กฎหมายบรรจุภัณฑ์ 2569: SME ต้องเตรียมตัวรับมืออย่างไร?
- ประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้
- ทำความเข้าใจกฎหมายบรรจุภัณฑ์ 2569: ความสำคัญและผลกระทบต่อธุรกิจ
- เจาะลึกสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน
- คู่มือเตรียมความพร้อมสำหรับ SME: ก่อนกฎหมายบังคับใช้ปี 2569
- พลิกความท้าทายเป็นโอกาส: สร้างความได้เปรียบทางการตลาด
- สรุปและแนวทางก้าวต่อไปสำหรับผู้ประกอบการ
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญกำลังจะเกิดขึ้นในแวดวงอุตสาหกรรมไทย เมื่อร่างพระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน หรือที่รู้จักในชื่อ กฎหมายบรรจุภัณฑ์ 2569: SME ต้องเตรียมตัวรับมืออย่างไร? กำลังจะถูกบังคับใช้เต็มรูปแบบ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการทุกขนาด โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่ต้องปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับข้อบังคับใหม่นี้
ประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้

- หลักการ EPR: กฎหมายใหม่นำหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility) มาใช้ ซึ่งหมายความว่าผู้ผลิตสินค้าต้องรับผิดชอบบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต ไปจนถึงการจัดการเป็นขยะหลังการใช้งาน
- ข้อบังคับด้านวัสดุ: มีการห้ามผลิต นำเข้า และจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งบางประเภท เช่น ถุงพลาสติกหูหิ้วที่บางกว่า 36 ไมครอน, หลอดพลาสติก, และกล่องโฟมบรรจุอาหาร
- มาตรฐาน Eco-design: กำหนดให้การออกแบบบรรจุภัณฑ์ต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การกำหนดอัตราพื้นที่ว่างในบรรจุภัณฑ์ต้องไม่เกิน 40% เพื่อลดการใช้วัสดุที่ไม่จำเป็น
- การปรับตัวคือโอกาส: แม้จะเป็นความท้าทายด้านต้นทุน แต่การปรับตัวสู่บรรจุภัณฑ์รักษ์โลกสามารถสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ และดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
กฎหมายบรรจุภัณฑ์ 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ที่มีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจ กฎหมายฉบับนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ร่างพระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน พ.ศ. 2569” ซึ่งมีกำหนดบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป หัวใจสำคัญของกฎหมายนี้คือการนำหลักการ EPR (Extended Producer Responsibility) มาปรับใช้ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนภาระการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์จากภาครัฐและผู้บริโภคมาสู่ผู้ผลิตสินค้าโดยตรง ทำให้ผู้ประกอบการต้องมีความรับผิดชอบต่อบรรจุภัณฑ์ของตนเองตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
ทำความเข้าใจกฎหมายบรรจุภัณฑ์ 2569: ความสำคัญและผลกระทบต่อธุรกิจ
การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไม่มีที่มา แต่เป็นผลพวงจากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะปัญหาขยะพลาสติก ซึ่งประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลกที่มีปริมาณขยะพลาสติกไหลลงสู่ทะเลจำนวนมาก กฎหมายฉบับนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม
ทำไมกฎหมายฉบับนี้จึงสำคัญอย่างยิ่งต่อ SME ไทย?
สำหรับผู้ประกอบการ SME กฎหมายนี้ถือเป็นทั้งความท้าทายและโอกาส ในอดีต ความรับผิดชอบต่อบรรจุภัณฑ์มักจะสิ้นสุดลงเมื่อสินค้าถูกขายไปแล้ว แต่ภายใต้กฎหมายใหม่นี้ SME จะต้องคิดทบทวนกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุ การออกแบบแพคเกจจิ้ง ไปจนถึงการวางแผนจัดการซากบรรจุภัณฑ์ ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินงานในระยะแรก แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสในการสร้างความแตกต่างและสร้างจุดขายใหม่ให้กับสินค้า โดยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญ
กลุ่มธุรกิจใดบ้างที่ได้รับผลกระทบโดยตรง?
ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากกฎหมายฉบับนี้คือ “ผู้ผลิต” ซึ่งหมายรวมถึงผู้ผลิตสินค้า, ผู้นำเข้าสินค้า, และผู้จัดจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่หรือ SME ในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น
- กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม: ผู้ผลิตขนม, เครื่องดื่ม, อาหารสำเร็จรูป, และธุรกิจร้านอาหารเดลิเวอรี่
- กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG): ผู้ผลิตเครื่องสำอาง, สบู่, แชมพู, และของใช้ในครัวเรือน
- กลุ่มค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ: ผู้ที่ใช้บรรจุภัณฑ์ในการหีบห่อและจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้า
- กลุ่มเกษตรแปรรูป: ผู้ผลิตสินค้าเกษตรที่ต้องมีบรรจุภัณฑ์เพื่อการจำหน่าย
กรอบเวลาการบังคับใช้และบทลงโทษ
กฎหมายบรรจุภัณฑ์ 2569 มีกำหนดการบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2569 ผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดจะมีความผิดและต้องรับโทษตามกฎหมาย ซึ่งครอบคลุมทั้งโทษปรับและโทษทางปกครอง แม้ว่ารายละเอียดของค่าปรับและบทลงโทษฉบับสมบูรณ์ยังต้องรอประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป แต่เป็นที่คาดการณ์ว่าจะมีความเข้มงวดเพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ดังนั้น การเริ่มต้นเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
เจาะลึกสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน
เพื่อเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ผู้ประกอบการจำเป็นต้องทำความเข้าใจในรายละเอียดและสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้อย่างถ่องแท้ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นประเด็นหลัก ๆ ได้ดังนี้
หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) คืออะไร?
หลักการ EPR (Extended Producer Responsibility) คือแนวคิดที่ว่าผู้ผลิตสินค้าควรมีส่วนรับผิดชอบต่อผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ตนเองตลอดทั้งวงจรชีวิต โดยเฉพาะในขั้นตอนหลังการบริโภค ภายใต้กฎหมายนี้ ผู้ประกอบการมีทางเลือกในการปฏิบัติตามหลัก EPR ได้ 2 แนวทางหลัก:
- การดำเนินการด้วยตนเอง (Individual Producer Responsibility – IPR): ผู้ประกอบการจัดตั้งระบบเพื่อรวบรวมและจัดการซากบรรจุภัณฑ์ของตนเอง ซึ่งอาจเหมาะสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรและความพร้อม
- การเข้าร่วมองค์กรรับผิดชอบของผู้ผลิต (Producer Responsibility Organization – PRO): ผู้ประกอบการจ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์กรกลาง (PRO) ซึ่งจะทำหน้าที่รวบรวมและจัดการซากบรรจุภัณฑ์แทนสมาชิกทั้งหมด แนวทางนี้คาดว่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับ SME ส่วนใหญ่
หลักการ EPR เป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการมองว่า “ขยะเป็นภาระของผู้บริโภค” ไปสู่ “บรรจุภัณฑ์เป็นความรับผิดชอบของผู้ผลิต” ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการออกแบบที่ยั่งยืนตั้งแต่ต้นทาง
รายการบรรจุภัณฑ์ที่ถูกจำกัดและห้ามใช้
กฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดรายการบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single-use Plastics) ที่จะถูกห้ามผลิต นำเข้า และจำหน่ายโดยเด็ดขาด เพื่อลดปริมาณขยะที่จัดการได้ยาก ประกอบด้วย:
- ถุงพลาสติกหูหิ้วที่มีความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอน
- หลอดพลาสติก (ยกเว้นกรณีจำเป็นทางการแพทย์)
- แก้วน้ำพลาสติกชนิดบางแบบใช้ครั้งเดียว
- ช้อน-ส้อมพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว
- กล่องโฟมบรรจุอาหาร 100%
ผู้ประกอบการที่ใช้บรรจุภัณฑ์เหล่านี้อยู่ จำเป็นต้องหาวัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics), กระดาษ, หรือวัสดุจากธรรมชาติอื่น ๆ
มาตรฐานการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-design)
นอกจากการห้ามใช้วัสดุบางประเภทแล้ว กฎหมายยังกำหนดมาตรฐานการออกแบบบรรจุภัณฑ์ หรือ Eco-design เพื่อส่งเสริมการใช้วัสดุอย่างมีประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หนึ่งในข้อกำหนดที่ชัดเจนคือ อัตราส่วนพื้นที่ว่างภายในบรรจุภัณฑ์ (Void Space) ต้องไม่เกิน 40% ของปริมาตรทั้งหมด แนวคิดนี้มีเป้าหมายเพื่อ:
- ลดการใช้วัสดุ: ป้องกันการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่มีขนาดใหญ่เกินความจำเป็น (Over-packaging)
- ลดการปล่อยคาร์บอน: บรรจุภัณฑ์ที่เล็กลงและน้ำหนักเบาขึ้น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่ง ทำให้สามารถขนส่งสินค้าได้มากขึ้นในแต่ละเที่ยว ลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
กฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งต้องพิจารณาควบคู่กัน
การปฏิบัติตามกฎหมายบรรจุภัณฑ์ 2569 ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับกฎหมายอื่น ๆ ที่มีอยู่เดิม เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างถูกต้องครบถ้วน เช่น:
- พระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2466: ควบคุมการแสดงปริมาณสุทธิของสินค้าบนบรรจุภัณฑ์ให้ถูกต้องและชัดเจน
- พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522: สำหรับสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม การออกแบบฉลากสินค้าต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
- พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค: การแสดงข้อมูลบนฉลากต้องถูกต้อง ไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ผู้บริโภค
คู่มือเตรียมความพร้อมสำหรับ SME: ก่อนกฎหมายบังคับใช้ปี 2569
ด้วยเวลาที่เหลือก่อนกฎหมายจะมีผลบังคับใช้ ผู้ประกอบการ SME ควรเริ่มวางแผนและดำเนินการปรับตัวอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อลดผลกระทบและเปลี่ยนผ่านได้อย่างราบรื่นที่สุด
| ขั้นตอนการเตรียมตัว | รายละเอียดการดำเนินการ | ข้อควรพิจารณา |
|---|---|---|
| 1. ปรับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ | ทบทวนและออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ตามหลัก Eco-design โดยลดพื้นที่ว่างให้ไม่เกิน 40% และเปลี่ยนไปใช้วัสดุที่ย่อยสลายได้, รีไซเคิลได้ง่าย, หรือวัสดุชีวภาพ พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงพลาสติกประเภทที่ถูกห้ามใช้ | การออกแบบใหม่ต้องคำนึงถึงความแข็งแรง การปกป้องสินค้า และความสวยงามควบคู่กันไป ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแพคเกจจิ้ง |
| 2. เลือกแนวทางปฏิบัติ EPR | ประเมินความพร้อมของธุรกิจเพื่อตัดสินใจว่าจะจัดการซากบรรจุภัณฑ์ด้วยตนเอง (IPR) หรือเข้าร่วมกับองค์กร PRO ซึ่งเป็นทางเลือกที่แนะนำสำหรับ SME ส่วนใหญ่ | ติดตามข่าวสารการจัดตั้งองค์กร PRO และศึกษาเงื่อนไขค่าสมาชิก เพื่อนำมาคำนวณต้นทุนและวางแผนงบประมาณล่วงหน้า |
| 3. อัปเดตฉลากและสติกเกอร์สินค้า | ปรับปรุงข้อมูลบนฉลากสินค้าให้สอดคล้องกับบรรจุภัณฑ์ใหม่ เช่น การเพิ่มสัญลักษณ์รีไซเคิล, การระบุประเภทของวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-label) เพื่อสื่อสารกับผู้บริโภค | ตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลบนฉลากยังคงเป็นไปตามข้อบังคับของกฎหมายอาหารและกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคอย่างครบถ้วน |
| 4. หาซัพพลายเออร์และบริหารต้นทุน | เริ่มมองหาและสร้างความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ที่ผลิตบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน แม้ว่าราคาเริ่มต้นอาจสูงกว่า แต่สามารถช่วยลดภาระค่าธรรมเนียมหรือภาษีสิ่งแวดล้อมในระยะยาวได้ | วางแผนการสั่งซื้อและเจรจาต่อรองเพื่อควบคุมต้นทุน อาจพิจารณาการสั่งผลิตในปริมาณที่มากขึ้นเพื่อให้ได้ราคาต่อหน่วยที่ถูกลง |
| 5. ติดตามข้อมูลข่าวสารภาครัฐ | ติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมควบคุมมลพิษ, กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันที่สุด | ทำความเข้าใจแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติกระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566-2570) เพื่อให้ทิศทางการปรับตัวของธุรกิจสอดคล้องกับนโยบายของประเทศ |
พลิกความท้าทายเป็นโอกาส: สร้างความได้เปรียบทางการตลาด
แม้ว่ากฎหมายใหม่จะสร้างแรงกดดันให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัว แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็นับเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการยกระดับธุรกิจและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว
โอกาสสำหรับ SME ในยุคบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน
- สร้างจุดขายที่แตกต่าง: การใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น บรรจุภัณฑ์ดีไซน์มินิมอลที่ใช้วัสดุน้อยลง หรือการใช้ฉลากที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล สามารถกลายเป็นจุดขายที่โดดเด่นและสร้างเรื่องราวให้กับแบรนด์ได้
- เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่: ปัจจุบันผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Millennials และ Gen Z ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและพร้อมที่จะสนับสนุนแบรนด์ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม การปรับตัวของ SME จึงเป็นการเปิดประตูสู่ตลาดกลุ่มนี้
- เสริมสร้างภาพลักษณ์แบรนด์: การเป็นธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ในระยะยาว
- เตรียมพร้อมสู่ตลาดส่งออก: หลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในสหภาพยุโรป (EU) มีกฎระเบียบด้านบรรจุภัณฑ์ที่เข้มงวด การปรับตัวตามกฎหมายไทยจะเป็นการเตรียมความพร้อมให้ SME สามารถส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศได้ง่ายขึ้นในอนาคต
ความท้าทายและแนวทางรับมือเชิงรุก
ปฏิเสธไม่ได้ว่าความท้าทายหลักสำหรับ SME คือ “ต้นทุน” ที่อาจเพิ่มขึ้นในช่วงแรกของการเปลี่ยนผ่าน ทั้งต้นทุนวัสดุบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกที่ราคาสูงกว่าพลาสติกทั่วไป และค่าใช้จ่ายในการออกแบบและพิมพ์ฉลากสินค้าใหม่ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการสามารถรับมือกับความท้าทายนี้ได้โดย:
- วางแผนทางการเงิน: จัดสรรงบประมาณสำหรับการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์และฉลากล่วงหน้า
- ศึกษาและขอคำปรึกษา: ใช้บริการจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ที่อาจมีโครงการสนับสนุนหรือให้คำปรึกษาด้านการทดสอบและเลือกใช้วัสดุ
- สื่อสารกับลูกค้า: ชี้แจงให้ลูกค้าเข้าใจถึงเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงและคุณค่าที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างความเข้าใจและการยอมรับ
สรุปและแนวทางก้าวต่อไปสำหรับผู้ประกอบการ
กฎหมายบรรจุภัณฑ์ 2569 ไม่ใช่เพียงข้อบังคับ แต่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงทิศทางของโลกธุรกิจที่มุ่งสู่ความยั่งยืน การเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่เพียงแต่ช่วยให้ธุรกิจ SME สามารถปฏิบัติตามกฎหมายและหลีกเลี่ยงบทลงโทษได้ แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่สามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและเติบโตไปพร้อมกับกระแสของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
หนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการปรับตัว คือการออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์ รวมถึงฉลากสินค้าที่สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ทั้งหมด ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและความแม่นยำ การเลือกพันธมิตรด้านการพิมพ์ที่มีคุณภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็น
ที่ GIANT PRINT เราคือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ให้ก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปได้อย่างมั่นใจ ด้วยบริการออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นฉลากสินค้า, สติกเกอร์, สกรีนแก้วกาแฟ, นามบัตร, บัตรสะสมแต้ม, เมนูอาหาร, โบรชัวร์, และสื่อสิ่งพิมพ์อื่น ๆ อีกมากมาย เราใช้เครื่องพิมพ์มาตรฐานทันสมัยและวัสดุชั้นนำจากต่างประเทศ พร้อมทีมงานมืออาชีพที่พร้อมให้คำปรึกษาอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างสรรค์ชิ้นงานที่ตอบโจทย์กฎหมายใหม่และสะท้อนตัวตนของแบรนด์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เตรียมธุรกิจให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงและสร้างโอกาสใหม่ ๆ ไปกับเรา
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่:
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
อีเมล: [email protected]
ติดตามผลงานและโปรโมชั่นได้ที่: FACEBOOK PAGE | LINE | TIKTOK หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์
