เจาะลึกเทคโนโลยี ‘UV DTF’ แห่งปี 2026 งานพิมพ์นูน 3 มิติ ติดได้ทุกวัสดุ ไม่ง้อความร้อน
เทคโนโลยีการพิมพ์ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ อย่างต่อเนื่อง และในปี 2026 นี้ นวัตกรรมที่กำลังเข้ามาปฏิวัติวงการคือ UV DTF (Ultraviolet Direct-to-Film) ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างสรรค์งานพิมพ์ที่มีมิติ สวยงาม และสามารถติดลงบนวัสดุได้เกือบทุกชนิดโดยไม่ต้องอาศัยความร้อน ทำให้การผลิตสินค้าพรีเมี่ยมหรือของใช้ส่วนตัวที่มีลวดลายเฉพาะตัวเป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้มากขึ้น
ภาพรวมของเทคโนโลยีการพิมพ์แห่งอนาคต

- เทคโนโลยี UV DTF คือการพิมพ์ด้วยหมึกยูวีลงบนฟิล์มพิเศษเพื่อสร้างสติ๊กเกอร์สำหรับถ่ายโอนลายกราฟิกไปยังวัสดุอื่น ทำให้เกิดเป็นงานพิมพ์นูน 3 มิติที่มีความทนทานสูง
- ความสามารถรอบด้าน เทคโนโลยีนี้สามารถใช้ได้กับวัสดุหลากหลายประเภท ทั้งผิวเรียบ ผิวโค้ง หรือผิวไม่สม่ำเสมอ เช่น แก้ว โลหะ ไม้ พลาสติก หนัง และเซรามิก โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความร้อนในการติดตั้ง
- คุณภาพและความทนทาน งานพิมพ์ที่ได้มีสีสันสดใส คมชัด ทนทานต่อน้ำ การขีดข่วน และแสงแดด ทำให้เหมาะสำหรับสินค้าที่ต้องการความคงทนและภาพลักษณ์ที่ดูพรีเมี่ยม
- โอกาสทางธุรกิจ ในปี 2026 เทคโนโลยี UV DTF กลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในการสร้างสรรค์สินค้าเฉพาะบุคคล (Personalized Products) และของพรีเมี่ยม โดยไม่ต้องลงทุนสูงหรือสั่งผลิตในปริมาณมาก
บทความนี้จะทำการเจาะลึกเทคโนโลยี ‘UV DTF’ แห่งปี 2026 งานพิมพ์นูน 3 มิติ ติดได้ทุกวัสดุ ไม่ง้อความร้อน เพื่อสำรวจว่าเทคโนโลยีนี้คืออะไร มีกระบวนการทำงานอย่างไร มีข้อดีกว่าการพิมพ์รูปแบบอื่นอย่างไร และกำลังสร้างผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการพิมพ์และการผลิตสินค้าอย่างไรบ้าง เทคโนโลยี UV DTF หรือ Ultraviolet Direct-to-Film ได้กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในวงการการพิมพ์ดิจิทัล ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นในการสร้างสรรค์ชิ้นงานที่มีความซับซ้อนและมีคุณภาพสูงบนพื้นผิวที่หลากหลาย ซึ่งในอดีตอาจเป็นเรื่องท้าทายหรือมีต้นทุนสูงเกินไปสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย สิ่งนี้ได้เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการออกแบบและผลิตสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ความสำคัญของ UV DTF ในปี 2026 อยู่ที่ความสามารถในการลดขั้นตอนและข้อจำกัดของการพิมพ์แบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นการสกรีนที่ต้องใช้บล็อกสกรีนสำหรับแต่ละสี หรือการพิมพ์แบบใช้ความร้อน (Heat Transfer) ที่จำกัดอยู่บนวัสดุบางประเภทเท่านั้น เทคโนโลยีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่นวัตกรรมใหม่ แต่ยังเป็นโซลูชันที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับตัวและแข่งขันในตลาดที่มีการแข่งขันสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้า Gadget ของพรีเมี่ยม และของตกแต่ง ที่ความสวยงามและความเป็นเอกลักษณ์คือปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของผู้บริโภค
UV DTF คืออะไร และทำงานอย่างไร
เพื่อทำความเข้าใจถึงศักยภาพของเทคโนโลยีนี้ จำเป็นต้องเริ่มต้นจากพื้นฐานว่า UV DTF คืออะไร และมีกระบวนการทำงานที่แตกต่างจากการพิมพ์ประเภทอื่นอย่างไร
นิยามและหลักการพื้นฐาน
UV DTF (Ultraviolet Direct-to-Film) คือเทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัลที่ใช้หลักการพิมพ์ลวดลายลงบนแผ่นฟิล์มชนิดพิเศษด้วยหมึกพิมพ์ที่สามารถแห้งตัวได้ทันทีเมื่อสัมผัสกับแสงอัลตราไวโอเลต (UV) จากนั้นจึงนำฟิล์มดังกล่าวไปติดลงบนพื้นผิวของวัสดุที่ต้องการเพื่อถ่ายโอนลวดลายลงไป ผลลัพธ์ที่ได้คือชิ้นงานที่มีลวดลายนูนขึ้นมาเล็กน้อย ให้สัมผัสคล้ายงานสกรีนคุณภาพสูง มีความเงางามและสีสันที่สดใส
หัวใจสำคัญของกระบวนการนี้คือการใช้ หมึกยูวี (UV-curable ink) ซึ่งเป็นหมึกพิมพ์ชนิดพิเศษที่จะเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นของแข็งในทันทีที่โดนแสงยูวีจากหลอดไฟที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องพิมพ์ กระบวนการนี้เรียกว่า “Curing” ทำให้หมึกแห้งสนิททันทีโดยไม่ต้องรอ และสามารถพิมพ์ซ้อนกันเป็นชั้นๆ เพื่อสร้างมิติและความหนาของลวดลายได้ ซึ่งรวมถึงการพิมพ์สีขาวเพื่อใช้เป็นสีรองพื้นบนวัสดุที่มีสีเข้ม ทำให้สีสันของลวดลายหลักยังคงความสดใสและไม่จมหายไปกับสีพื้นของวัสดุ
กระบวนการทำงานทีละขั้นตอน
กระบวนการของ UV DTF สามารถแบ่งออกเป็นขั้นตอนหลักๆ ที่เข้าใจง่ายและไม่ซับซ้อน ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเรียนรู้และผลิตชิ้นงานได้อย่างรวดเร็ว ดังนี้
- การพิมพ์ลงบนฟิล์ม A (Printing on Film A): ขั้นตอนแรกเริ่มต้นด้วยการใช้เครื่องพิมพ์ UV DTF พิมพ์ลวดลายที่ออกแบบไว้ลงบนแผ่นฟิล์ม A (UV-DTFA Print Sheets) ซึ่งเป็นฟิล์มที่มีด้านเคลือบกาวอยู่ เครื่องพิมพ์จะทำการพิมพ์หมึกเป็นชั้นๆ โดยทั่วไปจะเริ่มจากการพิมพ์ชั้นวานิช (Varnish) เพื่อเพิ่มความเงาและความทนทาน ตามด้วยชั้นสีขาว (White Ink) เพื่อเป็นรองพื้น และปิดท้ายด้วยชั้นสีหลัก (CMYK) ในระหว่างการพิมพ์ หลอดไฟ UV บนเครื่องพิมพ์จะฉายแสงเพื่อทำให้หมึกแต่ละชั้นแห้งตัวทันที
- การเคลือบด้วยฟิล์ม B (Laminating with Film B): หลังจากพิมพ์ลวดลายเสร็จสิ้น จะนำฟิล์ม B (UV-DTFB Transfer Film) ซึ่งเป็นฟิล์มใสสำหรับถ่ายโอน มาประกบลงบนหน้าฟิล์ม A ที่มีลวดลายพิมพ์อยู่ จากนั้นนำไปเข้าเครื่องเคลือบลามิเนต (Laminator) ซึ่งอาจใช้ความร้อนต่ำหรือไม่ใช้ความร้อนเลย ขึ้นอยู่กับระบบของผู้ผลิต เพื่อให้ฟิล์มทั้งสองแผ่นแนบสนิทเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ทำให้ลวดลายพร้อมที่จะถูกถ่ายโอน
- การถ่ายโอนลวดลายลงบนวัสดุ (Application): ตัดชิ้นส่วนของฟิล์มที่มีลวดลายตามขนาดที่ต้องการ จากนั้นลอกแผ่นฟิล์มรองหลังของฟิล์ม A ออก แล้วนำด้านที่มีกาวและลวดลายไปแปะลงบนพื้นผิวของวัสดุเป้าหมาย เช่น แก้วเก็บความเย็น, หมวกกันน็อค, หรือเคสโทรศัพท์ ใช้มือกดหรือใช้วัสดุเรียบรีดทับเพื่อให้ลวดลายแนบสนิทกับพื้นผิวอย่างทั่วถึง โดยไม่ต้องใช้เครื่องรีดร้อน (Heat Press)
- การลอกฟิล์มถ่ายโอนออก (Peeling off the Transfer Film): เมื่อแน่ใจว่าลวดลายติดแน่นดีแล้ว ให้ค่อยๆ ดึงแผ่นฟิล์ม B ที่เป็นฟิล์มใสสำหรับถ่ายโอนออก สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือลวดลายกราฟิกที่สวยงาม มีมิติ และติดแน่นอยู่บนวัสดุอย่างถาวร พร้อมคุณสมบัติกันน้ำและทนทานต่อการใช้งาน
การเปรียบเทียบ UV DTF กับเทคโนโลยีการพิมพ์อื่น
เพื่อให้เห็นภาพความโดดเด่นของ UV DTF ในปี 2026 ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีการพิมพ์ที่เป็นที่รู้จัก เช่น DTF แบบดั้งเดิม (Direct-to-Film for textiles) และการพิมพ์ UV Flatbed โดยตรง จะช่วยให้เข้าใจถึงข้อดีและข้อจำกัดของแต่ละเทคโนโลยี
ความแตกต่างที่สำคัญ
แต่ละเทคโนโลยีถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน UV DTF ได้เข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่เทคโนโลยีอื่นไม่สามารถทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความยืดหยุ่นของวัสดุและการใช้งานที่ไม่ต้องอาศัยความร้อน
| คุณสมบัติ | UV DTF | DTF ธรรมดา (สำหรับผ้า) | UV Flatbed |
|---|---|---|---|
| การถ่ายโอน | แปะติดได้ทุกวัสดุแข็ง ไม่ต้องใช้ความร้อน | ต้องใช้ผงกาวและเครื่องรีดร้อน (Heat Press) | พิมพ์โดยตรงลงบนวัสดุผิวเรียบ |
| ความทนทาน | กันน้ำ, กันรอยขีดข่วน, ทน UV, มีมิตินูน 3D | ทนทานต่อการซัก, ยืดหยุ่นได้ดี (เหมาะกับผ้า) | ทนทานสูงสุด แต่พิมพ์ได้บนวัตถุที่จำกัด |
| ความเร็ว | เร็ว, หมึกแห้งทันทีด้วยแสง UV ในขั้นตอนเดียว | ช้ากว่า เนื่องจากมีหลายขั้นตอน (พิมพ์, โรยผงกาว, อบ) | เร็วสำหรับการผลิตจำนวนมากบนวัสดุชนิดเดียวกัน |
| วัสดุที่รองรับ | วัสดุแข็งทุกชนิด, ผิวโค้ง, และผิวไม่เรียบ (เช่น หมวกกันน็อค, ขวด, แก้ว) | เน้นวัสดุประเภทผ้าเป็นหลัก (คอตตอน, โพลีเอสเตอร์) | วัสดุแบนหรือมีความโค้งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น |
| ต้นทุน | ต้นทุนเริ่มต้นสูง แต่มีแนวโน้มถูกลงในปี 2026 | ต้นทุนเริ่มต้นต่ำกว่าเมื่อเทียบกับ UV DTF | ต้นทุนเครื่องจักรสูงมาก เหมาะสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม |
จากตารางจะเห็นได้ว่า จุดแข็งที่สุดของ UV DTF คือความสามารถในการทำงานกับวัสดุที่หลากหลาย โดยเฉพาะวัตถุที่มีรูปทรงโค้งมนหรือไม่สม่ำเสมอ ซึ่งเป็นข้อจำกัดใหญ่ของการพิมพ์ UV Flatbed ที่ต้องพิมพ์บนพื้นผิวเรียบ ในขณะที่ DTF ธรรมดานั้นถูกออกแบบมาสำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นหลัก ดังนั้น UV DTF จึงเป็นคำตอบสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างสรรค์ลวดลายบนสินค้าแข็ง (Hard Goods) โดยให้ผลลัพธ์ที่ดูพรีเมี่ยมและทนทานโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องรูปทรง
การประยุกต์ใช้งานและศักยภาพในตลาดปี 2026
ความยืดหยุ่นและคุณภาพของงานพิมพ์จากเทคโนโลยี UV DTF ทำให้เกิดการประยุกต์ใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรม และกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดสินค้าที่ต้องการความเป็นเอกลักษณ์
อุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์
- สินค้าพรีเมี่ยมและของที่ระลึก: การสร้างลวดลายบนแก้วเก็บความเย็น, ปากกา, Power Bank, หรือโล่รางวัล สามารถทำได้อย่างสวยงามและรวดเร็ว เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้อย่างมหาศาล
- อุตสาหกรรมโฆษณาและป้าย: การทำป้ายสัญลักษณ์, ของตกแต่งร้านค้า, หรือวัสดุส่งเสริมการขายบนวัสดุแปลกใหม่ เช่น แผ่นอะคริลิค, ไม้, หรือโลหะ
- สินค้าเฉพาะบุคคล (Personalization): ผู้บริโภคสามารถสั่งทำเคสโทรศัพท์, หมวกกันน็อค, หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์กีฬาที่มีลวดลายเป็นของตัวเองได้ในจำนวนชิ้นเดียว
- บรรจุภัณฑ์และฉลากสินค้า: การสร้างฉลากสินค้านูน 3 มิติสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความโดดเด่นบนชั้นวาง เช่น ขวดเครื่องสำอาง, ขวดไวน์ หรือกล่องสินค้าหรูหรา
- การตกแต่งภายในและเฟอร์นิเจอร์: สามารถใช้ตกแต่งลวดลายบนบานตู้, กระจก, หรือกระเบื้องเซรามิก เพื่อสร้างสรรค์ชิ้นงานที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
ตอบโจทย์ธุรกิจ SME และ Startup อย่างไร
ในอดีต การผลิตสินค้าที่มีการสกรีนโลโก้หรือลวดลายเฉพาะมักต้องมีการสั่งผลิตในจำนวนขั้นต่ำ (Minimum Order Quantity) ซึ่งเป็นอุปสรรคสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก แต่ UV DTF ได้ทำลายกำแพงนี้ลงอย่างสิ้นเชิง
เทคโนโลยี UV DTF ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME และ Startup สามารถผลิตสินค้า Custom ได้ตามสั่ง (On-demand) แม้เพียงชิ้นเดียว โดยยังคงคุณภาพระดับเดียวกับโรงงานขนาดใหญ่ ทำให้สามารถทดลองตลาดกับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้โดยมีความเสี่ยงต่ำ และตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ต้นทุนของเครื่องพิมพ์และวัสดุสิ้นเปลืองสำหรับ UV DTF มีแนวโน้มที่ลดลงอย่างต่อเนื่องในปี 2026 ทำให้การลงทุนมีความคุ้มค่าและคืนทุนได้เร็วยิ่งขึ้น สิ่งนี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่สามารถเข้าสู่วงการ Custom Printing และสร้างแบรนด์ของตนเองได้อย่างแข็งแกร่ง
เทรนด์และนวัตกรรมล่าสุดของ UV DTF ในปี 2026
เทคโนโลยี UV DTF ยังคงมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง โดยผู้ผลิตเครื่องพิมพ์และวัสดุชั้นนำต่างแข่งขันกันเพื่อนำเสนอโซลูชันที่มีประสิทธิภาพและใช้งานง่ายยิ่งขึ้น
การพัฒนาจากผู้ผลิตชั้นนำ
ในช่วงต้นปี 2026 ผู้ผลิตอย่าง Roland DGA ได้เปิดตัวระบบ UV DTF ใหม่ที่ทำงานร่วมกับเครื่องพิมพ์ VersaOBJECT™ MO Series และ VersaSTUDIO BD Series ซึ่งมีการปรับปรุงสูตรฟิล์มและกาวให้มีความสามารถในการยึดเกาะเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า ลดปัญหากาวตกค้างหลังการลอกฟิล์ม และให้สีสันที่คมชัดสดใสยิ่งขึ้น การพัฒนาเหล่านี้ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความเสถียรของกระบวนการผลิต ทำให้ผู้ใช้งานสามารถผลิตชิ้นงานคุณภาพสูงได้อย่างสม่ำเสมอ
เครื่องพิมพ์ UV DTF ที่น่าจับตามอง
สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจด้วยเทคโนโลยี UV DTF ในปี 2026 มีเครื่องพิมพ์หลายรุ่นที่น่าสนใจและถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานในระดับเริ่มต้นไปจนถึงระดับอุตสาหกรรมขนาดเล็ก:
- Roland DG VersaOBJECT™ MO/CO-i Series และ VersaSTUDIO BD: เป็นระบบที่เน้นคุณภาพและความทนทานของงานพิมพ์ รองรับหมึกพิมพ์ V-BOND และ ECO-UV 5 ที่ให้สีสันสวยงามและยึดเกาะดีเยี่ยม
- ColDesi UV 24H3R: เป็นเครื่องพิมพ์แบบ Roll-fed ที่มีความกว้างถึง 22.5 นิ้ว สามารถผลิตงานได้อย่างต่อเนื่องด้วยความเร็ว 16 ฟุตต่อชั่วโมง และมาพร้อมกับระบบลามิเนตในตัว
- Aries 113 (All American Print Supply): เครื่องพิมพ์แบบ All-in-one ขนาด 13 นิ้ว ที่รวมกระบวนการพิมพ์และการลามิเนตไว้ในเครื่องเดียว ทำงานอัตโนมัติและใช้งานง่าย เหมาะสำหรับ Startup
อนาคตของการพิมพ์แบบกำหนดเอง
ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมต่างมองว่า UV DTF คืออนาคตที่สำคัญของการพิมพ์แบบกำหนดเอง (Custom Printing) เนื่องจากความสามารถในการพิมพ์บนวัสดุได้หลากหลายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ประกอบกับต้นทุนที่เข้าถึงง่ายขึ้น ทำให้เทคโนโลยีนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโรงงานขนาดใหญ่อีกต่อไป แต่จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับธุรกิจสร้างสรรค์ทุกขนาด เทรนด์การใช้ สติ๊กเกอร์ UV DTF แทนการสกรีนแก้วแบบดั้งเดิมกำลังได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะให้ผลลัพธ์ที่สวยงาม ติดทนนาน และทำได้ง่ายกว่ามาก
บทสรุป และทิศทางในอนาคต
โดยสรุปแล้ว การเจาะลึกเทคโนโลยี ‘UV DTF’ แห่งปี 2026 งานพิมพ์นูน 3 มิติ ติดได้ทุกวัสดุ ไม่ง้อความร้อน แสดงให้เห็นว่านี่คือนวัตกรรมที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมการพิมพ์และการผลิตสินค้าอย่างแท้จริง ด้วยความสามารถในการสร้างงานพิมพ์คุณภาพสูงที่มีมิติสวยงามลงบนวัสดุได้แทบทุกชนิด โดยเฉพาะพื้นผิวโค้งและไม่เรียบ โดยไม่ต้องใช้ความร้อน ทำให้ UV DTF กลายเป็นโซลูชันที่ทรงพลังและยืดหยุ่นสำหรับธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่ Startup ไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรม
เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดขั้นตอนและต้นทุนในการผลิต แต่ยังเปิดโอกาสในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีความเป็นเอกลักษณ์และมูลค่าสูง ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคในยุคที่ต้องการสินค้าเฉพาะบุคคล (Personalization) มากขึ้น อนาคตของ UV DTF จึงสดใสและคาดว่าจะมีการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและมีราคาที่เข้าถึงง่ายยิ่งขึ้นต่อไป
สำหรับผู้ประกอบการหรือธุรกิจที่กำลังมองหาโซลูชันการพิมพ์คุณภาพสูงเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมือนใคร GIANT PRINT คือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่พร้อมให้บริการ ด้วยทีมงานมืออาชีพ เครื่องพิมพ์มาตรฐานทันสมัย และวัสดุชั้นนำจากต่างประเทศ เราพร้อมให้คำปรึกษาและออกแบบผลิตชิ้นงานเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจ SME และลูกค้าทุกท่าน
บริการของเราครอบคลุม:
- ฉลากสินค้า และ สติ๊กเกอร์ทุกรูปแบบ
- สกรีนแก้วกาแฟ และของพรีเมี่ยม
- นามบัตร, บัตรสะสมแต้ม, เมนูอาหาร, โบรชัวร์
- การ์ดแต่งงาน และสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ อีกมากมาย
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่:
- FACEBOOK PAGE: GiantprintMedia
- LINE: @282iufnx
- TIKTOK: @giantprint_official
- เว็บไซต์: https://giantprint.co.th/contact-us/
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
อีเมล: [email protected]
