เทรนด์งานพิมพ์ 2027: Smart Label และแพคเกจจิ้งรักษ์โลก
- ประเด็นสำคัญที่ไม่ควรพลาดสำหรับอนาคตวงการพิมพ์
- นิยามและความสำคัญของ Smart Label และแพคเกจจิ้งรักษ์โลก
- เทรนด์ฉลากอัจฉริยะ (Smart Label): ขับเคลื่อนอนาคตในปี 2027
- บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก (Green Packaging): เทรนด์คู่ขนานที่ขาดไม่ได้
- ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดและภาพรวมในระดับภูมิภาค
- โอกาสสำหรับธุรกิจไทยและผู้ประกอบการ SME
- บทสรุป: การผสานเทคโนโลยีและความยั่งยืนเพื่ออนาคต
วงการสื่อสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์กำลังก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยมีเทคโนโลยีและกระแสความยั่งยืนเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เทรนด์เหล่านี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตรายใหญ่ แต่ยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) สามารถสร้างความแตกต่างและแข่งขันในตลาดโลกได้
ประเด็นสำคัญที่ไม่ควรพลาดสำหรับอนาคตวงการพิมพ์

- ฉลากอัจฉริยะ (Smart Label): การผสานเทคโนโลยี RFID, NFC, IoT, และ AI เข้ากับฉลากสินค้า เพื่อสร้างความโปร่งใสในการตรวจสอบย้อนกลับ และเพิ่มประสิทธิภาพในห่วงโซ่อุปทาน
- บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก (Eco-friendly Packaging): การเปลี่ยนผ่านสู่วัสดุที่ย่อยสลายได้ รีไซเคิลได้ และนำกลับมาใช้ซ้ำได้ เพื่อตอบสนองต่อกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมสากลและความต้องการของผู้บริโภค
- การเติบโตของตลาด: ตลาดฉลากอัจฉริยะคาดการณ์ว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีมูลค่าสูงถึง 47.72 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2035 โดยมีภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด
- โอกาสของ SME ไทย: เทรนด์ดังกล่าวเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการยกระดับสินค้า สร้างความน่าเชื่อถือ และขยายตลาดสู่สากล โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม
นิยามและความสำคัญของ Smart Label และแพคเกจจิ้งรักษ์โลก
เทรนด์งานพิมพ์ 2027: Smart Label และแพคเกจจิ้งรักษ์โลก คือทิศทางของอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นการผสมผสานนวัตกรรมดิจิทัลเข้ากับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ฉลากอัจฉริยะหรือ Smart Label ไม่ใช่แค่สติกเกอร์ธรรมดา แต่เป็นฉลากที่ฝังเทคโนโลยีสื่อสาร เช่น RFID หรือ NFC เพื่อให้สามารถติดตาม ตรวจสอบ และสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้แบบเรียลไทม์ ขณะเดียวกัน แพคเกจจิ้งรักษ์โลกคือการเลือกใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์ที่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติน้อยที่สุด สองแนวทางนี้กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ธุรกิจทั่วโลกต้องปรับตัวตาม เพื่อตอบสนองต่อกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคที่ใส่ใจในประเด็นด้านความยั่งยืนและความปลอดภัยของสินค้ามากขึ้น
ความสำคัญของเทรนด์นี้มีมากกว่าแค่การปรับปรุงภาพลักษณ์ของแบรนด์ แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน ตั้งแต่การจัดการสินค้าคงคลัง การป้องกันการปลอมแปลง ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคลให้กับลูกค้า การเปลี่ยนแปลงนี้จึงเป็นสิ่งที่ทุกธุรกิจ โดยเฉพาะในภาคการผลิต การค้าปลีก และโลจิสติกส์ ต้องทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมรับมือ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
เทรนด์ฉลากอัจฉริยะ (Smart Label): ขับเคลื่อนอนาคตในปี 2027
ฉลากอัจฉริยะเป็นมากกว่าป้ายบอกข้อมูลสินค้า แต่เป็นประตูสู่โลกดิจิทัลที่เชื่อมต่อผลิตภัณฑ์เข้ากับระบบนิเวศของข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) การพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีทำให้ฉลากเหล่านี้มีความสามารถสูงขึ้นและมีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับธุรกิจในการสร้างมูลค่าเพิ่ม
การบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูง: IoT, AI, และ Machine Learning
ในปี 2027 ฉลากอัจฉริยะจะถูกยกระดับด้วยการเชื่อมต่อกับ Internet of Things (IoT) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มรูปแบบ ทำให้สามารถตรวจสอบสภาพของสินค้าได้แบบเรียลไทม์ (Real-time monitoring) ตัวอย่างเช่น เซนเซอร์บนฉลากสามารถตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้นของสินค้าอาหารหรือยา เพื่อให้แน่ใจว่าสินค้ายังคงคุณภาพดีตลอดการขนส่ง นอกจากนี้ ข้อมูลที่รวบรวมได้จากฉลากจำนวนมหาศาลจะถูกนำไปวิเคราะห์ด้วย Machine Learning เพื่อคาดการณ์แนวโน้ม ปรับปรุงการจัดการสินค้าคงคลัง และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์ได้อย่างแม่นยำ
เทคโนโลยีเด่นและแนวโน้มการเติบโต
แม้ว่าเทคโนโลยีจะมีหลากหลาย แต่บางชนิดก็มีแนวโน้มที่จะโดดเด่นเป็นพิเศษในตลาดฉลากอัจฉริยะ:
- RFID (Radio-Frequency Identification): ยังคงครองสัดส่วนตลาดสูงสุดที่ 50.7% เนื่องจากประสิทธิภาพสูงในการติดตามทรัพย์สินและการจัดการสินค้าคงคลังในปริมาณมาก
- เซนเซอร์ (Sensors): เป็นกลุ่มเทคโนโลยีที่คาดว่าจะเติบโตเร็วที่สุด ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ที่ 17.11% เนื่องจากความสามารถในการตรวจวัดปัจจัยทางกายภาพต่างๆ เช่น อุณหภูมิ การสั่นสะเทือน หรือความสดใหม่
- ฉลากเซนเซอร์แบบยืดหยุ่น (Printable flexible sensor labels): เป็นนวัตกรรมที่น่าจับตามองและคาดว่าจะเติบโตสูงถึง 16.94% (CAGR) ฉลากประเภทนี้สามารถพิมพ์ลงบนวัสดุที่ยืดหยุ่นได้และไม่จำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่ ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ด้านความยั่งยืน
| เทคโนโลยี | การใช้งานหลัก | แนวโน้มการเติบโต (CAGR) |
|---|---|---|
| RFID | การติดตามทรัพย์สิน, การจัดการสินค้าคงคลัง | ครองสัดส่วนตลาดสูงสุด (50.7%) |
| Sensors | การตรวจสอบสภาพสินค้า (อุณหภูมิ, ความชื้น) | เติบโตเร็วที่สุด (17.11%) |
| Printable Flexible Sensor Labels | ฉลากรักษ์โลก, ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่, ตรวจวัดค่าต่างๆ | เติบโตสูง (16.94%) |
ประโยชน์ต่อผู้บริโภคและแบรนด์
การนำฉลากอัจฉริยะมาใช้สร้างประโยชน์ให้กับทุกฝ่าย:
- ความโปร่งใส (Transparency): ผู้บริโภคสามารถใช้สมาร์ทโฟนสแกน QR Code หรือ NFC บนฉลากเพื่อเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของผลิตภัณฑ์ เช่น แหล่งที่มา, ส่วนผสม, วันหมดอายุ, หรือแม้กระทั่งการตรวจสอบว่าเป็นของแท้หรือไม่
- การมีส่วนร่วมแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Engagement): แบรนด์สามารถใช้ฉลากเป็นช่องทางในการสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง เช่น การส่งโปรโมชั่นพิเศษ, คำแนะนำการใช้งาน, หรือคอนเทนต์ที่ปรับให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละราย
- การต่อต้านการปลอมแปลง (Anti-Counterfeiting): เทคโนโลยีบนฉลากสามารถช่วยยืนยันความถูกต้องของสินค้าได้ทันที ป้องกันการเปิดใช้งานซ้ำ และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าพรีเมียมและยา
กฎระเบียบโลก: ตัวเร่งสำคัญของการเปลี่ยนแปลง
แรงผลักดันสำคัญที่ทำให้การใช้ฉลากอัจฉริยะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาจากกฎระเบียบของภาครัฐในหลายประเทศ ตัวอย่างที่สำคัญคือ กฎหมาย Digital Product Passport (DPP) ของสหภาพยุโรป ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ภายในปี 2028 กำหนดให้สินค้าหลายประเภทต้องมี “พาสปอร์ตดิจิทัล” ที่บันทึกข้อมูลตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ซึ่งต้องอาศัยฉลากอัจฉริยะในการจัดเก็บและเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว เช่นเดียวกับในสหรัฐอเมริกา ที่มีกำหนดเวลาในการจัดลำดับฟาร์มาภายในปี 2027 เพื่อความปลอดภัยและตรวจสอบย้อนกลับได้ กฎระเบียบเหล่านี้จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ผู้ส่งออกทั่วโลกต้องปฏิบัติตาม
บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก (Green Packaging): เทรนด์คู่ขนานที่ขาดไม่ได้
ในขณะที่เทคโนโลยีทำให้ฉลาก “ฉลาด” ขึ้น กระแสความยั่งยืนก็ผลักดันให้บรรจุภัณฑ์ต้อง “เป็นมิตร” ต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เทรนด์ทั้งสองนี้ไม่ได้แยกจากกัน แต่กลับส่งเสริมซึ่งกันและกันเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์แห่งอนาคตที่ตอบโจทย์ทั้งด้านฟังก์ชันและจริยธรรม
วัสดุที่ยั่งยืน: หัวใจหลักของแพคเกจจิ้งยุคใหม่
แรงกดดันจากกฎระเบียบ เช่น Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ของยุโรป ที่จะบังคับใช้ในปี 2026 รวมถึงความตระหนักของผู้บริโภค ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ไปสู่การใช้วัสดุฉลากและบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วย:
- วัสดุย่อยสลายได้ (Biodegradable): วัสดุที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ช่วยลดปริมาณขยะฝังกลบ
- วัสดุรีไซเคิลได้ (Recyclable): การออกแบบบรรจุภัณฑ์และฉลากที่สามารถนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ง่าย เพื่อลดการใช้ทรัพยากรใหม่
เป้าหมายสำคัญคือการลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะแบตเตอรี่ขนาดเล็กที่มักใช้ในอุปกรณ์ IoT บางชนิด ซึ่งเป็นที่มาของนวัตกรรมฉลากที่ไม่ต้องพึ่งพาแบตเตอรี่
นวัตกรรมฉลากเพื่อสิ่งแวดล้อม
เทคโนโลยีการพิมพ์กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่สนับสนุนความยั่งยืนมากขึ้น นวัตกรรมที่โดดเด่นคือ ฉลากเซนเซอร์แบบยืดหยุ่น (Printable flexible sensor labels) ที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งใช้วัสดุฐานเป็นกระดาษ ผสมผสานกับทรานซิสเตอร์อินทรีย์และสายอากาศที่สามารถเก็บเกี่ยวพลังงานจากคลื่นวิทยุรอบตัว (Energy-harvesting antenna) ทำให้สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ จึงสอดคล้องกับเกณฑ์การรีไซเคิลและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมบูรณ์
นอกจากนี้ แนวคิดเรื่อง การนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reusability) ก็เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญ ฉลากอัจฉริยะรุ่นใหม่จะถูกออกแบบมาให้ทนทานและรองรับการใช้งานซ้ำหลายครั้งควบคู่ไปกับบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การสื่อสารความยั่งยืนผ่านสัญลักษณ์และข้อมูล
ฉลากและบรรจุภัณฑ์ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ปกป้องสินค้า แต่ยังเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญกับผู้บริโภค ในอนาคต ฉลากจะมีการแสดงสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับการรีไซเคิลและการนำกลับมาใช้ซ้ำอย่างชัดเจน เช่น สัญลักษณ์ How2Recycle (H2R) และยังสามารถใช้ QR Code หรือ NFC เพื่อลิงก์ไปยังข้อมูลด้านความยั่งยืนขององค์กร ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมได้อย่างมั่นใจ
ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดและภาพรวมในระดับภูมิภาค
การเติบโตของเทรนด์ Smart Label และแพคเกจจิ้งรักษ์โลกได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัยในระดับโลกและภูมิภาค ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมผู้บริโภคและโครงสร้างทางเศรษฐกิจ
ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก: ตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด
ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุด โดยมี CAGR อยู่ระหว่าง 8.8% ถึง 16.91% ปัจจัยหลักมาจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ, การเติบโตของภาคการผลิตในประเทศมหาอำนาจอย่างจีน อินเดีย และญี่ปุ่น รวมถึงการลงทุนในโครงการเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่ต้องการเทคโนโลยีการติดตามและจัดการข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ
อีคอมเมิร์ซ: แรงผลักดันสำคัญสู่ฉลากอัจฉริยะ
การเติบโตของอีคอมเมิร์ซทั่วโลกเป็นปัจจัยเร่งที่สำคัญ การแข่งขันที่สูงขึ้นทำให้แบรนด์ต่างๆ ต้องหาทางสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าและเพิ่มความแม่นยำในการจัดส่ง ฉลากอัจฉริยะแบบผสมผสาน (Hybrid smart labels) สามารถตอบโจทย์นี้ได้ โดยช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมของลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัล และเพิ่มความแม่นยำในการจัดส่งสินค้าในขั้นตอนสุดท้าย (Last-mile delivery) ซึ่งเป็นความท้าทายที่สำคัญของธุรกิจออนไลน์
การประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมหลัก
การนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้กระจายตัวอยู่ในหลายอุตสาหกรรม แต่มีบางกลุ่มที่โดดเด่นเป็นพิเศษ:
- การค้าปลีกและโลจิสติกส์: เป็นกลุ่มผู้ใช้งานที่ใหญ่ที่สุด โดยนำไปใช้เพื่อการจัดการสินค้าคงคลัง เพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน และลดความผิดพลาดในการขนส่ง
- สุขภาพและเภสัชกรรม: เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตเร็วที่สุด (CAGR 6.0%) เนื่องจากความต้องการที่สูงในการตรวจสอบการเสื่อมสภาพของยาและวัคซีน, การติดตามตัวอย่างในห้องปฏิบัติการ, และการจัดการเครื่องมือแพทย์ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วย
โอกาสสำหรับธุรกิจไทยและผู้ประกอบการ SME
เทรนด์งานพิมพ์ในปี 2027 ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่ต้องการสร้างความแตกต่างและแข่งขันในตลาดสากล
การสร้างมูลค่าเพิ่มและความน่าเชื่อถือให้สินค้า
การนำฉลากอัจฉริยะมาใช้กับผลิตภัณฑ์สามารถช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างมีนัยสำคัญ ฉลากที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะสินค้าเกษตรแปรรูป, อาหาร, และเครื่องสำอาง ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย การให้ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งที่มาและกระบวนการผลิตอย่างโปร่งใสจะช่วยยกระดับสินค้าให้มีมูลค่าสูงขึ้นในสายตาของผู้บริโภคทั่วโลก
การสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อการส่งออก
กระทรวงพาณิชย์ของไทยได้ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการในการพัฒนาฉลากสินค้าอัจฉริยะ เพื่อเตรียมความพร้อมในการตีตลาดส่งออก โดยเน้นเจาะกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ, ความปลอดภัย, และสิ่งแวดล้อม การปรับตัวให้สอดคล้องกับเทรนด์โลกและกฎระเบียบสากล เช่น Digital Product Passport จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดประตูสู่ตลาดใหญ่อย่างยุโรปและอเมริกา
เทคนิคการพิมพ์พิเศษเพื่อสร้างความแตกต่าง
นอกเหนือจากเทคโนโลยีดิจิทัลแล้ว เทคนิคการพิมพ์แบบพิเศษ (Special printing) ยังคงมีบทบาทสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์พรีเมียมและป้องกันการปลอมแปลง การพิมพ์ภาพ 3 มิติที่มองเห็นได้เสมือนจริง, การใช้หมึกพิมพ์พิเศษ, หรือระบบกันคราบเมื่อลอกออก (Crab-proof) ล้วนเป็นส่วนเสริมที่ทำให้บรรจุภัณฑ์มีความโดดเด่นและยากต่อการลอกเลียนแบบ ซึ่งช่วยเสริมประสิทธิภาพของฉลากอัจฉริยะได้เป็นอย่างดี
บทสรุป: การผสานเทคโนโลยีและความยั่งยืนเพื่ออนาคต
เทรนด์งานพิมพ์ปี 2027 ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอนาคตของอุตสาหกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่าง ความฉลาด (Smart) จากเทคโนโลยี และ ความยั่งยืน (Sustainability) จากความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นทั้งความท้าทายและโอกาสสำหรับธุรกิจในการปรับตัว สร้างสรรค์นวัตกรรม และตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและกฎระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
การลงทุนในฉลากอัจฉริยะและบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกในวันนี้ คือการวางรากฐานสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนในวันข้างหน้า
สำหรับผู้ประกอบการ SME และธุรกิจทุกขนาดที่ต้องการเตรียมความพร้อมและก้าวทันเทรนด์แห่งอนาคต การเลือกใช้บริการงานพิมพ์ที่มีคุณภาพและเข้าใจในนวัตกรรมใหม่ๆ ถือเป็นสิ่งสำคัญ GIANT PRINT คือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่พร้อมรองรับทุกเทรนด์ ด้วยเครื่องพิมพ์มาตรฐานทันสมัยและวัสดุชั้นนำ เรามีทีมงานมืออาชีพที่พร้อมให้คำปรึกษาและออกแบบผลิตชิ้นงาน เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจของคุณ ไม่ว่าจะเป็นฉลากสินค้า, สติกเกอร์, สกรีนบรรจุภัณฑ์, นามบัตร, เมนูอาหาร และสื่อสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่:
- ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
- เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
- Email: [email protected]
- ช่องทางออนไลน์: FACEBOOK PAGE, LINE, TIKTOK
