรีจันทร์ ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
อีเมล: [email protected]
