พิมพ์แพ็กเกจจิ้ง 3D: เทรนด์ SME สร้างต้นแบบไม่ง้อโรงงาน
เผยแพร่เมื่อ: 31 ตุลาคม 2025
- ภาพรวมของเทคโนโลยีการพิมพ์บรรจุภัณฑ์ 3 มิติ
- ข้อได้เปรียบหลักของการพิมพ์ 3D สำหรับบรรจุภัณฑ์ SME
- เปรียบเทียบการสร้างต้นแบบบรรจุภัณฑ์: แบบดั้งเดิม vs. การพิมพ์ 3D
- เทคโนโลยีและเครื่องมือสนับสนุนการพิมพ์แพ็กเกจจิ้ง 3D
- กรณีศึกษา: นวัตกรรมจากเศษอาหารสู่บรรจุภัณฑ์ด้วยการพิมพ์ 3D
- ความท้าทายและข้อควรพิจารณาในการนำเทคโนโลยีไปใช้
- บทสรุป: อนาคตของบรรจุภัณฑ์ SME ในยุคดิจิทัล
- สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนวัตกรรมการพิมพ์และโซลูชันธุรกิจ
การแข่งขันในโลกธุรกิจปัจจุบันผลักดันให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่บรรจุภัณฑ์ (Packaging) ถือเป็นด่านแรกที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้บริโภค ในอดีต การสร้างต้นแบบบรรจุภัณฑ์แต่ละครั้งจำเป็นต้องพึ่งพากระบวนการผลิตในโรงงาน ซึ่งมีต้นทุนสูงและใช้เวลานาน ทำให้เกิดข้อจำกัดมากมายสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก อย่างไรก็ตาม การมาถึงของเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการนี้ไปอย่างสิ้นเชิง
ภาพรวมของเทคโนโลยีการพิมพ์บรรจุภัณฑ์ 3 มิติ
แนวคิดเรื่อง พิมพ์แพ็กเกจจิ้ง 3D: เทรนด์ SME สร้างต้นแบบไม่ง้อโรงงาน คือการนำเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ (3D Printing) หรือ Additive Manufacturing มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างสรรค์ต้นแบบบรรจุภัณฑ์ทางกายภาพที่มีความแม่นยำสูงได้อย่างรวดเร็ว กระบวนการนี้ช่วยให้นักออกแบบและเจ้าของธุรกิจสามารถจับต้อง ทดสอบรูปทรง ขนาด และสรีรศาสตร์ของขวด กล่อง หรือภาชนะต่างๆ ได้จริงก่อนตัดสินใจลงทุนผลิตในปริมาณมาก ซึ่งแตกต่างจากวิธีการดั้งเดิมที่ต้องอาศัยการแกะสลักโฟม การทำแม่พิมพ์ หรือการรอคอยการผลิตจากโรงงานเป็นระยะเวลานาน เทคโนโลยีนี้จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัว ลดต้นทุน และลดความเสี่ยงให้กับ SME ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่สู่ตลาด
เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติไม่เพียงแต่ช่วยลดช่องว่างระหว่างแนวคิดและการผลิตจริง แต่ยังเป็นเครื่องมือที่มอบอำนาจให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ได้อย่างทัดเทียมในด้านนวัตกรรมการออกแบบบรรจุภัณฑ์
ความสำคัญของเทรนด์นี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ตลาดต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีความเฉพาะตัวและโดดเด่นมากขึ้น การที่ SME สามารถปรับเปลี่ยนดีไซน์บรรจุภัณฑ์เพื่อทดสอบตลาดได้บ่อยครั้งโดยไม่กระทบต่อต้นทุนหลัก ถือเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ประเมินค่าไม่ได้ การพิมพ์ 3 มิติจึงไม่ใช่เพียงนวัตกรรมทางเทคโนโลยี แต่เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ช่วยให้ SME สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้อย่างทันท่วงที
ข้อได้เปรียบหลักของการพิมพ์ 3D สำหรับบรรจุภัณฑ์ SME
การนำเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติมาใช้ในกระบวนการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์มอบประโยชน์ที่ชัดเจนหลายประการ โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจ SME ที่มีทรัพยากรจำกัด ข้อได้เปรียบเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันและผลักดันนวัตกรรมให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
เร่งกระบวนการสร้างต้นแบบให้เสร็จในไม่กี่ชั่วโมง
จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของการพิมพ์ 3 มิติคือความเร็ว จากเดิมที่การสร้างต้นแบบอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือนในการประสานงานกับโรงงานและรอการผลิตแม่พิมพ์ แต่ด้วยเครื่องพิมพ์ 3D นักออกแบบสามารถเปลี่ยนไฟล์ดิจิทัลให้กลายเป็นวัตถุที่จับต้องได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ทำให้ทีมงานสามารถประเมินผลงาน ตรวจสอบขนาด สัดส่วน และความเหมาะสมในการใช้งานจริงได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ยังสามารถพิมพ์ชิ้นงานที่มีความซับซ้อนและมีรายละเอียดสูงได้แม่นยำ ตัวอย่างเช่น การพิมพ์ต้นแบบขวดด้วยการตั้งค่า Infill 0% เพื่อให้ชิ้นงานกลวงและมีน้ำหนักใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์จริงมากที่สุด ช่วยให้การทดสอบการหยิบจับและการใช้งานสมจริงยิ่งขึ้น
ลดต้นทุนและความเสี่ยงในการลงทุน
ต้นทุนการสร้างแม่พิมพ์เพื่อการผลิตบรรจุภัณฑ์ในระดับอุตสาหกรรมนั้นมีมูลค่าสูงมาก หากการออกแบบในระยะแรกเกิดข้อผิดพลาด การแก้ไขหรือสร้างแม่พิมพ์ใหม่หมายถึงค่าใช้จ่ายมหาศาล เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติเข้ามาช่วยลดความเสี่ยงในส่วนนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ SME สามารถพิมพ์ต้นแบบออกมาทดสอบได้หลายเวอร์ชันด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก ทำให้สามารถปรับแก้ดีไซน์ ส่วนโค้งเว้า หรือขนาดได้อย่างอิสระจนกว่าจะได้รูปแบบที่สมบูรณ์แบบที่สุดก่อนสั่งผลิตจริง กระบวนการนี้สอดคล้องกับแนวทางการทำงานแบบ Agile ที่เน้นการพัฒนาและปรับปรุงอย่างรวดเร็ว ช่วยให้ธุรกิจสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างมั่นใจและลดโอกาสขาดทุนจากความผิดพลาดในการออกแบบ
ปลดล็อกความคิดสร้างสรรค์ด้วยความยืดหยุ่นในการออกแบบ
ข้อจำกัดของกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิมมักเป็นอุปสรรคต่อการออกแบบที่ซับซ้อน แต่การพิมพ์ 3 มิติเปิดโอกาสให้นักออกแบบสามารถสร้างสรรค์รูปทรงบรรจุภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์และมีโครงสร้างที่ซับซ้อนได้อย่างไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นลวดลายบนพื้นผิว รูปทรงที่ไม่สมมาตร หรือโครงสร้างภายในที่พิเศษ เทคโนโลยีนี้สามารถทำได้ทั้งหมด ความยืดหยุ่นนี้ช่วยให้แบรนด์สามารถสร้างบรรจุภัณฑ์ที่โดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด นอกจากนี้ยังสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์แบบปรับแต่งเฉพาะบุคคล (Personalization) ได้ง่ายขึ้น โดยการปรับเปลี่ยนดีไซน์เล็กน้อยตามความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ซึ่งช่วยสร้างความภักดีต่อแบรนด์และเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ได้เป็นอย่างดี
การผลิตตามความต้องการและบริหารสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับธุรกิจบางประเภท เช่น ธุรกิจ E-commerce หรือการผลิตสินค้าจำนวนจำกัด (Limited Edition) การพิมพ์ 3 มิติไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างต้นแบบ แต่ยังสามารถใช้ในการผลิตชิ้นส่วนบรรจุภัณฑ์หรือแม้กระทั่งตัวบรรจุภัณฑ์จริงในจำนวนน้อยได้อีกด้วย แนวคิดการผลิตตามคำสั่งซื้อ (On-Demand Manufacturing) นี้ช่วยลดภาระการสต็อกสินค้าได้อย่างมาก ธุรกิจไม่จำเป็นต้องลงทุนผลิตบรรจุภัณฑ์จำนวนมากเก็บไว้ล่วงหน้า ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าเช่าคลังสินค้าและลดความเสี่ยงจากปัญหาสินค้าล้าสมัยหรือขายไม่ออก ทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรมีประสิทธิภาพสูงสุด
เปรียบเทียบการสร้างต้นแบบบรรจุภัณฑ์: แบบดั้งเดิม vs. การพิมพ์ 3D
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างอย่างชัดเจน การเปรียบเทียบระหว่างกระบวนการสร้างต้นแบบบรรจุภัณฑ์แบบดั้งเดิมและการใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติในมิติต่างๆ จะช่วยให้เข้าใจถึงคุณค่าและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับธุรกิจ SME ได้ดียิ่งขึ้น
| ปัจจัย | กระบวนการแบบดั้งเดิม | การพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) |
|---|---|---|
| ระยะเวลา | หลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน | ไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน |
| ต้นทุน | สูง (ค่าแม่พิมพ์, ค่าแรง, ค่าขนส่ง) | ต่ำ (ค่าวัสดุและค่าไฟฟ้า) |
| ความยืดหยุ่นในการแก้ไข | ต่ำและมีค่าใช้จ่ายสูงในการแก้ไข | สูงมาก สามารถปรับแก้ไฟล์ดิจิทัลและพิมพ์ใหม่ได้ทันที |
| ความซับซ้อนของดีไซน์ | มีข้อจำกัดทางเทคนิคการผลิต | รองรับรูปทรงที่ซับซ้อนและมีรายละเอียดสูงได้ดี |
| ความเสี่ยงในการลงทุน | สูง หากการออกแบบผิดพลาดต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด | ต่ำ สามารถทดสอบและปรับปรุงจนมั่นใจก่อนผลิตจริง |
| ความต้องการทักษะ | ต้องการทักษะช่างฝีมือและผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิต | ต้องการทักษะการออกแบบโมเดล 3 มิติ และการใช้งานเครื่องพิมพ์ |
เทคโนโลยีและเครื่องมือสนับสนุนการพิมพ์แพ็กเกจจิ้ง 3D
การเติบโตของเทรนด์การพิมพ์ 3 มิติสำหรับบรรจุภัณฑ์นั้นได้รับแรงสนับสนุนจากการพัฒนาของเทคโนโลยีและเครื่องมือที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้การเข้าถึงและการใช้งานเป็นเรื่องง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับผู้ประกอบการ
เครื่องพิมพ์ 3D ขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์งานบรรจุภัณฑ์
ในอดีตเครื่องพิมพ์ 3 มิติอาจมีขนาดเล็กและเหมาะกับชิ้นงานขนาดจำกัด แต่ปัจจุบันมีนวัตกรรมเครื่องพิมพ์ขนาดใหญ่ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับงานระดับอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ เช่น เครื่องพิมพ์ Modix MAMA 1,700 ที่มีความสามารถในการพิมพ์วัตถุขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็วและมีความละเอียดสูง การมีอยู่ของเครื่องพิมพ์ประเภทนี้ช่วยขยายขอบเขตความเป็นไปได้ ทำให้ธุรกิจสามารถสร้างต้นแบบบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่ เช่น กล่องสินค้า หรือภาชนะขนาดหลายลิตรได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องข้อจำกัดด้านขนาดอีกต่อไป
วัสดุการพิมพ์ (Filament) ที่หลากหลาย
ความก้าวหน้าไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ตัวเครื่องพิมพ์ แต่ยังรวมถึงวัสดุที่ใช้ในการพิมพ์ หรือที่เรียกว่า “เส้นฟิลาเมนต์” (Filament) ปัจจุบันมีวัสดุให้เลือกหลากหลายประเภท ตั้งแต่พลาสติกพื้นฐานอย่าง PLA ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและพิมพ์ง่าย ไปจนถึงวัสดุที่มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น PETG ที่มีความแข็งแรงและทนทานคล้ายกับขวดน้ำพลาสติก หรือ TPU ที่มีความยืดหยุ่นสูง การมีวัสดุที่หลากหลายช่วยให้การสร้างต้นแบบมีความสมจริงและสามารถทดสอบฟังก์ชันการใช้งานได้ใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์ที่จะผลิตจริงมากที่สุด
ซอฟต์แวร์ออกแบบและ 3D Mockup
นอกเหนือจากการพิมพ์ชิ้นงานจริงแล้ว กระบวนการดิจิทัลยังมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอแนวคิดอีกด้วย ซอฟต์แวร์ออกแบบ 3 มิติในปัจจุบันมีความสามารถสูงและใช้งานง่ายขึ้น ทำให้นักออกแบบสามารถสร้างโมเดลบรรจุภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น pacdora.com ที่ช่วยให้นักการตลาดหรือฝ่ายขายสามารถสร้างภาพจำลองผลิตภัณฑ์ (3D Mockup) ที่มีความสมจริงสูงได้อย่างง่ายดาย ภาพเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในสื่อโฆษณา แคตตาล็อก หรือใช้ในการนำเสนอแนวคิดให้กับลูกค้าและนักลงทุนได้โดยไม่จำเป็นต้องพิมพ์ต้นแบบจริงทุกครั้ง ซึ่งช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายได้อีกทางหนึ่ง
กรณีศึกษา: นวัตกรรมจากเศษอาหารสู่บรรจุภัณฑ์ด้วยการพิมพ์ 3D
หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติในธุรกิจ SME คือโครงการที่นำเศษอาหารและขยะอินทรีย์มาแปรรูปเป็นวัสดุสำหรับการพิมพ์สามมิติ เช่น โครงการที่ใช้เครื่องพิมพ์ 3D ตั้งโต๊ะอย่าง FOODres.AI ซึ่งมีความสามารถในการเปลี่ยนของเหลือใช้ทางการเกษตรหรือเศษอาหารให้กลายเป็นวัสดุชีวภาพที่สามารถขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้
ในบริบทนี้ เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสร้างต้นแบบ แต่ยังเป็นหัวใจของกระบวนการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นขยะ ธุรกิจสามารถใช้เทคโนโลยีนี้ในการออกแบบและผลิตของใช้ดีไซน์เก๋ๆ หรือแม้กระทั่งชิ้นส่วนบรรจุภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับกระแสความยั่งยืน (Sustainability) ที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญ กรณีศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการพิมพ์ 3 มิติสามารถเป็นได้ทั้งเครื่องมือในการสร้างต้นแบบอย่างรวดเร็ว และเป็นเทคโนโลยีหลักในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาดและสร้างความแตกต่างได้อย่างแท้จริง
ความท้าทายและข้อควรพิจารณาในการนำเทคโนโลยีไปใช้
แม้ว่าการพิมพ์ 3 มิติจะมีข้อดีมากมาย แต่การนำเทคโนโลยีนี้มาใช้งานก็ยังมีความท้าทายและประเด็นที่ผู้ประกอบการ SME ควรพิจารณาเพื่อให้การลงทุนเกิดประโยชน์สูงสุด
- ข้อจำกัดด้านวัสดุ: แม้จะมีวัสดุให้เลือกหลากหลาย แต่ต้นแบบที่พิมพ์จากเครื่องพิมพ์ 3D ส่วนใหญ่มักไม่สามารถใช้เป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารและเครื่องดื่มได้โดยตรง (Not Food-Grade) เว้นแต่จะใช้วัสดุและกระบวนการที่ผ่านการรับรองโดยเฉพาะ ดังนั้นการใช้งานหลักจึงยังคงเป็นการสร้างต้นแบบเพื่อทดสอบรูปทรง ไม่ใช่การทดสอบเชิงเคมี
- ขนาดและเวลาในการผลิตจำนวนมาก: การพิมพ์ 3 มิติเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการผลิตชิ้นงานจำนวนน้อย แต่เมื่อต้องการผลิตในระดับอุตสาหกรรม (Mass Production) กระบวนการผลิตแบบดั้งเดิม เช่น การฉีดพลาสติก (Injection Molding) ยังคงมีต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำกว่าและใช้เวลาเร็วกว่ามาก
- ทักษะและความรู้: การใช้งานเครื่องพิมพ์ 3D และซอฟต์แวร์ออกแบบโมเดล 3 มิติจำเป็นต้องอาศัยทักษะและความเข้าใจในระดับหนึ่ง ผู้ประกอบการอาจต้องลงทุนในการฝึกอบรมบุคลากรหรือจ้างผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างเต็มศักยภาพ
- การลงทุนเริ่มต้น: แม้ว่าราคาเครื่องพิมพ์ 3D จะลดลงอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่เครื่องพิมพ์ระดับอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพสูงและขนาดใหญ่ก็ยังคงเป็นการลงทุนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบสำหรับธุรกิจ SME
บทสรุป: อนาคตของบรรจุภัณฑ์ SME ในยุคดิจิทัล
เทรนด์ พิมพ์แพ็กเกจจิ้ง 3D: เทรนด์ SME สร้างต้นแบบไม่ง้อโรงงาน กำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญและกลายเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้สำหรับธุรกิจ SME ในยุคปัจจุบัน ด้วยความสามารถในการเปลี่ยนแนวคิดดิจิทัลให้กลายเป็นต้นแบบที่จับต้องได้ภายในเวลาอันสั้น ช่วยลดต้นทุนมหาศาล และเปิดโอกาสให้นักออกแบบได้ทดลองสร้างสรรค์อย่างไร้ขีดจำกัด เทคโนโลยีนี้ได้ทลายกำแพงอุปสรรคที่เคยขัดขวางธุรกิจขนาดเล็กจากการพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์
สำหรับ SME การปรับตัวและนำเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติมาใช้ ไม่ได้เป็นเพียงการตามกระแส แต่คือการลงทุนเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน และลดความเสี่ยงจากการลงทุนในผลิตภัณฑ์ใหม่ ช่วยให้ธุรกิจสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพร้อมที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนวัตกรรมการพิมพ์และโซลูชันธุรกิจ
สำหรับธุรกิจที่สนใจนวัตกรรมการพิมพ์และโซลูชันที่ช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์ เช่นเดียวกับเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับสินค้าไลฟ์สไตล์อย่างจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ GIANT Shopping Mall ศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้า E-bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าหลากหลายประเภทที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ
หากต้องการคำปรึกษาด้านการพิมพ์และโซลูชันทางธุรกิจ สามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไจแอนท์ ปริ้น ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้:
- ที่อยู่: 44 หมู่ 14 ถนน ศรีจันทร์ ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
- เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
- Email: [email protected]
- โซเชียลมีเดีย: FACEBOOK PAGE, LINE, TIKTOK
