ไม่อยากโดนปรับ! สรุปอัตรา ‘ภาษีป้าย’ ปี 2026 ออกแบบยังไงให้ประหยัดงบถูกต้องตามกฎหมาย
- ภาพรวมของภาษีป้ายและประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องรู้
- ความสำคัญของภาษีป้ายในปี 2569 และผู้ที่เกี่ยวข้อง
- อัตราภาษีป้าย ปี 2569 (ค.ศ. 2026) แบ่งตามประเภทอย่างละเอียด
- วิธีคำนวณภาษีป้ายอย่างละเอียด พร้อมตัวอย่าง
- กำหนดการชำระภาษีและบทลงโทษหากดำเนินการล่าช้า
- เทคนิคการออกแบบป้ายเพื่อประหยัดภาษีอย่างถูกกฎหมาย
- สรุป: การวางแผนที่ดีคือหัวใจของการประหยัดภาษีป้าย
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตป้ายครบวงจร
สำหรับผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจ การทำความเข้าใจในหัวข้อ “ไม่อยากโดนปรับ! สรุปอัตรา ‘ภาษีป้าย’ ปี 2026 ออกแบบยังไงให้ประหยัดงบถูกต้องตามกฎหมาย” ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากป้ายหน้าร้านหรือป้ายโฆษณาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารกับลูกค้า แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นที่มาของภาระค่าใช้จ่ายรายปีที่เรียกว่าภาษีป้าย การวางแผนออกแบบและติดตั้งป้ายอย่างถูกต้องตามกฎหมายไม่เพียงช่วยหลีกเลี่ยงค่าปรับ แต่ยังเป็นกลยุทธ์ในการควบคุมต้นทุนทางธุรกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ
ภาพรวมของภาษีป้ายและประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องรู้

ภาษีป้ายคือภาษีที่จัดเก็บโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบล สำหรับป้ายที่ใช้แสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายการค้า เพื่อหารายได้หรือโฆษณาการค้า โดยอัตราภาษีจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 3 ประการ ได้แก่ ขนาดของป้าย ประเภทของข้อความบนป้าย และลักษณะของป้าย (ป้ายนิ่งหรือป้ายเคลื่อนไหว/ดิจิทัล) การทำความเข้าใจประเด็นเหล่านี้จึงเป็นกุญแจสำคัญในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายส่วนนี้
- อัตราภาษีปี 2569: อัตราภาษีป้ายมีการแบ่งประเภทตามการใช้ภาษาและรูปภาพ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อจำนวนเงินที่ต้องชำระ ป้ายที่ใช้อักษรไทยล้วนมีอัตราภาษีต่ำที่สุด
- การออกแบบและจัดวาง: ตำแหน่งของข้อความภาษาไทยและภาษาต่างประเทศบนป้ายสามารถเปลี่ยนประเภทและอัตราภาษีได้อย่างสิ้นเชิง การออกแบบอย่างมีกลยุทธ์จึงช่วยประหยัดงบประมาณได้
- การคำนวณพื้นที่: ภาษีคำนวณจากพื้นที่ป้ายเป็นตารางเซนติเมตร โดยทุก 500 ตารางเซนติเมตรจะถูกนับเป็น 1 หน่วย การลดขนาดป้ายที่ไม่จำเป็นลงสามารถช่วยลดภาระภาษีได้
- กำหนดการชำระ: การยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีป้ายให้ตรงตามกำหนดเวลา (ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี) เป็นสิ่งสำคัญเพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับและเงินเพิ่ม
ความสำคัญของภาษีป้ายในปี 2569 และผู้ที่เกี่ยวข้อง
ในปี 2569 (ค.ศ. 2026) กฎหมายและการจัดเก็บภาษีป้ายยังคงมีความสำคัญและเข้มงวด ผู้ที่ต้องมีหน้าที่เสียภาษีป้ายคือ “เจ้าของป้าย” ซึ่งหมายถึงบุคคลหรือนิติบุคคลผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในป้ายนั้น ๆ ในกรณีที่ไม่สามารถหาตัวเจ้าของป้ายได้ ให้ถือว่าผู้ครอบครองป้ายหรือเจ้าของอาคาร/ที่ดินที่ป้ายนั้นติดตั้งอยู่เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีแทน
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็ก ร้านค้าปลีก บริษัทขนาดใหญ่ หรือแม้แต่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า หากมีการติดตั้งป้ายเพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าหรือการโฆษณา ย่อมต้องปฏิบัติตามกฎหมายภาษีป้าย การเพิกเฉยหรือขาดความเข้าใจอาจนำไปสู่ค่าปรับที่ไม่คาดคิด ซึ่งส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดและผลกำไรของธุรกิจได้ การศึกษาข้อมูลอัตราภาษีล่าสุดและวางแผนตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบป้ายจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว
อัตราภาษีป้าย ปี 2569 (ค.ศ. 2026) แบ่งตามประเภทอย่างละเอียด
อัตราภาษีป้ายในปี 2569 ถูกกำหนดโดยอาศัยหลักเกณฑ์ของภาษา ภาพ และเครื่องหมายที่ปรากฏบนป้ายเป็นสำคัญ โดยมีภาษีขั้นต่ำที่ต้องชำระคือ 200 บาทต่อหนึ่งป้ายต่อปี แม้ว่าผลการคำนวณจะได้จำนวนเงินที่ต่ำกว่านี้ก็ตาม การแบ่งประเภทป้ายตามกฎหมายมีดังนี้
| ประเภทป้าย | ลักษณะ | อัตรา (บาท/500 ตร.ซม.) – ป้ายนิ่ง | อัตรา (บาท/500 ตร.ซม.) – ป้ายเคลื่อนไหว/เปลี่ยนได้ |
|---|---|---|---|
| ประเภท 1 | อักษรไทยล้วน | 5 บาท | 10 บาท |
| ประเภท 2 | ไทยปนต่างประเทศ/ภาพ (ไทยต้องอยู่บนสุด) | 26 บาท | 52 บาท |
| ประเภท 3 | ไม่มีไทย หรือไทยอยู่ต่ำกว่าต่างประเทศ | 50 บาท | 52 บาท |
ประเภทที่ 1: ป้ายที่มีอักษรไทยล้วน
ป้ายประเภทนี้คือป้ายที่ประกอบด้วยข้อความภาษาไทยทั้งหมด โดยไม่มีอักษรต่างประเทศ ภาพ หรือเครื่องหมายการค้าอื่นใดมาปะปน ถือเป็นประเภทป้ายที่เสียภาษีในอัตราที่ต่ำที่สุด คือ 5 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร สำหรับป้ายทั่วไปที่ไม่เคลื่อนไหว เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการสื่อสารชื่อร้านหรือบริการเป็นภาษาไทยอย่างชัดเจนและต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายภาษีสูงสุด
ประเภทที่ 2: ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศ และ/หรือ ปนกับภาพและ/หรือเครื่องหมายอื่น
ป้ายประเภทนี้เป็นที่นิยมมากที่สุดสำหรับธุรกิจสมัยใหม่ เนื่องจากมักจะมีการใช้โลโก้ (ซึ่งถือเป็นภาพ/เครื่องหมาย) หรือชื่อแบรนด์ที่เป็นภาษาอังกฤษร่วมด้วย เงื่อนไขสำคัญที่สุดสำหรับป้ายประเภทนี้คือ ข้อความภาษาไทยทั้งหมดจะต้องอยู่ตำแหน่งบนสุดของป้าย เมื่อเทียบกับข้อความภาษาต่างประเทศ หากปฏิบัติตามเงื่อนไขนี้ อัตราภาษีจะอยู่ที่ 26 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร ซึ่งสูงกว่าประเภทแรกอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังคงถูกกว่าประเภทที่ 3
ประเภทที่ 3: ป้ายที่ไม่มีอักษรไทย หรือมีอักษรไทยบางส่วนหรือทั้งหมดอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ
ป้ายประเภทนี้คือป้ายที่เสียภาษีในอัตราสูงสุดที่ 50 บาท ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร โดยครอบคลุมกรณีดังนี้:
- ป้ายที่มีข้อความเป็นอักษรต่างประเทศล้วน (เช่น ชื่อแบรนด์ภาษาอังกฤษเท่านั้น)
- ป้ายที่มีโลโก้หรือรูปภาพเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีข้อความภาษาไทย
- ป้ายที่มีทั้งข้อความภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ แต่ข้อความภาษาไทยอยู่ต่ำกว่าข้อความภาษาต่างประเทศ
ข้อควรระวัง: ตัวเลขอารบิก (0-9) ถือเป็นส่วนหนึ่งของอักษรต่างประเทศตามกฎหมายภาษีป้าย ดังนั้น หากป้ายมีเบอร์โทรศัพท์หรือตัวเลขอื่น ๆ จะถูกจัดอยู่ในประเภทที่ 2 หรือ 3 ทันที
ข้อควรพิจารณาพิเศษ: ป้ายเคลื่อนที่หรือป้ายดิจิทัล
สำหรับป้ายที่มีการเคลื่อนไหว เปลี่ยนข้อความหรือภาพได้ เช่น ป้ายไฟวิ่ง LED หรือจอ LCD อัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าของป้ายนิ่งในประเภทที่ 1 และเพิ่มขึ้นเป็น 52 บาทต่อหน่วยสำหรับประเภทที่ 2 และ 3 ซึ่งทำให้อัตราภาษีสำหรับป้ายดิจิทัลประเภท 2 และ 3 เท่ากัน ผู้ประกอบการจึงควรพิจารณาถึงความจำเป็นและผลตอบแทนที่ได้จากการใช้ป้ายดิจิทัลเทียบกับภาระภาษีที่สูงขึ้นอย่างมาก
วิธีคำนวณภาษีป้ายอย่างละเอียด พร้อมตัวอย่าง
การคำนวณภาษีป้ายไม่ใช่เรื่องซับซ้อนหากเข้าใจสูตรและขั้นตอนที่ถูกต้อง การคำนวณที่แม่นยำจะช่วยให้สามารถประเมินค่าใช้จ่ายล่วงหน้าและวางแผนงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สูตรการคำนวณภาษีป้าย
การคำนวณภาษีป้ายสามารถแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้:
- คำนวณพื้นที่ป้าย: วัดความกว้างและความสูงของป้ายเป็นเซนติเมตร แล้วนำมาคูณกัน (พื้นที่ = กว้าง (ซม.) × สูง (ซม.))
- แปลงพื้นที่เป็นหน่วยภาษี: นำพื้นที่ที่คำนวณได้ในหน่วยตารางเซนติเมตรมาหารด้วย 500 (จำนวนหน่วย = พื้นที่ ÷ 500) หากมีเศษ ให้ปัดขึ้นเป็นจำนวนเต็มเสมอ เช่น 30.2 หน่วย จะถูกปัดเป็น 31 หน่วย
- คำนวณภาษีที่ต้องชำระ: นำจำนวนหน่วยที่ได้มาคูณกับอัตราภาษีตามประเภทของป้าย (ภาษี = จำนวนหน่วย × อัตราภาษี) หากผลลัพธ์ที่ได้ต่ำกว่า 200 บาท จะต้องชำระภาษีในอัตราขั้นต่ำคือ 200 บาท
ตัวอย่างการคำนวณตามประเภทป้าย
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ลองพิจารณาตัวอย่างการคำนวณสำหรับป้ายขนาดต่างๆ กัน
ตัวอย่างที่ 1: ร้านอาหาร “ครัวคุณย่า”
- ลักษณะป้าย: อักษรไทยล้วน (ประเภทที่ 1)
- ขนาด: กว้าง 150 ซม. × สูง 100 ซม.
- ขั้นตอนที่ 1 (พื้นที่): 150 × 100 = 15,000 ตร.ซม.
- ขั้นตอนที่ 2 (หน่วย): 15,000 ÷ 500 = 30 หน่วย
- ขั้นตอนที่ 3 (ภาษี): 30 หน่วย × 5 บาท/หน่วย = 150 บาท
- สรุป: เนื่องจากผลคำนวณ (150 บาท) ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำ ดังนั้น ภาษีที่ต้องชำระคือ 200 บาท
ตัวอย่างที่ 2: คลินิกเสริมความงาม “BEAUTY CLINIC คลินิกความงาม”
- ลักษณะป้าย: มีทั้งอักษรไทยและต่างประเทศ โดยจัดวางให้ “คลินิกความงาม” อยู่เหนือ “BEAUTY CLINIC” (ประเภทที่ 2)
- ขนาด: กว้าง 450 ซม. × สูง 300 ซม.
- ขั้นตอนที่ 1 (พื้นที่): 450 × 300 = 135,000 ตร.ซม.
- ขั้นตอนที่ 2 (หน่วย): 135,000 ÷ 500 = 270 หน่วย
- ขั้นตอนที่ 3 (ภาษี): 270 หน่วย × 26 บาท/หน่วย = 7,020 บาท
ตัวอย่างที่ 3: หากคลินิกในตัวอย่างที่ 2 จัดวางป้ายใหม่
- ลักษณะป้าย: จัดวางให้ “BEAUTY CLINIC” อยู่เหนือ “คลินิกความงาม” ทำให้ป้ายเปลี่ยนเป็นประเภทที่ 3 ทันที
- ขนาด: เท่าเดิม (135,000 ตร.ซม. หรือ 270 หน่วย)
- ขั้นตอนที่ 3 (ภาษี): 270 หน่วย × 50 บาท/หน่วย = 13,500 บาท
จากตัวอย่างที่ 2 และ 3 จะเห็นได้ว่าเพียงแค่สลับตำแหน่งของข้อความ ก็ทำให้ภาระภาษีแตกต่างกันถึง 6,480 บาทต่อปี
กำหนดการชำระภาษีและบทลงโทษหากดำเนินการล่าช้า
การปฏิบัติตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารจัดการภาษีป้าย เพื่อหลีกเลี่ยงภาระทางการเงินเพิ่มเติมจากค่าปรับและเงินเพิ่ม
รอบการยื่นแบบและชำระภาษี
โดยทั่วไปแล้ว เจ้าของป้ายมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป.1) ณ สำนักงานเขต เทศบาล หรือ อบต. ที่ป้ายนั้นติดตั้งอยู่ ภายในวันที่ 31 มีนาคมของทุกปี และชำระภาษีภายใน 15 วันนับจากวันที่ได้รับแจ้งการประเมิน
ในกรณีที่ติดตั้งป้ายใหม่ระหว่างปี ภาษีจะถูกคิดเป็นรายงวดตามช่วงเวลาที่ติดตั้ง ดังนี้:
- ติดตั้งระหว่าง มกราคม – มีนาคม: ชำระภาษี 100% ของอัตราทั้งปี
- ติดตั้งระหว่าง เมษายน – มิถุนายน: ชำระภาษี 75% ของอัตราทั้งปี
- ติดตั้งระหว่าง กรกฎาคม – กันยายน: ชำระภาษี 50% ของอัตราทั้งปี
- ติดตั้งระหว่าง ตุลาคม – ธันวาคม: ชำระภาษี 25% ของอัตราทั้งปี
อัตราค่าปรับและเงินเพิ่มกรณีละเลยหรือชำระล่าช้า
การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอาจนำไปสู่บทลงโทษทางการเงินหลายรูปแบบ:
- ไม่ยื่นแบบภายในกำหนด: มีโทษปรับ 10% ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระ
- ยื่นแบบไม่ถูกต้อง (แจ้งข้อมูลเท็จ): อาจมีโทษปรับ 10% ของภาษีที่ประเมินเพิ่มเติม
- ไม่ชำระภาษีภายในเวลาที่กำหนด: จะต้องเสีย “เงินเพิ่ม” อีก 1.5% ต่อเดือนของจำนวนภาษีที่ค้างชำระ โดยเศษของเดือนจะนับเป็นหนึ่งเดือน
- เจตนาไม่ยื่นแบบเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี: อาจมีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 50,000 บาท
การวางแผนและดำเนินการให้ถูกต้องตั้งแต่แรกจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันปัญหาเหล่านี้
เทคนิคการออกแบบป้ายเพื่อประหยัดภาษีอย่างถูกกฎหมาย
การออกแบบป้ายที่ดีไม่เพียงแต่ต้องสวยงามและดึงดูดลูกค้า แต่ยังต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านภาษีด้วย กลยุทธ์ต่อไปนี้สามารถช่วยให้ผู้ประกอบการประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างถูกกฎหมาย
เลือกใช้อักษรไทยล้วนเพื่ออัตราภาษีที่ต่ำที่สุด
หากแบรนด์หรือชื่อร้านเป็นภาษาไทย การเลือกใช้ป้ายประเภทที่ 1 (อักษรไทยล้วน) เป็นวิธีที่ตรงไปตรงมาและมีประสิทธิภาพที่สุดในการลดภาระภาษีให้เหลือน้อยที่สุด โดยมีอัตราเพียง 5 บาทต่อหน่วย ซึ่งต่ำกว่าประเภทที่ 2 ถึง 5 เท่า และต่ำกว่าประเภทที่ 3 ถึง 10 เท่า
การจัดวางองค์ประกอบในป้ายแบบผสม (ประเภทที่ 2)
สำหรับธุรกิจที่จำเป็นต้องใช้ชื่อภาษาต่างประเทศหรือโลโก้ การออกแบบป้ายให้เข้าหลักเกณฑ์ของประเภทที่ 2 เป็นทางเลือกที่สมดุลที่สุด หลักการสำคัญคือต้องวางข้อความภาษาไทยทั้งหมดไว้ในตำแหน่งที่สูงกว่าข้อความภาษาต่างประเทศเสมอ นอกจากนี้ การทำให้ข้อความภาษาไทยมีขนาดใหญ่และโดดเด่นก็เป็นแนวทางปฏิบัติที่ดี
พิจารณาขนาดป้ายให้เหมาะสมกับงบประมาณ
เนื่องจากภาษีคำนวณจากพื้นที่โดยตรง การลดขนาดป้ายลงแม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งผลต่อจำนวนหน่วยภาษีได้ ควรพิจารณาถึงความสมดุลระหว่างความสามารถในการมองเห็นของป้ายกับต้นทุนภาษีที่ตามมา บางครั้งป้ายที่ขนาดเล็กลงแต่มีการออกแบบที่ชาญฉลาดก็สามารถดึงดูดความสนใจได้ดีไม่แพ้ป้ายขนาดใหญ่
หลีกเลี่ยงป้ายดิจิทัลหรือป้ายที่มีการเคลื่อนไหวหากไม่จำเป็น
ป้ายดิจิทัลหรือป้ายไฟวิ่งมีอัตราภาษีที่สูงกว่าป้ายนิ่งอย่างมาก หากธุรกิจไม่ได้มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงโปรโมชั่นหรือข้อความบนป้ายบ่อยครั้ง การเลือกใช้ป้ายนิ่งแบบดั้งเดิมจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายรายปีได้เป็นจำนวนมาก
ขั้นตอนที่สำคัญที่สุด: การปรึกษาเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น
ก่อนตัดสินใจผลิตและติดตั้งป้ายใหม่ การนำแบบร่างของป้ายไปปรึกษากับเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ของสำนักงานเขต เทศบาล หรือ อบต. ในพื้นที่ เป็นขั้นตอนที่ชาญฉลาดและปลอดภัยที่สุด เจ้าหน้าที่จะสามารถยืนยันได้ว่าป้ายของคุณจะถูกจัดอยู่ในประเภทใดและมีอัตราภาษีเท่าไร ช่วยป้องกันความเข้าใจผิดและปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างสมบูรณ์
สรุป: การวางแผนที่ดีคือหัวใจของการประหยัดภาษีป้าย
ภาษีป้ายเป็นต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ แต่เป็นต้นทุนที่สามารถบริหารจัดการได้ การทำความเข้าใจอัตราภาษีป้ายปี 2569 อย่างถ่องแท้ การเรียนรู้วิธีคำนวณภาษี และการนำเทคนิคการออกแบบป้ายมาปรับใช้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวางแผนอย่างรอบคอบตั้งแต่ต้นไม่เพียงช่วยประหยัดงบประมาณ แต่ยังช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างราบรื่น ถูกต้องตามกฎหมาย และปราศจากความกังวลเรื่องค่าปรับที่ไม่จำเป็น
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตป้ายครบวงจร
การออกแบบป้ายที่สวยงาม ดึงดูดลูกค้า และสอดคล้องกับกฎหมายภาษีป้าย ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญทั้งด้านการออกแบบและข้อบังคับทางกฎหมาย ที่ GIANT PRINT เราเป็นโรงงานผลิตด้านสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ แบบครบวงจร มีบริการออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์, สกรีนแก้วกาแฟ, นามบัตร, บัตรสะสมแต้ม, เมนูอาหาร, โบรชัวร์, การ์ดแต่งงาน, และอื่นๆ อีกมากมาย ด้วยเครื่องพิมพ์ที่ได้รับมาตรฐานทันสมัยและวัสดุชั้นนำจากต่างประเทศ
ทีมงานมืออาชีพของเราพร้อมให้คำแนะนำและให้คำปรึกษาที่รวดเร็วในการออกแบบและผลิตชิ้นงาน เพื่อตอบโจทย์ให้แก่ผู้ประกอบการ SME และลูกค้าทุกท่าน
ช่องทางการติดต่อ:
- Facebook: FACEBOOK PAGE
- LINE: LINE
- TikTok: TIKTOK
- Website: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
ที่อยู่:
269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์:
082-2262660
อีเมล:
[email protected]
