ฉลากสินค้าต้องมีอะไรบ้าง? อัปเดตกฎหมาย SME ต้องรู้
การทำความเข้าใจว่าฉลากสินค้าต้องมีอะไรบ้าง และการอัปเดตกฎหมายที่ SME ต้องรู้ ถือเป็นรากฐานสำคัญในการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับข้อบังคับและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภค ฉลากสินค้าไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ให้ข้อมูล แต่ยังเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญระหว่างแบรนด์กับลูกค้า ซึ่งกฎหมายได้กำหนดรายละเอียดไว้อย่างชัดเจนเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค
สรุปประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ

- การปรับปรุงฉลากเป็นสิ่งจำเป็น: ผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารและเครื่องสำอาง จำเป็นต้องทบทวนและปรับปรุงฉลากสินค้าให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ที่มีผลบังคับใช้ในช่วงปี 2569-2570 เพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษ
- ข้อมูลบังคับบนฉลาก: ฉลากสินค้า โดยเฉพาะอาหาร ต้องระบุข้อมูลสำคัญอย่างน้อย 7 รายการ ได้แก่ ชื่ออาหาร, ข้อมูลโภชนาการ (GDA), น้ำหนักสุทธิ, วันที่ผลิต/หมดอายุ, ชื่อและที่อยู่ผู้ผลิต, ส่วนประกอบ (พร้อมระบุสารก่อภูมิแพ้), และคำเตือน (ถ้ามี)
- ฉลากโภชนาการรูปแบบใหม่: กฎหมายใหม่กำหนดให้แสดงฉลาก GDA (Guideline Daily Amounts) ในรูปแบบที่ชัดเจนและโดดเด่นขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายขึ้น โดยมีเส้นตายสุดท้ายสำหรับการปรับเปลี่ยนในวันที่ 1 กรกฎาคม 2570
- กฎหมายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน: ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป พ.ร.บ. การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืนจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการเลือกใช้วัสดุทำบรรจุภัณฑ์และการออกแบบฉลากสินค้า
- การปฏิบัติตามข้อบังคับ: การจัดทำฉลากให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นสิ่งที่ไม่สามารถละเลยได้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูกปรับและสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว
คำถามที่ว่า ฉลากสินค้าต้องมีอะไรบ้าง? อัปเดตกฎหมาย SME ต้องรู้ จึงเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่กระบวนการผลิต แต่ยังครอบคลุมถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์และการสื่อสารข้อมูลไปยังผู้บริโภค การติดตามข้อมูลล่าสุดและเตรียมความพร้อมในการปรับเปลี่ยนฉลากให้ถูกต้องตามประกาศของหน่วยงานภาครัฐ เช่น อย. และ สคบ. ถือเป็นกลยุทธ์ที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจให้ราบรื่นและยั่งยืน การละเลยข้อกำหนดเหล่านี้อาจนำไปสู่บทลงโทษทางกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและสถานะทางการเงินของกิจการได้
ความสำคัญของฉลากสินค้าในมุมมองกฎหมาย
ฉลากสินค้าเป็นองค์ประกอบแรกที่ผู้บริโภคใช้ในการพิจารณาและตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ ในมุมมองทางกฎหมาย ฉลากจึงมีสถานะเป็น “สัญญาเบื้องต้น” ระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค ซึ่งให้คำมั่นเกี่ยวกับคุณภาพ ส่วนประกอบ และความปลอดภัยของสินค้า ดังนั้น กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคจึงเข้ามามีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานของข้อมูลที่ต้องแสดงไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและป้องกันการให้ข้อมูลที่เกินจริงหรือก่อให้เกิดความเข้าใจผิด
หน่วยงานหลักในประเทศไทยที่กำกับดูแลเรื่องนี้คือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำหรับผลิตภัณฑ์อาหาร ยา เครื่องสำอาง และเครื่องมือแพทย์ และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปที่ถูกกำหนดให้เป็น “สินค้าที่ควบคุมฉลาก” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 (และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) กฎหมายเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง และเพียงพอต่อการตัดสินใจ โดยผู้ประกอบการ SME มีหน้าที่รับผิดชอบในการปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวอย่างเคร่งครัด
เจาะลึกข้อกำหนดฉลากอาหารตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารซึ่งเป็นสินค้าที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของผู้บริโภค ข้อกำหนดด้านฉลากจะมีความเข้มงวดเป็นพิเศษ โดยอ้างอิงตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 367) พ.ศ. 2557 และ (ฉบับที่ 383) พ.ศ. 2560 ว่าด้วยเรื่อง “การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ” ซึ่งเป็นแนวทางหลักที่ผู้ประกอบการ SME ต้องยึดถือในการออกแบบและจัดทำฉลาก
องค์ประกอบภาคบังคับที่ต้องปรากฏบนฉลาก
ข้อมูลที่ต้องระบุบนฉลากอาหารที่ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศอย่างน้อยต้องประกอบด้วยรายการต่อไปนี้:
- ชื่ออาหาร: ต้องระบุชื่อสามัญที่ผู้บริโภคเข้าใจได้ทั่วไป หรือชื่อทางการค้า ในกรณีที่ใช้ชื่อทางการค้า จะต้องมีข้อความกำกับเพื่อบอกชนิดหรือประเภทของอาหารนั้นๆ อย่างชัดเจน
- ข้อมูลโภชนาการ: เป็นส่วนสำคัญที่กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ต้องแสดงในรูปแบบกรอบข้อมูลโภชนาการที่คำนวณตามค่า Thai RDIs (Thai Recommended Daily Intakes) ฉบับใหม่ และต้องแสดงฉลาก GDA (Guideline Daily Amounts) ที่ระบุค่าพลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียมอย่างโดดเด่น
- น้ำหนักสุทธิหรือปริมาตรสุทธิ: ต้องระบุน้ำหนักหรือปริมาตรของผลิตภัณฑ์ในหน่วยเมตริก เช่น กรัม (g), กิโลกรัม (kg), มิลลิลิตร (ml) หรือลิตร (l)
- วันที่ผลิตและวันหมดอายุ: ต้องแสดง “วันที่ผลิต” (MFG/Mfd. Date) และ “วันที่ควรบริโภคก่อน” หรือ “วันหมดอายุ” (EXP/Exp. Date) อย่างชัดเจน ในรูปแบบ วัน/เดือน/ปี นอกจากนี้ สำหรับอาหารบางประเภท อาจต้องระบุคำแนะนำในการเก็บรักษาเพิ่มเติมด้วย
- ชื่อและที่อยู่ของผู้ผลิต/ผู้นำเข้า: ต้องระบุชื่อและที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของผู้ผลิต ผู้แบ่งบรรจุ หรือผู้นำเข้า พร้อมประเทศที่ผลิต (กรณีนำเข้า) เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
- ส่วนประกอบที่สำคัญ: ต้องแสดงรายการส่วนประกอบทั้งหมดโดยเรียงลำดับตามปริมาณจากมากไปน้อย และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ต้องระบุข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร (Food Allergen Information) อย่างชัดเจน เช่น “มีถั่ว”, “มีนม”, “มีแป้งสาลี” เป็นต้น
- คำเตือน (ถ้ามี): สำหรับผลิตภัณฑ์บางชนิดที่มีข้อควรระวังในการบริโภค จำเป็นต้องมีคำเตือนที่ชัดเจน เช่น “เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ห้ามบริโภค” สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำผึ้ง เป็นต้น
ข้อกำหนดด้านการแสดงผล ภาษา และขนาดตัวอักษร
เพื่อให้ข้อมูลบนฉลากสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ กฎหมายได้กำหนดหลักเกณฑ์การแสดงผลไว้ดังนี้:
- ภาษา: ข้อความทั้งหมดบนฉลากต้องเป็นภาษาไทย อาจมีภาษาต่างประเทศกำกับได้ แต่เนื้อหาต้องถูกต้องและตรงกับภาษาไทย
- ความชัดเจน: ข้อความต้องชัดเจน อ่านง่าย และสามารถมองเห็นได้โดยสะดวก ขนาดของตัวอักษรต้องมีความสัมพันธ์กับขนาดของพื้นที่ฉลาก โดยทั่วไปกำหนดให้มีความสูงไม่น้อยกว่า 1-2 มิลลิเมตร
- ความเหมาะสม: การออกแบบฉลากและข้อความที่ใช้ต้องไม่ขัดต่อวัฒนธรรมและศีลธรรมอันดีของไทย และห้ามแสดงข้อความที่ทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญของผลิตภัณฑ์
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่: อัปเดตฉลากโภชนาการปี 2569-2570
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดซึ่งผู้ประกอบการ SME ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือการปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับฉลากโภชนาการ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจเพื่อสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น
การออกแบบฉลากที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่แค่การปฏิบัติตามข้อบังคับ แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างแบรนด์ที่ยั่งยืน
ฉลาก GDA และ Thai RDI รูปแบบใหม่
ฉลาก GDA (Guideline Daily Amounts) หรือที่เรียกกันว่า “ฉลากหวาน มัน เค็ม” จะถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบให้มีความโดดเด่นและมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นที่ด้านหน้าของบรรจุภัณฑ์ เพื่อแสดงปริมาณพลังงาน, น้ำตาล, ไขมัน และโซเดียมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค เทียบกับปริมาณสูงสุดที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน นอกจากนี้ การคำนวณข้อมูลในกรอบโภชนาการ (Nutrition Facts) จะต้องอ้างอิงตามค่าปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวันสำหรับคนไทย (Thai Recommended Daily Intakes หรือ Thai RDIs) ฉบับปรับปรุงใหม่ ซึ่งหมายความว่าผู้ประกอบการอาจต้องนำผลิตภัณฑ์ไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการหรือคำนวณค่าทางโภชนาการใหม่ทั้งหมดเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องตามเกณฑ์
กรอบเวลาและเส้นตายที่ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตาม
แม้ว่าประกาศใหม่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2567 แต่กฎหมายได้ให้ระยะเวลาเปลี่ยนผ่านแก่ผู้ประกอบการ โดยมีรายละเอียดดังนี้:
- สินค้าที่ผลิตก่อนวันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ ยังสามารถวางจำหน่ายโดยใช้ฉลากรูปแบบเดิมต่อไปได้จนกว่าจะหมดอายุ
- สินค้าที่ผลิตตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นไป ควรเริ่มทยอยปรับเปลี่ยนไปใช้ฉลากรูปแบบใหม่
- เส้นตายสุดท้ายคือวันที่ 1 กรกฎาคม 2570 หลังจากวันดังกล่าว สินค้าทุกชิ้นที่วางจำหน่ายในตลาดจะต้องใช้ฉลากโภชนาการรูปแบบใหม่เท่านั้น
ดังนั้น ผู้ประกอบการ SME ควรเริ่มวางแผนทบทวนฉลากปัจจุบัน, คำนวณข้อมูลโภชนาการใหม่, และประสานงานกับโรงพิมพ์ฉลากเพื่อออกแบบและผลิตฉลากรูปแบบใหม่ให้ทันตามกรอบเวลาที่กำหนด
| คุณลักษณะ | ฉลากรูปแบบเดิม | ฉลากรูปแบบใหม่ (อัปเดต) |
|---|---|---|
| การแสดง GDA | อาจมีหรือไม่มี ขึ้นอยู่กับประเภทอาหาร และรูปแบบไม่ตายตัว | บังคับสำหรับอาหารบางประเภท โดยต้องแสดงที่ด้านหน้าบรรจุภัณฑ์ในรูปแบบที่โดดเด่นและชัดเจนตามที่กฎหมายกำหนด |
| การคำนวณข้อมูล | อ้างอิงตามค่า Thai RDIs ฉบับเดิม | ต้องคำนวณใหม่โดยอ้างอิงตามค่า Thai RDIs ฉบับปรับปรุงใหม่ |
| เส้นตายการใช้งาน | ใช้ได้กับสินค้าที่ผลิตก่อนกฎหมายใหม่บังคับใช้ จนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2570 | สินค้าที่ผลิตหลังวันที่ 1 กรกฎาคม 2570 ต้องใช้ฉลากรูปแบบใหม่ทั้งหมด |
ข้อกำหนดเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น
นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์อาหารแล้ว สินค้าประเภทอื่นก็มีข้อกำหนดเฉพาะที่แตกต่างกันออกไปเช่นกัน
เครื่องสำอางกันแดด: การแสดงค่า SPF และ PA
สำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางป้องกันแสงแดด ข้อกำหนดสำคัญในปี 2569 คือการแสดงข้อมูลประสิทธิภาพการป้องกันรังสี UV อย่างชัดเจนและไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด โดยต้องระบุ:
- ค่า SPF (Sun Protection Factor): ตัวเลขที่บ่งบอกความสามารถในการป้องกันรังสี UVB ซึ่งเป็นสาเหตุของผิวไหม้แดด
- ค่า PA หรือ UVAPF (UVA Protection Factor): สัญลักษณ์บวก (เช่น PA+, PA++, PA+++) ที่บ่งบอกระดับความสามารถในการป้องกันรังสี UVA ซึ่งเป็นสาเหตุของริ้วรอยและความหมองคล้ำ
- ความสามารถในการกันน้ำ (Water Resistance): หากผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัตินี้ จะต้องระบุอย่างชัดเจนบนฉลาก
ข้อมูลทั้งหมดต้องแสดงเป็นภาษาไทยที่อ่านง่ายและชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวและกิจกรรมของตนเองได้
กฎหมายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน: ผลกระทบต่อการออกแบบฉลาก
อีกหนึ่งกฎหมายใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SME อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ พระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในวันที่ 1 มกราคม 2569 กฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณขยะพลาสติก โดยกำหนดห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งบางประเภท เช่น
- ถุงพลาสติกหูหิ้วที่มีความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอน
- หลอดพลาสติก (ยกเว้นกรณีจำเป็นทางการแพทย์)
- ช้อน-ส้อมพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว
- แก้วน้ำพลาสติกแบบบาง
- ภาชนะบรรจุอาหารที่ทำจากโฟม 100%
การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลโดยตรงต่อการออกแบบฉลากและบรรจุภัณฑ์ ผู้ประกอบการจะต้องหันไปใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น พลาสติกรีไซเคิล กระดาษ หรือวัสดุชีวภาพ ซึ่งวัสดุแต่ละชนิดมีคุณสมบัติพื้นผิวที่แตกต่างกัน ดังนั้น การเลือกชนิดของสติ๊กเกอร์ กาว และเทคนิคการพิมพ์ฉลากจึงต้องถูกพิจารณาใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ฉลากสามารถติดทนทาน แสดงข้อมูลได้คมชัด และสวยงามบนบรรจุภัณฑ์รูปแบบใหม่
บทสรุปและแนวทางปฏิบัติสำหรับ SME
การปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายด้านฉลากสินค้าและบรรจุภัณฑ์เป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการ SME แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสในการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในระยะยาว การเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการความมั่นใจว่าการออกแบบและผลิตฉลากสินค้าเป็นไปตามข้อกำหนดล่าสุด พร้อมทั้งมีความสวยงามและคุณภาพสูง การเลือกใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นทางออกที่เหมาะสม GIANT PRINT คือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่พร้อมให้บริการออกแบบและผลิตฉลากสินค้า สติ๊กเกอร์ และสื่อสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ ด้วยเครื่องพิมพ์มาตรฐานสากลและวัสดุคุณภาพสูง ทีมงานมืออาชีพพร้อมให้คำปรึกษาเพื่อให้ฉลากสินค้าของคุณถูกต้องตามกฎหมายและโดดเด่นในตลาด
สามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม หรือติดตามผลงานผ่านช่องทางต่างๆ ได้ที่ FACEBOOK PAGE, LINE, และ TIKTOK
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
อีเมล: [email protected]
