“`html
ฉลากคาร์บอนฯ: กฎใหม่ SME ไทยต้องพร้อมปี 2569
- สรุปประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ
- ความสำคัญของฉลากคาร์บอนในยุคใหม่
- ทำความเข้าใจฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์
- มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป: ตัวเร่งสำคัญที่ SME ต้องจับตา
- ขั้นตอนการขอรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในประเทศไทย
- การเตรียมความพร้อมสำหรับ SME ไทย: จากความท้าทายสู่โอกาส
- สรุป: อนาคตของ SME ไทยกับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
กระแสความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางการค้าโลก ส่งผลให้ “ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์” เข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะเครื่องมือชี้วัดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในประเทศไทย การปรับตัวเพื่อรองรับมาตรฐานสากลนี้ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกฎเกณฑ์ใหม่ๆ กำลังจะถูกบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในอนาคตอันใกล้
สรุปประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ
- การบังคับใช้กฎหมายใหม่: ผู้ประกอบการ SME ไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ส่งออก ต้องเตรียมความพร้อมสำหรับกฎระเบียบด้าน ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ซึ่งคาดว่าจะมีความเข้มข้นและบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2569 เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการสากล
- มาตรการ CBAM ของ EU: สหภาพยุโรปจะเริ่มบังคับใช้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) อย่างเต็มรูปแบบในปี 2569 โดยจะมีการเก็บภาษีคาร์บอนสำหรับสินค้านำเข้าบางประเภท ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อ SME ไทยที่ส่งออกไปยังตลาดยุโรป
- กระบวนการรับรองในไทย: การขอเครื่องหมายรับรองฉลากคาร์บอนในประเทศไทยต้องดำเนินการผ่านองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งมีขั้นตอนการคำนวณ การทวนสอบโดยผู้ประเมินภายนอก และมีค่าธรรมเนียมในการดำเนินการ
- โอกาสทางธุรกิจ: แม้จะเป็นความท้าทาย แต่การปรับตัวสู่ ธุรกิจสีเขียว และการใช้ บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน ที่มีฉลากคาร์บอนรับรอง จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าไทยในตลาดโลก
ความสำคัญของฉลากคาร์บอนในยุคใหม่
การมาถึงของ ฉลากคาร์บอนฯ: กฎใหม่ SME ไทยต้องพร้อมปี 2569 นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ที่เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจประเทศ กฎเกณฑ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นผลพวงมาจากความตื่นตัวของประชาคมโลกต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ผู้บริโภคและคู่ค้าในหลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ฉลากคาร์บอนจึงกลายเป็นมาตรฐานที่ช่วยสื่อสารข้อมูลด้านความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ไปยังผู้บริโภคได้อย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับ SME ไทย การเตรียมความพร้อมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ไม่เพียงเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายฉลากสินค้าที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานสินค้าของตนเองให้ทัดเทียมนานาชาติ สร้างโอกาสในการเข้าถึงตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้เป็นพิเศษ การเพิกเฉยต่อเทรนด์ 2569 นี้ อาจหมายถึงการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญในระยะยาว
ทำความเข้าใจฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์
ก่อนที่จะลงลึกถึงกฎระเบียบและแนวทางปฏิบัติ การทำความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับ ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint Label) เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนและปรับตัวได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
คำจำกัดความและหลักการทำงาน
ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ คือเครื่องหมายที่แสดงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่เกิดขึ้นตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การขนส่ง การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน โดยคำนวณออกมาในหน่วยของกิโลกรัมหรือตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e)
หลักการสำคัญคือการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างครอบคลุม ทำให้ผู้ผลิตสามารถระบุได้ว่าขั้นตอนใดในกระบวนการผลิตที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุด เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงและลดผลกระทบดังกล่าว ขณะเดียวกันก็เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้บริโภคในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ประเภทของฉลากคาร์บอนที่ควรรู้
โดยทั่วไป การรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในประเทศไทยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ซึ่ง SME ควรทำความเข้าใจเพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับธุรกิจของตน:
- คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product: CFP): เป็นการประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาตลอดวัฏจักรชีวิตของ “ผลิตภัณฑ์” หรือ “บริการ” แต่ละชนิด เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการแสดงความโปร่งใสและสื่อสารกับผู้บริโภคโดยตรงเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของตน
- คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO): เป็นการประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจาก “กิจกรรมทั้งหมด” ขององค์กรในรอบ 1 ปี เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมของทั้งบริษัท เพื่อวางเป้าหมายการลดในระยะยาวและปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน
การเลือกว่าจะทำ CFP หรือ CFO ขึ้นอยู่กับเป้าหมายทางธุรกิจและข้อกำหนดของคู่ค้า แต่สำหรับสินค้าที่จะส่งออก การมีฉลาก CFP บนผลิตภัณฑ์มักจะเป็นสิ่งที่ตลาดต้องการมากกว่า
| หัวข้อเปรียบเทียบ | คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP) | คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) |
|---|---|---|
| เป้าหมายการวัด | วัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิตของสินค้าหรือบริการ 1 หน่วย | วัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากทุกกิจกรรมขององค์กรในรอบ 1 ปี |
| อายุการรับรอง | 3 ปี | 1 ปี |
| ประโยชน์หลัก | สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค สื่อสารข้อมูลบนฉลากสินค้าโดยตรง | ใช้บริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาพรวมของบริษัท วางกลยุทธ์ลดคาร์บอน |
| กลุ่มเป้าหมายหลัก | ผู้บริโภคปลายทาง, คู่ค้าที่ต้องการข้อมูลผลิตภัณฑ์ | นักลงทุน, ผู้ถือหุ้น, หน่วยงานกำกับดูแล, การบริหารภายใน |
มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป: ตัวเร่งสำคัญที่ SME ต้องจับตา
หนึ่งในปัจจัยภายนอกที่ทรงพลังที่สุดและเป็นตัวเร่งให้ประเทศไทยต้องจริงจังกับเรื่องฉลากคาร์บอน คือ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป หรือ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย European Green Deal
CBAM คืออะไร และส่งผลกระทบอย่างไร?
CBAM คือมาตรการที่กำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าบางประเภทมายังสหภาพยุโรป (EU) ต้องซื้อ “ใบรับรอง CBAM” (CBAM Certificates) ตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตสินค้านั้นๆ โดยราคาของใบรับรองจะอ้างอิงกับราคาคาร์บอนในตลาดคาร์บอนของ EU
วัตถุประสงค์หลักคือเพื่อป้องกัน “การรั่วไหลของคาร์บอน” (Carbon Leakage) ซึ่งหมายถึงการที่บริษัทใน EU ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมหย่อนยานกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนด้านคาร์บอน มาตรการนี้จึงเป็นการสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกันระหว่างผู้ผลิตใน EU และนอก EU โดยกำหนดให้สินค้าจากภายนอกต้องแบกรับต้นทุนคาร์บอนเช่นเดียวกัน
สินค้ากลุ่มเป้าหมายและผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทย
ในช่วงเริ่มต้น (บังคับใช้เต็มรูปแบบปี 2569) CBAM จะมุ่งเน้นไปที่สินค้าที่มีความเสี่ยงสูงต่อการรั่วไหลของคาร์บอน ได้แก่:
- ซีเมนต์
- เหล็กและเหล็กกล้า
- อะลูมิเนียม
- ปุ๋ย
- ไฟฟ้า
- ไฮโดรเจน
สำหรับผู้ประกอบการ SME ไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของสินค้าเหล่านี้ หรือส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยัง EU จะได้รับผลกระทบโดยตรง ผู้นำเข้าใน EU จะต้องขอข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากผู้ผลิตไทยเพื่อใช้ในการคำนวณและซื้อใบรับรอง CBAM หากผู้ผลิตไทยไม่สามารถให้ข้อมูลที่ผ่านการทวนสอบและน่าเชื่อถือได้ อาจทำให้ผู้นำเข้าต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้น หรือเลวร้ายที่สุดคืออาจเปลี่ยนไปสั่งซื้อสินค้าจากผู้ผลิตรายอื่นที่สามารถให้ข้อมูลได้ครบถ้วนกว่า ดังนั้น การมีข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจึงกลายเป็นใบเบิกทางสำคัญในการรักษาตลาด EU ไว้
ขั้นตอนการขอรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในประเทศไทย
เมื่อเข้าใจถึงความสำคัญและแรงผลักดันจากภายนอกแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการทำความเข้าใจกระบวนการขอรับรองฉลากคาร์บอนในประเทศไทย ซึ่งมีหน่วยงานหลักที่กำกับดูแลคือ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.
ภาพรวมกระบวนการตั้งแต่เริ่มต้นจนได้รับรอง
กระบวนการขอรับรองเครื่องหมายฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP) สามารถสรุปเป็นขั้นตอนหลักๆ ได้ดังนี้:
- การรวบรวมข้อมูล: ผู้ประกอบการต้องรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ข้อมูลวัตถุดิบ, พลังงานที่ใช้ในการผลิต, รูปแบบการขนส่ง, ไปจนถึงข้อมูลการใช้งานและการกำจัดซาก
- การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์: นำข้อมูลที่รวบรวมได้มาคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามหลักเกณฑ์และระเบียบวิธีที่ อบก. กำหนด
- การทวนสอบโดยผู้ประเมินภายนอก (Verification Body – VB): จัดจ้างผู้ทวนสอบที่ขึ้นทะเบียนกับ อบก. เพื่อเข้ามาตรวจสอบความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลและผลการคำนวณ
- การยื่นคำขอขึ้นทะเบียน: เมื่อผ่านการทวนสอบแล้ว ผู้ประกอบการจะต้องยื่นเอกสารคำขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ผ่านระบบออนไลน์ของ อบก. พร้อมแนบรายงานผลการทวนสอบ
- การพิจารณาและอนุมัติ: คณะอนุกรรมการของ อบก. จะพิจารณาเอกสารและให้การรับรอง จากนั้นจะออกใบประกาศนียบัตรและอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายฉลากคาร์บอนบนผลิตภัณฑ์ได้
บทบาทขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)
อบก. (TGO) มีบทบาทเป็นหน่วยงานกลางในการส่งเสริมและพัฒนาการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกของประเทศ โดยมีหน้าที่หลักที่เกี่ยวข้องกับฉลากคาร์บอน ดังนี้:
- กำหนดหลักเกณฑ์และระเบียบวิธีในการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์
- ให้การขึ้นทะเบียนและรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทั้งในระดับผลิตภัณฑ์และองค์กร
- ขึ้นทะเบียนและกำกับดูแลหน่วยงานผู้ทวนสอบ (VB) ให้มีมาตรฐาน
- จัดอบรมและให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจ
- เป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ
ค่าธรรมเนียมและระยะเวลาการรับรอง
ในการขอรับรองฉลากคาร์บอน ผู้ประกอบการจะต้องเตรียมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยข้อมูลเบื้องต้นจาก อบก. ระบุว่ามีค่าธรรมเนียมหลักๆ ดังนี้:
- ค่าธรรมเนียมการใช้เครื่องหมายรับรอง: ประมาณ 8,500 บาท ต่อหนึ่งผลิตภัณฑ์หรือกลุ่มผลิตภัณฑ์
- ค่าธรรมเนียมการรับรองคาร์บอนเครดิต: ประมาณ 5,000 บาท ต่อโครงการ (สำหรับโครงการลดก๊าซเรือนกระจก)
นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมที่ต้องชำระให้ อบก. แล้ว ผู้ประกอบการยังต้องมีค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้ทวนสอบอิสระ (VB) ซึ่งอัตราค่าบริการจะแตกต่างกันไปในแต่ละแห่ง
สำหรับระยะเวลาการรับรอง ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP) จะมีอายุ 3 ปี ส่วน ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) จะมีอายุ 1 ปี และต้องดำเนินการต่ออายุเมื่อครบกำหนด
การเตรียมความพร้อมสำหรับ SME ไทย: จากความท้าทายสู่โอกาส
แม้ว่าการปรับตัวตามกฎระเบียบใหม่จะมีต้นทุนและความท้าทาย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ หากผู้ประกอบการสามารถวางแผนและเตรียมความพร้อมได้อย่างดี
การติดฉลากคาร์บอนไม่ได้เป็นเพียงการปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดโลกยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน
การสนับสนุนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ภาครัฐตระหนักถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SME และได้มีมาตรการช่วยเหลือและสนับสนุนผ่านหน่วยงานต่างๆ เช่น องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยมีการจัดโครงการให้คำปรึกษา, การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ, และการสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วนในการประเมินและทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ผู้ประกอบการควรติดตามข่าวสารและเข้าร่วมโครงการเหล่านี้เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญ
เปลี่ยนต้นทุนให้เป็นความได้เปรียบทางการแข่งขัน
การลงทุนในการทำฉลากคาร์บอนสามารถสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจได้ในระยะยาว ผู้ประกอบการสามารถใช้ข้อมูลที่ได้จากการประเมินมาปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดการใช้พลังงานและวัตถุดิบ ซึ่งนำไปสู่การลดต้นทุนการผลิตโดยตรง นอกจากนี้ การมีฉลากคาร์บอนยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ในฐานะ SME รักษ์โลก สามารถเจาะตลาดผู้บริโภคกลุ่ม Green Consumer ที่มีกำลังซื้อสูง และที่สำคัญคือการรักษาฐานลูกค้าในตลาดส่งออกอย่างยุโรปที่กฎระเบียบมีความเข้มงวดมากขึ้นเรื่อยๆ
แนวทางการออกแบบและพิมพ์ฉลากสินค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐาน
เมื่อผ่านกระบวนการรับรองแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญคือการนำเครื่องหมายรับรองไปแสดงบน บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน หรือฉลากสินค้าอย่างถูกต้องและชัดเจน การออกแบบฉลากที่ดีควรคำนึงถึง:
- ความถูกต้องของข้อมูล: แสดงค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ได้รับการรับรองอย่างชัดเจน
- การมองเห็น: ตำแหน่งและขนาดของเครื่องหมายต้องเหมาะสม มองเห็นได้ง่าย
- ความสอดคล้องกับแบรนด์: การออกแบบโดยรวมควรสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์และผลิตภัณฑ์
- คุณภาพการพิมพ์: การเลือกโรงพิมพ์ที่มีคุณภาพและเข้าใจข้อกำหนดของฉลากประเภทต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ได้ฉลากที่คมชัด ทนทาน และสื่อสารข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สรุป: อนาคตของ SME ไทยกับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ฉลากคาร์บอนฯ: กฎใหม่ SME ไทยต้องพร้อมปี 2569 ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นความจริงที่ผู้ประกอบการทุกคนต้องเผชิญ การปรับตัวเพื่อวัดผลและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความอยู่รอดและเติบโตในเวทีการค้าโลก การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ ทั้งในด้านองค์ความรู้ การปรับปรุงกระบวนการ และการเลือกใช้บริการที่เกี่ยวข้อง เช่น การ พิมพ์ฉลากสินค้า ที่ได้มาตรฐาน จะช่วยให้ SME ไทยสามารถเปลี่ยนผ่านความท้าทายนี้ไปสู่โอกาสในการเป็นผู้นำในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างยั่งยืน
สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาโซลูชันด้านการพิมพ์ฉลากสินค้า สติ๊กเกอร์ หรือบรรจุภัณฑ์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ๆ และต้องการสร้างภาพลักษณ์ที่โดดเด่นให้กับผลิตภัณฑ์ GIANT PRINT คือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่พร้อมให้บริการ ด้วยเครื่องพิมพ์ที่ทันสมัย วัสดุคุณภาพสูง และทีมงานมืออาชีพที่พร้อมให้คำปรึกษาด้านการออกแบบและผลิต เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของ SME ทุกระดับ
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ GIANT PRINT
ที่อยู่: ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไจแอนท์ ปริ้น 44 หมู่ 14 ถนน ศรีจันทร์ ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
Email: [email protected]
ติดตามเราได้ที่: FACEBOOK PAGE | LINE | TIKTOK
“`
