กฎหมายฉลาก 2026: 3 จุดต้องมีบน ‘สติ๊กเกอร์’ ก่อนโดนปรับหลักแสน!
- สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกฎหมายฉลากใหม่
- ทำความเข้าใจกฎหมายฉลาก 2026 และความสำคัญต่อธุรกิจ
- เจาะลึก 3 องค์ประกอบสำคัญที่ต้องมีบนสติ๊กเกอร์สินค้าตามกฎหมายใหม่
- เปรียบเทียบข้อกำหนดฉลากโภชนาการแบบเดิมและแบบใหม่
- กฎหมายฉลากอื่นๆ ที่ผู้ประกอบการควรทราบในปี 2026
- บทลงโทษหากไม่ปฏิบัติตาม: ความเสี่ยงที่ธุรกิจต้องเผชิญ
- คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ SME และเจ้าของแบรนด์
- เตรียมฉลากสินค้าให้พร้อมรับกฎหมายใหม่
การเปลี่ยนแปลงข้อบังคับด้านกฎหมายเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ กฎหมายฉลาก 2026: 3 จุดต้องมีบน ‘สติ๊กเกอร์’ ก่อนโดนปรับหลักแสน! ซึ่งเป็นข้อกำหนดใหม่ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเจ้าของแบรนด์และผู้ค้าออนไลน์ การทำความเข้าใจและปรับตัวให้ทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภค
สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกฎหมายฉลากใหม่

- การปรับปรุงฉลากโภชนาการเป็นหัวใจสำคัญ: กฎหมายใหม่มุ่งเน้นการปรับปรุงฉลากโภชนาการให้ผู้บริโภคเข้าใจง่ายขึ้น โดยกำหนดรูปแบบ GDA (Guideline Daily Amounts) ใหม่, ปรับปรุงค่า Thai RDIs, และวางหลักเกณฑ์การกล่าวอ้างทางโภชนาการที่เข้มงวด
- มีผลบังคับใช้แต่ให้เวลาปรับตัว: ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2567 แต่ยังอนุโลมให้สินค้าที่ผลิตด้วยฉลากรูปแบบเก่าสามารถวางจำหน่ายได้จนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2570 ซึ่งผู้ประกอบการต้องวางแผนปรับเปลี่ยนภายในกรอบเวลานี้
- บทลงโทษรุนแรง: การไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดบนฉลากสินค้าอาจนำไปสู่โทษปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค และอาจถูกสั่งระงับการจำหน่ายสินค้า
- ครอบคลุมสินค้าหลายประเภท: นอกจากผลิตภัณฑ์อาหารแล้ว ยังมีการปรับปรุงข้อกำหนดฉลากสำหรับสินค้าอื่นๆ เช่น ผลิตภัณฑ์กันแดด และเครื่องมือแพทย์ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในช่วงปี 2568-2569
- การออกแบบสติ๊กเกอร์ต้องคำนึงถึงกฎหมาย: ผู้ประกอบการต้องออกแบบฉลากและสติ๊กเกอร์สินค้าโดยคำนึงถึงขนาดตัวอักษร การจัดวางข้อมูลสำคัญให้โดดเด่น และความถูกต้องของข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด
ทำความเข้าใจกฎหมายฉลาก 2026 และความสำคัญต่อธุรกิจ
การบังคับใช้ กฎหมายฉลาก 2026: 3 จุดต้องมีบน ‘สติ๊กเกอร์’ ก่อนโดนปรับหลักแสน! สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการคุ้มครองผู้บริโภคที่เข้มข้นขึ้นทั่วโลก โดยหน่วยงานภาครัฐ เช่น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาตรการเพื่อสร้างมาตรฐานข้อมูลบนผลิตภัณฑ์ให้โปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากที่สุด
กฎหมายฉบับใหม่นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของแบรนด์รายใหญ่, SME, หรือผู้ค้าออนไลน์ เนื่องจากฉลากสินค้าหรือสติ๊กเกอร์บนบรรจุภัณฑ์เปรียบเสมือนเครื่องมือสื่อสารด่านแรกระหว่างผลิตภัณฑ์กับลูกค้า การให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นไปตามข้อบังคับ ไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันความเสี่ยงทางกฎหมาย แต่ยังเป็นการสร้างความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ในระยะยาว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 445-448) พ.ศ. 2566 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2567 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของฉลากโภชนาการสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม แม้จะมีระยะเวลาผ่อนผันให้ผู้ประกอบการสามารถจำหน่ายสินค้าที่ใช้ฉลากเก่าได้จนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2570 แต่การวางแผนและเริ่มปรับปรุงฉลากตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดต้นทุนและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้
เจาะลึก 3 องค์ประกอบสำคัญที่ต้องมีบนสติ๊กเกอร์สินค้าตามกฎหมายใหม่
เพื่อให้สอดคล้องกับข้อบังคับใหม่ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องทำความเข้าใจองค์ประกอบหลัก 3 ประการที่จะต้องปรากฏอย่างชัดเจนบนฉลากโภชนาการของผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งเป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้
1. ฉลาก GDA รูปแบบใหม่: ชัดเจน เข้าใจง่าย
GDA หรือ Guideline Daily Amounts คือข้อมูลค่าพลังงาน, น้ำตาล, ไขมัน และโซเดียม ที่แสดงให้ผู้บริโภคเห็นว่าการบริโภคผลิตภัณฑ์นั้นหนึ่งหน่วยจะได้รับสารอาหารดังกล่าวเป็นสัดส่วนเท่าใดของปริมาณที่แนะนำต่อวัน กฎหมายใหม่ได้กำหนดรูปแบบการแสดงผล GDA ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน มีความโดดเด่น และง่ายต่อการเปรียบเทียบ
ข้อกำหนดหลัก:
- ต้องแสดงค่า พลังงาน (กิโลแคลอรี), น้ำตาล (กรัม), ไขมันอิ่มตัว (กรัม), และโซเดียม (มิลลิกรัม)
- ต้องระบุค่าเป็นเปอร์เซ็นต์ของปริมาณสูงสุดที่บริโภคได้ต่อวัน
- การออกแบบต้องจัดวางในตำแหน่งที่เห็นได้ชัดเจนบนหน้าบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
ตัวอย่างเช่น ฉลากอาจระบุว่าเครื่องดื่ม 1 ขวด ให้พลังงาน 120 กิโลแคลอรี (6% ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน) และน้ำตาล 24 กรัม (37% ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน) ข้อมูลนี้ช่วยให้ผู้บริโภคตระหนักถึงปริมาณน้ำตาลที่ได้รับและจัดการการบริโภคในแต่ละวันได้ดีขึ้น
2. ค่าอ้างอิงสารอาหาร (Thai RDIs) ฉบับปรับปรุง
Thai Recommended Daily Intakes (Thai RDIs) คือค่าปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวันสำหรับคนไทย ซึ่งใช้เป็นฐานในการคำนวณข้อมูลในตารางโภชนาการ ประกาศฉบับใหม่ได้มีการปรับปรุงค่า Thai RDIs ของสารอาหารหลายชนิดให้สอดคล้องกับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และภาวะโภชนาการของประชากรในปัจจุบันมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ:
- มีการปรับค่าพลังงานอ้างอิงรายวันสำหรับผู้ใหญ่
- มีการปรับปรุงค่าอ้างอิงของวิตามินและแร่ธาตุบางชนิด
ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องนำค่า Thai RDIs ที่ปรับปรุงใหม่นี้มาใช้ในการคำนวณร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน (% Daily Value) ที่แสดงในกรอบข้อมูลโภชนาการ เพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้องและเป็นปัจจุบัน
3. หลักเกณฑ์การกล่าวอ้างทางโภชนาการที่เข้มงวดขึ้น
การกล่าวอ้างสรรพคุณทางโภชนาการบนฉลาก เช่น “น้ำตาลน้อย” (Low Sugar), “ไขมันต่ำ” (Low Fat), หรือ “แหล่งของใยอาหาร” (High Fiber) เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ได้รับความนิยม แต่กฎหมายใหม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์สำหรับการกล่าวอ้างเหล่านี้ให้รัดกุมและมีมาตรฐานชัดเจนยิ่งขึ้น
ข้อกำหนดที่ต้องปฏิบัติ:
- ห้ามกล่าวอ้างเกินจริง: ข้อความที่ใช้ต้องไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์
- ต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด: ผลิตภัณฑ์ที่ต้องการกล่าวอ้างว่า “น้ำตาลน้อย” จะต้องมีปริมาณน้ำตาลไม่เกินเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด
- ต้องมีผลการทดสอบรองรับ: การกล่าวอ้างคุณสมบัติพิเศษบางอย่างอาจจำเป็นต้องมีผลวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์จากห้องปฏิบัติการที่น่าเชื่อถือมายืนยัน
การออกแบบสติ๊กเกอร์สำหรับบรรจุภัณฑ์จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงามอีกต่อไป แต่ต้องคำนึงถึงพื้นที่ในการแสดงข้อมูลสำคัญเหล่านี้ให้ครบถ้วนและชัดเจนตามที่กฎหมายกำหนด
เปรียบเทียบข้อกำหนดฉลากโภชนาการแบบเดิมและแบบใหม่
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบข้อกำหนดของฉลากโภชนาการระหว่างรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ที่กำลังจะบังคับใช้เต็มรูปแบบ จะช่วยให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมในการปรับเปลี่ยนได้อย่างถูกต้อง
| หัวข้อ | ข้อกำหนดเดิม | ข้อกำหนดใหม่ (มีผลเต็มรูปแบบปี 2570) |
|---|---|---|
| ฉลาก GDA | รูปแบบการแสดงผลอาจแตกต่างกันไปในแต่ละผลิตภัณฑ์ ไม่ได้บังคับตำแหน่งที่ชัดเจน | กำหนดรูปแบบมาตรฐานเดียวกัน ต้องโดดเด่น ชัดเจน และอยู่ในตำแหน่งที่ผู้บริโภคเห็นง่าย เพื่อการเปรียบเทียบที่รวดเร็ว |
| ค่าอ้างอิง (Thai RDIs) | ใช้ค่าอ้างอิงตามประกาศฉบับเก่า ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับข้อมูลโภชนาการปัจจุบัน | ปรับปรุงค่า Thai RDIs ใหม่ สำหรับสารอาหารหลายชนิด รวมถึงพลังงานอ้างอิงรายวัน |
| การกล่าวอ้างทางโภชนาการ | มีหลักเกณฑ์อยู่แล้ว แต่กฎหมายใหม่เพิ่มความเข้มงวดและกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจนขึ้น | เกณฑ์การกล่าวอ้างมีความรัดกุมมากขึ้น เช่น การระบุว่า “น้ำตาลน้อย” ต้องมีปริมาณตามเกณฑ์ที่ปรับปรุงใหม่ และต้องมีหลักฐานยืนยัน |
| กลุ่มเป้าหมาย | เน้นให้ข้อมูลสำหรับผู้บริโภคทั่วไป | ออกแบบมาเพื่อให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ |
กฎหมายฉลากอื่นๆ ที่ผู้ประกอบการควรทราบในปี 2026
นอกเหนือจากฉลากโภชนาการแล้ว ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับฉลากสินค้าประเภทอื่นที่ผู้ประกอบการควรให้ความสนใจและติดตามการอัปเดตอย่างต่อเนื่อง
ผลิตภัณฑ์กันแดด (SPF/PA)
ภายในปี 2026 ข้อกำหนดสำหรับฉลากผลิตภัณฑ์กันแดดจะมีความเข้มงวดขึ้น ผู้ประกอบการจะสามารถแสดงค่า SPF (Sun Protection Factor) และ PA (Protection Grade of UVA) ได้ก็ต่อเมื่อมีผลการทดสอบทางวิทยาศาสตร์มายืนยันเท่านั้น ห้ามใช้คำว่า SPF หรือค่าตัวเลขลอยๆ โดยไม่มีหลักฐาน อีกทั้งยังมีการจำกัดช่วงของตัวเลขที่สามารถระบุได้ และการกล่าวอ้างคุณสมบัติ “กันน้ำ” (Water Resistant) ก็ต้องผ่านการทดสอบตามมาตรฐานที่กำหนดเช่นกัน
เครื่องมือแพทย์
ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับใหม่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการแสดงฉลากและเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2568 จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 มิถุนายน 2569 (ค.ศ. 2026) ซึ่งจะกำหนดรายละเอียดข้อมูลที่จำเป็นต้องระบุบนฉลากของเครื่องมือแพทย์แต่ละประเภทให้มีความชัดเจนและครบถ้วนยิ่งขึ้น เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน
สินค้าทั่วไปภายใต้การกำกับของ สคบ.
สคบ. มีการปรับปรุงและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายฉลากสินค้าทั่วไปอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ ข้อกำหนดพื้นฐานที่ต้องมีบนฉลาก เช่น ชื่อและสถานที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า, ชื่อหรือประเภทของสินค้า, ขนาด, ปริมาณ, และราคา จะถูกบังคับใช้กับผู้ค้าออนไลน์อย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อลดช่องว่างและสร้างความเป็นธรรมในการซื้อขาย
บทลงโทษหากไม่ปฏิบัติตาม: ความเสี่ยงที่ธุรกิจต้องเผชิญ
การเพิกเฉยต่อข้อกำหนดของกฎหมายฉลากใหม่ อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจรุนแรงกว่าที่คาดคิด ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือบทลงโทษทางการเงิน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค การจัดทำฉลากที่เป็นเท็จหรือก่อให้เกิดความเข้าใจผิด อาจมีโทษปรับสูงถึง 100,000 บาท ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ สคบ. และกระทรวงสาธารณสุข
นอกจากโทษปรับแล้ว สินค้าที่ติดฉลากไม่ถูกต้องอาจถูกสั่งให้ระงับการผลิต การนำเข้า หรือการจำหน่ายชั่วคราวจนกว่าจะมีการแก้ไขให้ถูกต้อง ซึ่งหมายถึงการสูญเสียโอกาสในการขายและอาจส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดของธุรกิจได้ ที่สำคัญกว่านั้นคือความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาได้ยากและต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคกลับคืนมา
คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ SME และเจ้าของแบรนด์
เพื่อเตรียมความพร้อมและเปลี่ยนผ่านไปสู่ข้อกำหนดใหม่ได้อย่างราบรื่น ผู้ประกอบการควรดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้:
- ทบทวนฉลากสินค้าปัจจุบัน: ตรวจสอบฉลากของผลิตภัณฑ์ทุกรายการ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อดูว่ามีส่วนใดบ้างที่ไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่
- คำนวณข้อมูลโภชนาการใหม่: ใช้ค่า Thai RDIs ฉบับปรับปรุงในการคำนวณข้อมูลโภชนาการ และจัดทำข้อมูล GDA ตามรูปแบบมาตรฐานที่กำหนด หากไม่แน่ใจควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง
- วางแผนออกแบบสติ๊กเกอร์และบรรจุภัณฑ์ใหม่: การออกแบบฉลากใหม่ต้องคำนึงถึงการจัดวางข้อมูลให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยมีพื้นที่เพียงพอสำหรับ GDA และข้อมูลจำเป็นอื่นๆ อย่างชัดเจน
- บริหารจัดการสต็อกสินค้าเก่า: วางแผนการผลิตและจำหน่ายสินค้าที่ใช้ฉลากเก่าให้หมดภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2570 เพื่อหลีกเลี่ยงการมีสินค้าค้างสต็อกที่ไม่สามารถจำหน่ายได้
- ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด: กฎหมายและข้อบังคับต่างๆ อาจมีการปรับปรุงเพิ่มเติม การติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น อย. และ สคบ. เป็นสิ่งสำคัญ
เตรียมฉลากสินค้าให้พร้อมรับกฎหมายใหม่
การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายฉลากสินค้าในปี 2026 ถือเป็นความท้าทายและโอกาสสำหรับผู้ประกอบการในการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์และสร้างความโปร่งใสให้กับผู้บริโภค การเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะการตรวจสอบและออกแบบฉลากให้ถูกต้องตาม 3 องค์ประกอบหลัก คือ GDA รูปแบบใหม่, Thai RDIs ที่ปรับปรุง และหลักเกณฑ์การกล่าวอ้างทางโภชนาการที่เข้มงวดขึ้น จะช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากบทลงโทษทางกฎหมาย
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการความมั่นใจว่าฉลากและสติ๊กเกอร์สินค้าเป็นไปตามข้อกำหนดล่าสุด การเลือกใช้บริการจากโรงพิมพ์ที่มีความเชี่ยวชาญและเข้าใจในข้อกฎหมายเป็นสิ่งสำคัญ GIANT PRINT คือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่มีทีมงานมืออาชีพพร้อมให้คำแนะนำในการออกแบบและผลิตฉลากสินค้า สติ๊กเกอร์ และสื่อสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของคุณโดดเด่นและถูกต้องตามกฎหมาย
ด้วยเครื่องพิมพ์มาตรฐานสากลและวัสดุคุณภาพสูง พร้อมบริการที่รวดเร็วและตอบโจทย์กลุ่มธุรกิจ SME เราพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้แบรนด์ของคุณเติบโตอย่างมั่นคง
สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมหรือปรึกษาทีมงานออกแบบของเราได้ที่:
- FACEBOOK PAGE: GiantprintMedia
- LINE: @giantprint
- TIKTOK: giantprint_official
หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้โดยตรงที่:
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
อีเมล: [email protected]
