ฉลากสินค้าผิดกฎหมาย? เช็กด่วน ‘5 จุดต้องมี’ บนสติ๊กเกอร์ของกินปี 2026 พิมพ์พลาดเสี่ยงโดนปรับ
การออกแบบฉลากสินค้าที่สวยงามอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์อาหารประสบความสำเร็จในตลาดปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อกฎหมายมีการปรับปรุงให้เข้มงวดขึ้น การตรวจสอบว่าฉลากสินค้าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง หลายครั้งที่ผู้ประกอบการพบว่า **ฉลากสินค้าผิดกฎหมาย? เช็กด่วน ‘5 จุดต้องมี’ บนสติ๊กเกอร์ของกินปี 2026 พิมพ์พลาดเสี่ยงโดนปรับ** กลายเป็นคำถามสำคัญที่ต้องหาคำตอบก่อนเริ่มกระบวนการผลิต การขาดข้อมูลที่จำเป็นเพียงข้อเดียวอาจส่งผลให้สินค้าไม่สามารถวางจำหน่ายได้ และยังเสี่ยงต่อบทลงโทษทางกฎหมายอีกด้วย
ประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องรู้

- 5 องค์ประกอบบังคับ: ฉลากอาหารต้องมีข้อมูลสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ ชื่ออาหาร, เลขสารบบอาหาร (อย.), ข้อมูลผู้ผลิต, วันหมดอายุ และข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร ซึ่งต้องแสดงอย่างชัดเจนและถูกต้อง
- กฎหมายฉลากโภชนาการใหม่: ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นไป ฉลากโภชนาการ GDA (Guideline Daily Amounts) สำหรับอาหารที่กำหนด ต้องแสดงข้อมูลสารอาหาร 9 รายการในกรอบมาตรฐานเดียว และอ้างอิงค่า Thai RDIs ที่ปรับปรุงใหม่
- ความเสี่ยงทางกฎหมาย: การจัดทำฉลากที่ไม่เป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขอาจเข้าข่ายการแสดงฉลากเพื่อลวง หรือพยายามลวงผู้ซื้อให้เข้าใจผิดในคุณภาพ ปริมาณ หรือลักษณะพิเศษ ซึ่งมีบทลงโทษตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522
- ระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน: ผู้ประกอบการยังสามารถใช้ฉลากที่ผลิตตามประกาศฉบับเดิม (ฉบับที่ 182 พ.ศ. 2541) ได้จนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2570 หลังจากนั้นจะต้องเปลี่ยนเป็นรูปแบบใหม่ทั้งหมด
- ความสำคัญของการเตรียมตัว: การศึกษาข้อกำหนดและเตรียมออกแบบฉลากให้สอดคล้องกับกฎหมายล่วงหน้า จะช่วยลดความเสี่ยงและต้นทุนในการแก้ไขหรือพิมพ์ฉลากใหม่ในอนาคต
กฎหมายฉลากอาหารฉบับใหม่ และความสำคัญในปี 2026
ในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับข้อมูลและความปลอดภัยของอาหารมากขึ้น หน่วยงานภาครัฐจึงได้ปรับปรุงกฎระเบียบด้านฉลากสินค้าให้มีความรัดกุมและเป็นมาตรฐานสากลยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลโดยตรงต่อผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จัดจำหน่ายอาหารทุกราย ที่จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับข้อบังคับใหม่ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในอนาคตอันใกล้
ทำไมการออกแบบฉลากจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม
ฉลากสินค้าไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่สร้างการจดจำให้กับแบรนด์ หรือดึงดูดสายตาของผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมี เพื่อคุ้มครองสิทธิและสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค การระบุข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน เช่น ส่วนประกอบ, ข้อมูลโภชนาการ, หรือคำเตือนสำหรับผู้แพ้อาหาร เป็นการแสดงความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ และเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค หากฉลากมีข้อมูลที่ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด อาจถือเป็นการสื่อสารที่หลอกลวงและนำมาซึ่งบทลงโทษได้
ใครที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบนี้
กฎหมายฉลากอาหารครอบคลุมผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานอาหารทั้งหมด ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ที่ผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายในชุมชน ไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ผลิตและส่งออกสินค้า ทั้งผู้ผลิตในประเทศและผู้นำเข้าอาหารจากต่างประเทศล้วนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่องฉลากอย่างเคร่งครัด การละเลยหรือไม่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดเหล่านี้ อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างรุนแรง ตั้งแต่การถูกสั่งให้แก้ไขฉลาก ไปจนถึงการถูกปรับและดำเนินคดีตามกฎหมาย
เจาะลึก 5 จุดตรวจสอบสำคัญบนฉลากอาหารที่ห้ามพลาด
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา **ฉลากสินค้าผิดกฎหมาย? เช็กด่วน ‘5 จุดต้องมี’ บนสติ๊กเกอร์ของกินปี 2026 พิมพ์พลาดเสี่ยงโดนปรับ** ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับองค์ประกอบพื้นฐาน 5 ประการ ที่เป็นเสมือนหัวใจของฉลากอาหารที่ถูกต้องตามกฎหมาย การตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ให้ครบถ้วนก่อนส่งพิมพ์ ถือเป็นขั้นตอนที่ไม่สามารถมองข้ามได้
1. ชื่ออาหาร: ต้องชัดเจนและเป็นภาษาไทย
ชื่ออาหารเป็นสิ่งแรกที่ผู้บริโภคเห็น จะต้องมีข้อความภาษาไทยที่สามารถอ่านได้ง่ายและชัดเจน โดยอาจเป็นชื่อสามัญที่คนทั่วไปรู้จัก หรือชื่อทางการค้าที่สื่อถึงประเภทของอาหารนั้นๆ ข้อกำหนดด้านขนาดตัวอักษรก็มีความสำคัญ โดยชื่ออาหารต้องมีความสูงไม่น้อยกว่า 2 มิลลิเมตร (ยกเว้นกรณีที่พื้นที่ฉลากมีขนาดเล็กกว่า 35 ตารางเซนติเมตร ซึ่งอนุโลมให้ใช้ขนาด 1 มิลลิเมตรได้) เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถอ่านและทำความเข้าใจได้ทันที
2. เลขสารบบอาหาร (อย.): ความถูกต้องคือหัวใจหลัก
เครื่องหมาย อย. พร้อมเลขสารบบอาหาร 13 หลัก เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ ได้รับการอนุญาตให้ผลิตหรือนำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมายจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว ผู้ประกอบการต้องแสดงเลขที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง ห้ามปลอมแปลงหรือนำเลขของผลิตภัณฑ์อื่นมาใช้โดยเด็ดขาด การใช้เลข อย. ปลอมไม่เพียงแต่ผิดกฎหมาย แต่ยังทำลายความน่าเชื่อถือของแบรนด์และอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค
3. ข้อมูลผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า: ต้องครบถ้วนและตรวจสอบได้
ฉลากต้องระบุชื่อและที่อยู่ของผู้ผลิต ผู้แบ่งบรรจุ หรือผู้นำเข้าอย่างชัดเจน ข้อมูลนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในกรณีที่เกิดปัญหากับผลิตภัณฑ์ หรือเมื่อผู้บริโภคต้องการติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ที่อยู่ที่ระบุต้องเป็นที่อยู่จริงตามที่จดทะเบียนไว้ เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งที่มาของสินค้าได้ การให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือเป็นเท็จอาจสร้างความสับสนและถือเป็นการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ
4. วันผลิตและวันหมดอายุ: ข้อมูลเพื่อความปลอดภัย
ข้อมูลเกี่ยวกับอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความปลอดภัยของผู้บริโภค ฉลากจะต้องระบุวันที่ผลิต (MFG/ผลิต) และวันที่ควรบริโภคก่อน (BBF/Best Before) หรือวันที่หมดอายุ (EXP/หมดอายุ) อย่างชัดเจน รูปแบบการแสดงผลต้องเข้าใจง่าย ไม่ทำให้ผู้บริโภคสับสน การไม่มีข้อมูลส่วนนี้หรือระบุอย่างคลุมเครือ อาจทำให้ผู้บริโภคได้รับผลิตภัณฑ์ที่เสื่อมคุณภาพและเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้
5. ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร: ต้องเด่นชัดและห้ามตกหล่น
สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ เช่น ถั่ว นม แป้งสาลี หรืออาหารทะเล กฎหมายบังคับให้ต้องแสดงข้อมูลดังกล่าวอย่างชัดเจนและโดดเด่นกว่าข้อความอื่น เพื่อเป็นการเตือนผู้บริโภคที่มีอาการแพ้ให้หลีกเลี่ยง
วิธีการที่แนะนำคือการใช้ตัวอักษรหนา, ขีดเส้นใต้, หรือใช้สีที่แตกต่างจากข้อความทั่วไปในส่วนของรายการส่วนประกอบ การละเลยข้อมูลส่วนนี้ถือเป็นความผิดร้ายแรง เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตของผู้บริโภคได้โดยตรง
ฉลากโภชนาการ GDA รูปแบบใหม่ และการเปลี่ยนแปลงสำคัญ
นอกเหนือจากข้อมูลพื้นฐาน 5 ประการแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดซึ่งผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือคือข้อกำหนดใหม่เกี่ยวกับฉลากโภชนาการ หรือที่รู้จักกันในชื่อ GDA (Guideline Daily Amounts) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นมา ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 445 และ 446) พ.ศ. 2566
สาระสำคัญจากประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับใหม่
กฎหมายใหม่ได้ยกเลิกฉลากโภชนาการแบบย่อ และกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อาหารที่เข้าข่าย (เช่น ขนมขบเคี้ยว, ช็อกโกแลต, มันฝรั่งทอด, เวเฟอร์) ต้องแสดงข้อมูลสารอาหารหลักจำนวน 9 รายการในกรอบมาตรฐานรูปแบบเดียวกันทั้งหมด เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น สารอาหาร 9 รายการที่บังคับให้แสดง ได้แก่ พลังงานทั้งหมด, ไขมันทั้งหมด, ไขมันอิ่มตัว, โปรตีน, คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด, น้ำตาลทั้งหมด, โซเดียม, รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุบางชนิดที่มีการกล่าวอ้าง
Thai RDIs คืออะไร และส่งผลต่อฉลากอย่างไร
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกประการคือ การปรับปรุงและเปลี่ยนชื่อค่าอ้างอิงปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวันเป็น “Thai Recommended Daily Intakes” หรือ “Thai RDIs” ซึ่งเป็นค่าที่คำนวณมาโดยเฉพาะสำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ทำให้ข้อมูลโภชนาการบนฉลากมีความแม่นยำและสอดคล้องกับความต้องการทางโภชนาการของคนไทยมากขึ้น ผู้ประกอบการจะต้องใช้ค่า Thai RDIs นี้ในการคำนวณร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวันบนฉลากโภชนาการรูปแบบใหม่
เปรียบเทียบข้อกำหนดฉลากโภชนาการแบบเก่าและใหม่
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างข้อกำหนดฉลากโภชนาการตามประกาศฉบับเดิมและฉบับใหม่ได้ดังนี้
| หัวข้อเปรียบเทียบ | ฉลากแบบเก่า (ฉบับที่ 182 พ.ศ. 2541) | ฉลากแบบใหม่ (ฉบับที่ 445 และ 446 พ.ศ. 2566) |
|---|---|---|
| จำนวนสารอาหารที่แสดง | แสดงข้อมูล 15 รายการ (แบบเต็ม) หรือ 8 รายการ (แบบย่อ) | บังคับแสดงข้อมูลหลัก 9 รายการในกรอบมาตรฐานเดียว |
| ค่าอ้างอิงที่ใช้ | Thai RDI (Thai Recommended Daily Intakes) สำหรับคนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป | Thai RDIs (ปรับปรุงใหม่) สำหรับคนไทยอายุ 3 ปีขึ้นไป |
| รูปแบบการแสดงผล | มีความยืดหยุ่นในการแสดงผล (แบบเต็ม/ย่อ) | ต้องแสดงในกรอบข้อมูลโภชนาการมาตรฐานที่กำหนดเท่านั้น |
| วันสิ้นสุดการใช้งาน | ใช้ได้จนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2570 | มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นไป |
ข้อควรระวังและบทลงโทษหากฉลากไม่เป็นไปตามกฎหมาย
การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยฉลากอาหารไม่ได้เป็นเพียงความผิดพลาดเล็กน้อย แต่เป็นความผิดที่มีบทลงโทษตามกฎหมายอย่างชัดเจน ผู้ประกอบการจึงต้องตระหนักถึงความเสี่ยงและข้อห้ามต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจ
การแสดงข้อมูลที่เป็นเท็จ หรือก่อให้เกิดความเข้าใจผิด
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 367 และ 383) พ.ศ. 2557 และ พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522 ได้กำหนดข้อห้ามที่สำคัญไว้บนฉลากอย่างชัดเจน คือ ห้ามแสดงข้อมูลที่เป็นเท็จ หรือใช้ข้อความที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดในสาระสำคัญของผลิตภัณฑ์ เช่น การกล่าวอ้างสรรพคุณเกินจริง, การใช้ภาพประกอบที่ทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับส่วนผสม, หรือการปกปิดข้อมูลที่จำเป็น นอกจากนี้ ข้อความบนฉลากต้องไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของสังคมไทย และในอนาคตอาจมีข้อกำหนดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการห้ามใช้ภาพหรือข้อความที่ดึงดูดความสนใจของเด็กในผลิตภัณฑ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ
ช่วงเวลาผ่อนผันและการเตรียมความพร้อม
แม้ว่ากฎหมายจะให้ระยะเวลาผ่อนผันในการใช้ฉลากรูปแบบเก่าไปจนถึงกลางปี พ.ศ. 2570 แต่การรอจนถึงนาทีสุดท้ายอาจสร้างความเสี่ยงและภาระต้นทุนที่สูงขึ้นให้กับธุรกิจได้ การวางแผนและเริ่มปรับเปลี่ยนการออกแบบฉลากให้สอดคล้องกับกฎระเบียบใหม่ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น สามารถบริหารจัดการสต็อกบรรจุภัณฑ์เก่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหลีกเลี่ยงปัญหาการขาดแคลนบรรจุภัณฑ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายเมื่อถึงเวลาบังคับใช้จริง
เตรียมความพร้อมของแบรนด์: ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการพิมพ์ฉลาก
การทำความเข้าใจข้อกฎหมายฉลากอาหารที่ซับซ้อนและการออกแบบให้ถูกต้องครบถ้วนอาจเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้ประกอบการ การเลือกใช้บริการจากโรงพิมพ์ที่มีความเชี่ยวชาญและเข้าใจในข้อกำหนดเหล่านี้จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าฉลากสินค้าของคุณไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยังถูกต้องตามกฎหมาย และพร้อมสำหรับวางจำหน่ายในปี 2026 และต่อไปในอนาคต
ที่ GIANT PRINT เราคือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่มีความพร้อมในการให้บริการออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์, สกรีนแก้วกาแฟ, นามบัตร, บัตรสะสมแต้ม, เมนูอาหาร, และอื่นๆ อีกมากมาย ด้วยเครื่องพิมพ์มาตรฐานทันสมัยและวัสดุคุณภาพสูงจากต่างประเทศ ทีมงานมืออาชีพของเราพร้อมให้คำแนะนำและคำปรึกษาอย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยให้ฉลากสินค้าของคุณถูกต้องตามกฎหมายและตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ SME และลูกค้าทุกท่าน
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม:
- FACEBOOK PAGE: GiantprintMedia
- LINE: @282iufnx
- TIKTOK: @giantprint_official
- เว็บไซต์: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
อีเมล: [email protected]
