พิมพ์ดิจิทัล VS ออฟเซ็ท ต่างกันอย่างไร แบบไหนคุ้มกว่า
- สรุปประเด็นสำคัญของการพิมพ์ดิจิทัลและออฟเซ็ท
- ความหมายและความสำคัญของการเลือกเทคโนโลยีการพิมพ์
- เจาะลึกเทคโนโลยีการพิมพ์แต่ละประเภท
- ตารางเปรียบเทียบชัดเจน: พิมพ์ดิจิทัล VS ออฟเซ็ท
- ปัจจัยชี้วัด: ควรเลือกพิมพ์แบบไหนให้คุ้มค่าที่สุด
- วิเคราะห์จุดคุ้มทุนและวิธีตัดสินใจที่แม่นยำ
- บทสรุปและบริการงานพิมพ์ครบวงจร
การเลือกเทคโนโลยีการพิมพ์ที่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุน คุณภาพ และระยะเวลาในการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนามบัตร ฉลากสินค้า หรือโบรชัวร์ การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างระบบการพิมพ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดสองแบบจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สรุปประเด็นสำคัญของการพิมพ์ดิจิทัลและออฟเซ็ท
- การพิมพ์ดิจิทัล (Digital Printing) เหมาะสำหรับงานจำนวนน้อย งานเร่งด่วน และงานที่ต้องการปรับเปลี่ยนข้อมูลในแต่ละชิ้น เช่น บัตรสมาชิกหรือคูปองที่มีรหัสต่างกัน เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายในการทำแม่พิมพ์ (เพลท)
- การพิมพ์ออฟเซ็ท (Offset Printing) มีความคุ้มค่าสูงสำหรับงานพิมพ์จำนวนมาก เพราะยิ่งพิมพ์เยอะ ต้นทุนต่อหน่วยจะยิ่งลดลงอย่างชัดเจน และให้คุณภาพสีที่มีความแม่นยำและสม่ำเสมอสูง
- การตัดสินใจเลือกระหว่างสองระบบนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าแบบไหนดีกว่า แต่ขึ้นอยู่กับความต้องการเฉพาะของงานนั้นๆ โดยมีปัจจัยหลักคือ จำนวนพิมพ์ ความเร็วที่ต้องการ ความแม่นยำของสี และงบประมาณ
- โดยทั่วไป จุดคุ้มทุนที่การพิมพ์ออฟเซ็ทเริ่มได้เปรียบด้านราคามักจะอยู่ที่ประมาณ 1,000–2,000 ชิ้นขึ้นไป แต่ตัวเลขนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามรายละเอียดของงานพิมพ์
ความหมายและความสำคัญของการเลือกเทคโนโลยีการพิมพ์
การพิจารณาว่า **พิมพ์ดิจิทัล VS ออฟเซ็ท ต่างกันอย่างไร แบบไหนคุ้มกว่า** ถือเป็นขั้นตอนพื้นฐานแต่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจทุกขนาด โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่ต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างรัดกุม การเลือกเทคโนโลยีการพิมพ์ที่ถูกต้องไม่เพียงแต่ช่วยควบคุมงบประมาณ แต่ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ผ่านคุณภาพของสื่อสิ่งพิมพ์ที่ผลิตออกมา ไม่ว่าจะเป็นความคมชัดของตัวอักษร ความสดและความแม่นยำของสีบนฉลากสินค้า หรือความสวยงามของนามบัตรที่มอบให้กับลูกค้า
บทความนี้จะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับหลักการทำงาน ข้อดี ข้อจำกัด และความเหมาะสมในการใช้งานของเทคโนโลยีการพิมพ์ทั้งสองระบบ เพื่อให้ผู้ประกอบการและฝ่ายการตลาดสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกโรงพิมพ์และวิธีการผลิตที่ตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำและคุ้มค่าที่สุด
เจาะลึกเทคโนโลยีการพิมพ์แต่ละประเภท
เพื่อให้เข้าใจว่าควรเลือกใช้ระบบใด จำเป็นต้องทราบถึงกระบวนการทำงานพื้นฐานของแต่ละเทคโนโลยีก่อน ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมไฟล์ไปจนถึงการผลิตชิ้นงานจริง
การพิมพ์ดิจิทัล (Digital Printing) คืออะไร
การพิมพ์ดิจิทัลเป็นกระบวนการพิมพ์สมัยใหม่ที่รับไฟล์งานจากคอมพิวเตอร์และสั่งพิมพ์ลงบนวัสดุได้โดยตรง คล้ายกับเครื่องพิมพ์เลเซอร์หรืออิงค์เจ็ทในสำนักงาน แต่มีความละเอียดสูงและรองรับวัสดุได้หลากหลายกว่า กระบวนการนี้ไม่จำเป็นต้องสร้างแม่พิมพ์หรือ “เพลท” ทำให้ลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการตั้งค่าเริ่มต้นได้อย่างมาก
ข้อดีของการพิมพ์ดิจิทัล:
- ความเร็วสูง: สามารถเริ่มผลิตงานได้ทันทีหลังจากส่งไฟล์ ทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับงานเร่งด่วนที่ต้องการรับของภายใน 1-3 วัน
- คุ้มค่าสำหรับจำนวนน้อย: เนื่องจากไม่มีค่าทำเพลท จึงสามารถสั่งพิมพ์ในจำนวนน้อยได้โดยที่ต้นทุนไม่สูงเกินไป บางโรงพิมพ์รับขั้นต่ำเพียง 1 ชิ้น
- ความยืดหยุ่นสูง: สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลในแต่ละสำเนาได้ (Variable Data Printing) เช่น การพิมพ์ชื่อผู้รับที่แตกต่างกันบนจดหมายเชิญ หรือการพิมพ์รหัสโปรโมชั่นที่ไม่ซ้ำกันบนคูปอง
- ลดความเสี่ยงด้านสต็อก: เหมาะสำหรับการพิมพ์ตามยอดสั่งจริง (Print-on-Demand) หรือการทดลองตลาดด้วยการพิมพ์หลายๆ แบบในปริมาณน้อย เพื่อดูผลตอบรับก่อนตัดสินใจผลิตจำนวนมาก
ข้อจำกัดของการพิมพ์ดิจิทัล:
- ต้นทุนต่อหน่วยสูงเมื่อพิมพ์จำนวนมาก: ต้นทุนต่อชิ้นมักจะคงที่หรือลดลงเพียงเล็กน้อยเมื่อเพิ่มจำนวนการผลิต ทำให้ไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับออฟเซ็ทในงานปริมาณสูง
- ข้อจำกัดด้านสี: แม้เทคโนโลยีปัจจุบันจะให้สีที่สวยงามคมชัด แต่การควบคุมความสม่ำเสมอของสีในงานล็อตใหญ่อาจไม่เทียบเท่าระบบออฟเซ็ท และอาจไม่รองรับสีพิเศษ (Pantone) ได้แม่นยำเท่า
- ข้อจำกัดด้านวัสดุ: ชนิดของกระดาษ ขนาด และเทคนิคหลังการพิมพ์ (เช่น การเคลือบ) อาจมีข้อจำกัดขึ้นอยู่กับรุ่นและศักยภาพของเครื่องพิมพ์ดิจิทัลแต่ละเครื่อง
การพิมพ์ออฟเซ็ท (Offset Printing) คืออะไร
การพิมพ์ออฟเซ็ทเป็นเทคโนโลยีการพิมพ์แบบดั้งเดิมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรม มีกระบวนการที่ซับซ้อนกว่า โดยเริ่มจากการสร้างแม่พิมพ์ (เพลท) สำหรับแต่ละสีหลัก (โดยทั่วไปคือ CMYK: Cyan, Magenta, Yellow, Black) จากนั้นหมึกจะถูกถ่ายจากเพลทไปยังลูกกลิ้งยาง (Blanket) ก่อนที่จะถูกกดทับลงบนกระดาษ การถ่ายหมึกผ่านตัวกลางนี้ทำให้ได้ภาพพิมพ์ที่คมชัดและนุ่มนวล
ข้อดีของการพิมพ์ออฟเซ็ท:
- ต้นทุนต่อหน่วยต่ำมากเมื่อพิมพ์จำนวนมาก: แม้จะมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นในการทำเพลทและตั้งเครื่อง แต่เมื่อพิมพ์ในปริมาณหลายพันหรือหลายหมื่นชิ้น ต้นทุนเฉลี่ยต่อชิ้นจะถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ
- คุณภาพสียอดเยี่ยมและสม่ำเสมอ: ให้ความแม่นยำของสีสูงมากและรักษามาตรฐานสีให้เหมือนกันทุกแผ่นตลอดการผลิต เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความพิถีพิถันด้านสีสัน หรือสีประจำองค์กร
- รองรับสีพิเศษ: สามารถใช้สีพิเศษ เช่น สี Pantone หรือสีสะท้อนแสง ได้อย่างแม่นยำกว่าระบบดิจิทัล
- ความหลากหลายของวัสดุ: รองรับกระดาษและวัสดุพิมพ์ได้หลากหลายประเภทและมีความหนาแตกต่างกันได้อย่างกว้างขวาง
ข้อจำกัดของการพิมพ์ออฟเซ็ท:
- ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นสูง: มีต้นทุนคงที่ในการทำเพลทและการตั้งค่าเครื่องจักร ซึ่งทำให้ไม่เหมาะกับงานพิมพ์จำนวนน้อย
- ใช้เวลาในการผลิตนานกว่า: กระบวนการทำเพลท การตั้งเครื่อง และการรอให้หมึกแห้งสนิทต้องใช้เวลามากกว่าระบบดิจิทัล
- ขาดความยืดหยุ่น: ไม่สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆ ได้หลังจากที่สร้างเพลทแล้ว ทุกสำเนาที่พิมพ์ออกมาจะเหมือนกันทั้งหมด
- มีความเสี่ยงด้านสต็อก: การสั่งพิมพ์จำนวนมากเพื่อลดต้นทุนต่อหน่วย อาจทำให้เกิดปัญหาสินค้าคงคลังหากไม่สามารถใช้งานได้หมด
ตารางเปรียบเทียบชัดเจน: พิมพ์ดิจิทัล VS ออฟเซ็ท
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างของเทคโนโลยีการพิมพ์ทั้งสองระบบได้ง่ายขึ้น สามารถสรุปประเด็นเปรียบเทียบที่สำคัญได้ดังตารางต่อไปนี้
| ประเด็นเปรียบเทียบ | การพิมพ์ดิจิทัล (Digital Printing) | การพิมพ์ออฟเซ็ท (Offset Printing) |
|---|---|---|
| กระบวนการทำงาน | พิมพ์ข้อมูลจากไฟล์ดิจิทัลลงวัสดุโดยตรง ไม่ต้องใช้แม่พิมพ์ | สร้างแม่พิมพ์ (เพลท) แยกตามสี แล้วถ่ายหมึกผ่านลูกยางลงบนวัสดุ |
| ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น | ต่ำหรือแทบไม่มี เพราะไม่ต้องทำเพลท | สูงกว่า เนื่องจากมีต้นทุนค่าเพลทและค่าตั้งเครื่อง |
| จำนวนพิมพ์ที่เหมาะสม | จำนวนน้อยถึงปานกลาง (ประมาณ 1 – 2,000 ชิ้น) | จำนวนปานกลางถึงมาก (ประมาณ 1,000 ชิ้นขึ้นไป) |
| ต้นทุนต่อหน่วย | ค่อนข้างคงที่ คุ้มค่าเมื่อพิมพ์น้อย | สูงในช่วงแรก แต่จะลดลงมากเมื่อพิมพ์จำนวนมากขึ้น |
| ความเร็วในการผลิต | รวดเร็วมาก เหมาะสำหรับงานด่วน | ช้ากว่า เพราะต้องใช้เวลาในการเตรียมเพลทและตั้งเครื่อง |
| การปรับเปลี่ยนข้อมูล | ทำได้ง่าย สามารถเปลี่ยนข้อมูลในแต่ละชิ้นได้ (Variable Data) | ทำไม่ได้ ข้อมูลในทุกสำเนาจะเหมือนกันทั้งหมด |
| คุณภาพและความแม่นยำของสี | คุณภาพดีสำหรับงานทั่วไป แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยในล็อตใหญ่ | มีความแม่นยำและสม่ำเสมอของสีสูงมาก รองรับสีพิเศษ (Pantone) |
| จำนวนขั้นต่ำในการสั่ง | ส่วนใหญ่ไม่มีขั้นต่ำ หรือขั้นต่ำน้อยมาก | มักจะมีจำนวนขั้นต่ำที่สูงกว่าเพื่อให้คุ้มค่าการผลิต |
ปัจจัยชี้วัด: ควรเลือกพิมพ์แบบไหนให้คุ้มค่าที่สุด
การตัดสินใจสุดท้ายไม่ได้มีคำตอบที่ตายตัว แต่เป็นการพิจารณาจากความต้องการของงานแต่ละชิ้นเป็นหลัก โดยสามารถใช้เกณฑ์ต่อไปนี้ในการพิจารณา
เลือกใช้การพิมพ์ดิจิทัลเมื่อ…
- ต้องการพิมพ์จำนวนไม่มาก: สำหรับงานอย่างนามบัตร 100-200 ใบ, สติ๊กเกอร์ทดลองตลาด, หรือเมนูร้านอาหารจำนวนน้อย การพิมพ์ดิจิทัลมีความคุ้มค่ากว่าอย่างชัดเจน
- ต้องการงานอย่างเร่งด่วน: หากมีเวลาจำกัดและต้องการรับงานภายใน 1-3 วัน ระบบดิจิทัลคือคำตอบที่เหมาะสมที่สุด
- ต้องการพิมพ์หลายเวอร์ชัน: กรณีที่ต้องการพิมพ์ฉลากสินค้าหลายรสชาติ หรือโบรชัวร์หลายภาษา แบบละจำนวนไม่มาก การพิมพ์ดิจิทัลช่วยให้จัดการได้ง่ายโดยไม่ต้องเสียค่าเพลทหลายชุด
- ต้องการข้อมูลที่แตกต่างกันในแต่ละชิ้น: งานที่ต้องใช้ Variable Data Printing เช่น บัตรเชิญที่มีชื่อแขก, บัตรของขวัญที่มีรหัสเฉพาะตัว, หรือใบประกาศนียบัตร จะต้องใช้การพิมพ์ดิจิทัลเท่านั้น
- ต้องการลดความเสี่ยงด้านสต็อก: สำหรับธุรกิจที่ยังไม่แน่ใจในยอดขาย หรือสินค้ามีอายุสั้น การพิมพ์ตามจำนวนที่ต้องการใช้จริงจะช่วยลดต้นทุนการจัดเก็บและลดของเสียได้
เลือกใช้การพิมพ์ออฟเซ็ทเมื่อ…
- ต้องการพิมพ์จำนวนมาก: สำหรับงานผลิตหนังสือ, นิตยสาร, แคตตาล็อก, หรือบรรจุภัณฑ์ที่ต้องการปริมาณหลักพันหรือหลักหมื่นชิ้นขึ้นไป ออฟเซ็ทจะให้ต้นทุนต่อหน่วยที่ถูกกว่าอย่างเห็นได้ชัด
- ต้องการความแม่นยำของสีสูงสุด: หากงานพิมพ์นั้นเกี่ยวข้องกับสีของแบรนด์ (Corporate Identity) ที่ต้องมีความถูกต้อง 100% หรือต้องการใช้สีพิเศษ Pantone ระบบออฟเซ็ทสามารถตอบสนองได้ดีกว่า
- งานทุกชิ้นมีข้อมูลเหมือนกัน: เมื่อไฟล์งานเป็นแบบเดียวกันทั้งหมดและไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงใดๆ ระหว่างการพิมพ์ เช่น ใบปลิวโปรโมชั่น, แผ่นพับองค์กร
- มีเวลาในการผลิตเพียงพอ: หากสามารถวางแผนการผลิตล่วงหน้าและมีเวลาสำหรับกระบวนการเตรียมงานและการพิมพ์ ระบบออฟเซ็ทจะให้ผลลัพธ์คุณภาพสูงในราคาที่คุ้มค่า
- เป็นงานที่ต้องพิมพ์ซ้ำเป็นประจำ: สำหรับงานที่ต้องผลิตซ้ำในอนาคตด้วยมาตรฐานสีและคุณภาพเดิม การเก็บเพลทไว้ใช้ในครั้งต่อไป (ในบางกรณี) สามารถช่วยลดต้นทุนในการพิมพ์ครั้งถัดไปได้
หลักการจำง่ายๆ คือ: พิมพ์น้อย, งานด่วน, หรือข้อมูลแปรผัน ให้เลือก ดิจิทัล; พิมพ์มาก, งานสีจริงจัง, และต้องการต้นทุนต่อชิ้นต่ำ ให้เลือก ออฟเซ็ท
วิเคราะห์จุดคุ้มทุนและวิธีตัดสินใจที่แม่นยำ
แม้จะมีหลักการทั่วไป แต่การตัดสินใจที่แม่นยำที่สุดควรมาจากการเปรียบเทียบใบเสนอราคาจริง การทำความเข้าใจจุดคุ้มทุนและปัจจัยแฝงอื่นๆ จะช่วยให้การตัดสินใจมีประสิทธิภาพมากขึ้น
จุดคุ้มทุนโดยประมาณอยู่ตรงไหน
โรงพิมพ์ส่วนใหญ่มักให้ข้อมูลว่าจุดที่การพิมพ์ออฟเซ็ทเริ่มคุ้มค่ากว่าดิจิทัลจะอยู่ราวๆ 1,000 ถึง 2,000 ชิ้น อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ไม่ใช่กฎตายตัวและสามารถเปลี่ยนแปลงได้มาก ขึ้นอยู่กับปัจจัยประกอบหลายอย่าง เช่น ขนาดของงาน, ชนิดและความหนาของกระดาษ, จำนวนสีที่ใช้, และเทคนิคหลังการพิมพ์ เช่น การเคลือบ, การปั๊มนูน, หรือการไดคัท
แนวคิดเพื่อประกอบการพิจารณา:
- 100–500 ชิ้น: โดยทั่วไปแล้ว การพิมพ์ดิจิทัลมักจะคุ้มค่ากว่าอย่างชัดเจน
- 500–1,000 ชิ้น: เป็นช่วงที่ควรขอใบเสนอราคาเปรียบเทียบจากทั้งสองระบบ เพราะราคาอาจใกล้เคียงกันมากขึ้น
- 1,000–2,000 ชิ้นขึ้นไป: ระบบออฟเซ็ทมักจะเริ่มแสดงความได้เปรียบด้านราคาต่อหน่วย
- หลายพันถึงหลายหมื่นชิ้น: การพิมพ์ออฟเซ็ทจะมีความคุ้มค่ามากกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย
วิธีขอใบเสนอราคาเพื่อการเปรียบเทียบที่สมบูรณ์
เพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายแอบแฝงและทำการเปรียบเทียบได้อย่างถูกต้อง ไม่ควรดูแค่ “ราคาต่อใบ” เพียงอย่างเดียว แต่ควรขอให้โรงพิมพ์ระบุรายละเอียดค่าใช้จ่ายทั้งหมดในใบเสนอราคา ซึ่งควรประกอบด้วย:
- ค่าพิมพ์และค่าตั้งเครื่อง: ต้นทุนพื้นฐานของการผลิต
- ค่าเพลท: (สำหรับระบบออฟเซ็ทเท่านั้น)
- ค่าวัสดุพิมพ์: ระบุชนิด, แบรนด์, และความหนาของกระดาษหรือสติ๊กเกอร์
- ค่างานหลังพิมพ์ (Finishing): เช่น ค่าเคลือบ (ด้าน/เงา), ปั๊มนูน, ปั๊มฟอยล์, การไดคัท
- ค่าคอนเวิร์ท (Converting): เช่น ค่าพับ, การเข้าเล่ม, การบรรจุหีบห่อ
- ค่าขนส่ง: ค่าใช้จ่ายในการจัดส่งถึงสถานที่ที่กำหนด
- ระยะเวลาการผลิต: วันที่สามารถเริ่มผลิตและวันที่คาดว่าจะแล้วเสร็จ
- เงื่อนไขการตรวจปรู๊ฟ: การตรวจสอบความถูกต้องของสีและข้อมูลก่อนการผลิตจริง
การมีข้อมูลที่ครบถ้วนจะทำให้สามารถเปรียบเทียบต้นทุนรวมที่แท้จริงของทั้งสองระบบ และเลือกทางเลือกที่เหมาะสมกับงบประมาณและกรอบเวลาได้อย่างดีที่สุด
บทสรุปและบริการงานพิมพ์ครบวงจร
การเลือกระหว่างการพิมพ์ดิจิทัลและการพิมพ์ออฟเซ็ทเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อต้นทุนและคุณภาพของสื่อสิ่งพิมพ์ การพิมพ์ดิจิทัลมอบความเร็ว ความยืดหยุ่น และความคุ้มค่าสำหรับงานจำนวนน้อย ในขณะที่การพิมพ์ออฟเซ็ทให้คุณภาพสีที่เหนือกว่าและต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำสำหรับงานผลิตจำนวนมาก การทำความเข้าใจในความต้องการของตนเองอย่างถ่องแท้ ทั้งในด้านปริมาณ คุณภาพ เวลา และงบประมาณ จะนำไปสู่การเลือกเทคโนโลยีการพิมพ์ที่ “ใช่” และ “คุ้มค่า” ที่สุดสำหรับธุรกิจ
มองหาโรงพิมพ์คุณภาพสำหรับ SME
สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาโซลูชันด้านงานพิมพ์ที่ครบวงจร GIANT PRINT คือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ที่พร้อมให้บริการอย่างมืออาชีพ มีบริการออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์, สกรีนแก้วกาแฟ, นามบัตร, บัตรสะสมแต้ม, เมนูอาหาร, โบรชัวร์, การ์ดแต่งงาน และอื่นๆ อีกมากมาย ด้วยเครื่องพิมพ์มาตรฐานทันสมัยและวัสดุชั้นนำจากต่างประเทศ พร้อมทีมงานที่เชี่ยวชาญ คอยให้คำแนะนำและคำปรึกษาที่รวดเร็ว เพื่อสร้างสรรค์ชิ้นงานที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า SME ทุกท่านได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ช่องทางการติดต่อ:
สามารถติดตามผลงานและโปรโมชั่นได้ทาง FACEBOOK PAGE, LINE, และ TIKTOK
หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
อีเมล: [email protected]
