CMYK กับ RGB คืออะไร? ไขข้อข้องใจทำไมพิมพ์สีไม่ตรงจอ
- สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับโหมดสี RGB และ CMYK
- ทำไมความเข้าใจเรื่องโหมดสีจึงสำคัญอย่างยิ่ง
- เจาะลึกระบบสี RGB: โลกแห่งสีสันบนหน้าจอดิจิทัล
- ทำความรู้จักระบบสี CMYK: หัวใจสำคัญของงานพิมพ์
- วิเคราะห์สาเหตุหลัก: ทำไมสีงานพิมพ์จึงไม่ตรงกับหน้าจอ
- แนวทางปฏิบัติเพื่อลดปัญหาสีเพี้ยนในงานพิมพ์
- บทสรุป: เลือกโหมดสีให้ถูกประเภทเพื่องานออกแบบที่สมบูรณ์แบบ
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านงานพิมพ์เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
หนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยที่สุดสำหรับนักออกแบบ เจ้าของแบรนด์ หรือผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสื่อสิ่งพิมพ์ คือการที่สีของชิ้นงานที่พิมพ์ออกมาไม่ตรงกับที่เห็นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจสร้างความผิดหวังและส่งผลกระทบต่องบประมาณได้ ปัญหาดังกล่าวมีต้นตอมาจากความไม่เข้าใจในความแตกต่างของระบบสีสองรูปแบบหลักที่ใช้ในสื่อต่างชนิดกัน การทำความเข้าใจว่า CMYK กับ RGB คืออะไร และมีความแตกต่างกันอย่างไร จึงเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมคุณภาพสีของงานออกแบบให้เป็นไปตามที่คาดหวัง
สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับโหมดสี RGB และ CMYK

- RGB (Red, Green, Blue) คือระบบสีที่เกิดจากการผสม “แสง” ใช้สำหรับอุปกรณ์ที่แสดงผลแบบมีแสงในตัวเอง เช่น จอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และโทรทัศน์
- CMYK (Cyan, Magenta, Yellow, Key/Black) คือระบบสีที่เกิดจากการผสม “หมึกพิมพ์” บนวัสดุต่างๆ ใช้สำหรับสื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิด เช่น นามบัตร โบรชัวร์ และบรรจุภัณฑ์
- สาเหตุหลักที่ทำให้สีเพี้ยนมาจากหลักการทำงานที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง (การผสมแสง กับ การผสมหมึก) และขอบเขตการแสดงสี (Color Gamut) ที่ไม่เท่ากัน โดย RGB สามารถแสดงสีสันที่สดใสได้มากกว่า
- เพื่อผลลัพธ์งานพิมพ์ที่ดีที่สุด ควรตั้งค่าโหมดสีของไฟล์งานออกแบบเป็น CMYK ตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อลดความคลาดเคลื่อนของสีให้น้อยที่สุด
ทำไมความเข้าใจเรื่องโหมดสีจึงสำคัญอย่างยิ่ง
การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง CMYK กับ RGB คืออะไร ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องทางเทคนิคสำหรับโรงพิมพ์เท่านั้น แต่ยังเป็นความรู้พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์ภาพลักษณ์ของแบรนด์ ตั้งแต่กราฟิกดีไซเนอร์ไปจนถึงเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก การเลือกใช้โหมดสีที่ถูกต้องส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพ ความสม่ำเสมอ และการรับรู้ของแบรนด์ในสายตาของผู้บริโภค
ผู้ที่ต้องทำงานกับระบบสีโดยตรง
บุคคลหลากหลายอาชีพจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับโหมดสีเหล่านี้เพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน:
- นักออกแบบกราฟิก (Graphic Designers): ต้องตัดสินใจเลือกโหมดสีที่เหมาะสมกับปลายทางของงาน ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์หรือสื่อสิ่งพิมพ์
- นักการตลาดดิจิทัล (Digital Marketers): ต้องดูแลให้สีของแคมเปญโฆษณาบนช่องทางออนไลน์มีความถูกต้องและสดใส โดยใช้โหมด RGB
- เจ้าของธุรกิจและผู้ประกอบการ (Business Owners): การเข้าใจเรื่องสีช่วยให้สามารถสื่อสารกับนักออกแบบและโรงพิมพ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้สินค้า เช่น ฉลากสินค้า หรือบรรจุภัณฑ์ ที่มีสีตรงตามอัตลักษณ์ของแบรนด์
- ช่างภาพ (Photographers): ต้องจัดการไฟล์ภาพในโหมดสี RGB สำหรับการแสดงผลบนจอ และแปลงเป็น CMYK เมื่อต้องการพิมพ์ภาพถ่าย
ผลกระทบของสีที่ผิดเพี้ยนต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์
สีเป็นองค์ประกอบสำคัญของอัตลักษณ์แบรนด์ (Brand Identity) การที่สีผิดเพี้ยนไปจากเดิมสามารถส่งผลกระทบเชิงลบได้หลายประการ:
- การลดทอนการจดจำแบรนด์: หากสีโลโก้บนนามบัตรดูซีดกว่าสีบนเว็บไซต์ อาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนและลดความน่าเชื่อถือของแบรนด์
- การสื่อสารที่ผิดพลาด: ในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม สีสันที่สดใสบนบรรจุภัณฑ์มีความสำคัญอย่างยิ่งในการกระตุ้นความอยากอาหาร สีที่หมองคล้ำอาจทำให้สินค้าดูไม่น่าสนใจ
- ต้นทุนที่สูญเปล่า: การสั่งพิมพ์งานจำนวนมากโดยใช้ไฟล์สีผิดโหมดอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสั่งพิมพ์ใหม่ทั้งหมด
เจาะลึกระบบสี RGB: โลกแห่งสีสันบนหน้าจอดิจิทัล
ระบบสี RGB เป็นมาตรฐานสำหรับสื่อดิจิทัลทั้งหมดที่เราใช้งานในชีวิตประจำวัน ความเข้าใจในหลักการทำงานของมันจะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าทำไมจึงไม่เหมาะกับงานพิมพ์
หลักการทำงานของ RGB: การผสมสีแบบบวก (Additive Color)
RGB ย่อมาจากแม่สีของแสง 3 สี ได้แก่ Red (สีแดง), Green (สีเขียว), และ Blue (สีน้ำเงิน) ระบบนี้ทำงานโดยใช้หลักการ “การผสมสีแบบบวก” หรือ Additive Color Model ซึ่งหมายถึงการนำแสงสีต่างๆ มารวมกันเพื่อสร้างสีใหม่
ลองจินตนาการถึงห้องที่มืดสนิท บนผนังสีขาวมีการฉายสปอตไลต์ 3 ดวงที่เป็นสีแดง เขียว และน้ำเงิน เมื่อแสงทั้งสามสีนี้ซ้อนทับกัน จะเกิดสีใหม่ขึ้นมา และหากแสงทั้งสามสีถูกฉายด้วยความเข้มสูงสุดมาซ้อนทับกัน ผลลัพธ์ที่ได้คือ “สีขาว” ในทางกลับกัน หากไม่มีการฉายแสงใดๆ เลย ก็จะเห็นเป็น “สีดำ” (คือความมืด)
ในทางเทคนิค ค่าความเข้มของแต่ละสีจะถูกกำหนดด้วยตัวเลขตั้งแต่ 0 (ไม่มีแสง) ถึง 255 (ความเข้มสูงสุด) ทำให้ระบบสี RGB สามารถสร้างเฉดสีที่แตกต่างกันได้มากถึง 16.7 ล้านสี (256 x 256 x 256) ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ภาพบนจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนมีความสดใสและมีชีวิตชีวา
การประยุกต์ใช้งานโหมดสี RGB
เนื่องจาก RGB เป็นระบบสีของแสง จึงถูกนำไปใช้กับอุปกรณ์หรือสื่อใดๆ ที่มีการเปล่งแสงออกมาเพื่อแสดงภาพ เช่น:
- การออกแบบเว็บไซต์ (Web Design): สีของปุ่ม, พื้นหลัง, และรูปภาพทั้งหมดบนเว็บไซต์จะแสดงผลในโหมด RGB
- กราฟิกสำหรับโซเชียลมีเดีย (Social Media Graphics): ภาพโฆษณา, ภาพโพสต์, หรือวิดีโอบนแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Facebook, Instagram, TikTok
- งานวิดีโอและแอนิเมชัน (Video and Animation): ภาพเคลื่อนไหวทุกชนิดที่รับชมผ่านหน้าจอ
- การออกแบบส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ (UI/UX Design): ไอคอนและองค์ประกอบต่างๆ ในแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนและซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์
ทำความรู้จักระบบสี CMYK: หัวใจสำคัญของงานพิมพ์
ในทางตรงกันข้ามกับ RGB ระบบสี CMYK คือมาตรฐานที่ขาดไม่ได้สำหรับอุตสาหกรรมการพิมพ์ทั้งหมด ตั้งแต่เครื่องพิมพ์ในสำนักงานไปจนถึงเครื่องพิมพ์ออฟเซ็ตขนาดใหญ่ในโรงพิมพ์
หลักการทำงานของ CMYK: การผสมสีแบบลบ (Subtractive Color)
CMYK ย่อมาจากแม่สีของหมึกพิมพ์ 4 สี ได้แก่ Cyan (สีฟ้า), Magenta (สีม่วงแดง), Yellow (สีเหลือง), และ Key (สีดำ) ระบบนี้ทำงานโดยใช้หลักการ “การผสมสีแบบลบ” หรือ Subtractive Color Model ซึ่งเป็นกระบวนการที่ตรงข้ามกับ RGB อย่างสิ้นเชิง
หลักการนี้อธิบายได้ง่ายๆ ผ่านการพิมพ์บนกระดาษสีขาว กระดาษสีขาวโดยธรรมชาติจะสะท้อนแสงทุกสีกลับเข้าสู่สายตาเรา เมื่อหมึกสีใดสีหนึ่งถูกพิมพ์ลงบนกระดาษ หมึกนั้นจะ “ดูดซับ” หรือ “ลบ” แสงบางสีออกไป และสะท้อนเฉพาะแสงสีที่เหลือกลับมา เช่น หมึกสีเหลืองจะดูดซับแสงสีน้ำเงินและสะท้อนแสงสีแดงกับเขียวออกมา (ซึ่งรวมกันเป็นสีเหลือง) เมื่อผสมหมึก C, M, และ Y เข้าด้วยกันในทางทฤษฎี มันจะดูดซับแสงทั้งหมดและทำให้เกิดเป็น “สีดำ” แต่ในทางปฏิบัติ การผสมหมึกสามสีนี้มักจะได้ผลลัพธ์เป็นสีน้ำตาลเข้มๆ ไม่ใช่สีดำสนิท
บทบาทของสีดำ (Key/K) ในระบบ CMYK
ด้วยเหตุผลที่การผสม C+M+Y ไม่ได้ให้สีดำที่สนิทจริง จึงจำเป็นต้องมีการเพิ่มหมึกสีที่ 4 คือ สีดำ (Key) เข้ามาในระบบ ซึ่งมีประโยชน์หลายประการ:
- ให้ความคมชัด: การใช้หมึกสีดำโดยตรงสำหรับตัวอักษรหรือลายเส้นจะให้ความคมชัดและอ่านง่ายกว่าการใช้สีดำที่เกิดจากการผสมสีอื่น
- ให้สีดำที่สนิท: ให้ผลลัพธ์ของสีดำที่ลึกและทึบกว่า
- ประหยัดต้นทุน: การใช้หมึกดำเพียงสีเดียวประหยัดกว่าการใช้หมึกสามสีผสมกันเพื่อให้ได้สีเข้ม
ค่าสีในระบบ CMYK จะถูกกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ (0-100%) ของปริมาณหมึกแต่ละสีที่จะใช้พิมพ์
การประยุกต์ใช้งานโหมดสี CMYK
โหมดสี CMYK ถูกใช้กับสื่อสิ่งพิมพ์ทุกประเภทที่จับต้องได้:
- สื่อส่งเสริมการขาย: นามบัตร, โบรชัวร์, ใบปลิว, โปสเตอร์, เมนูอาหาร
- บรรจุภัณฑ์: กล่องสินค้า, ฉลาก, สติกเกอร์
- สิ่งพิมพ์อื่นๆ: นิตยสาร, หนังสือ, การ์ดเชิญ, ป้ายโฆษณา
วิเคราะห์สาเหตุหลัก: ทำไมสีงานพิมพ์จึงไม่ตรงกับหน้าจอ
เมื่อทราบแล้วว่า CMYK กับ RGB คืออะไร และมีหลักการทำงานที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจสาเหตุที่ทำให้สีเพี้ยนจะชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถสรุปได้จากความแตกต่างพื้นฐานของทั้งสองระบบ
เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง RGB และ CMYK
| คุณสมบัติ | RGB (Red, Green, Blue) | CMYK (Cyan, Magenta, Yellow, Key) |
|---|---|---|
| หลักการทำงาน | การผสมสีแบบบวก (Additive) – ผสมแสง | การผสมสีแบบลบ (Subtractive) – ผสมหมึก |
| สื่อที่ใช้ | หน้าจอที่มีแสงในตัวเอง (จอคอมพิวเตอร์, มือถือ) | วัสดุที่สะท้อนแสง (กระดาษ, ไวนิล, พลาสติก) |
| ผลลัพธ์เมื่อผสม 100% | สีขาว (White) | สีดำ (Black) |
| ขอบเขตสี (Gamut) | กว้างกว่า สามารถแสดงสีสดใสได้มากกว่า | แคบกว่า โดยเฉพาะสีโทนสว่างและนีออน |
| การใช้งานหลัก | งานดิจิทัล: เว็บไซต์, โซเชียลมีเดีย, วิดีโอ | งานพิมพ์: นามบัตร, โบรชัวร์, บรรจุภัณฑ์ |
ปัจจัยที่ทำให้สีเกิดความผิดเพี้ยน
นอกเหนือจากหลักการทำงานที่ต่างกันแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อความคลาดเคลื่อนของสี:
- ขอบเขตสี (Color Gamut) ที่ไม่เท่ากัน: นี่คือสาเหตุที่สำคัญที่สุด ระบบ RGB มีขอบเขตสีที่กว้างกว่า CMYK อย่างมาก โดยเฉพาะสีที่สดมากๆ เช่น สีเขียวนีออน, สีน้ำเงินสว่าง (Electric Blue), หรือสีส้มสด เมื่อไฟล์งานที่ออกแบบในโหมด RGB ซึ่งใช้สีเหล่านี้ถูกแปลงเป็น CMYK เพื่อการพิมพ์ โปรแกรมจะพยายามหาค่าสีที่ใกล้เคียงที่สุดในขอบเขตของ CMYK ซึ่งมักจะทำให้สีดูหม่นลงหรือเพี้ยนไปจากเดิม
- สื่อกลางในการแสดงผล: หน้าจอคอมพิวเตอร์ “เปล่งแสง” ออกมา ทำให้สีดูสว่างและสดใส ในขณะที่งานพิมพ์ “สะท้อนแสง” จากสภาพแวดล้อมรอบข้างเข้าสู่ตาเรา ทำให้การรับรู้สีแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
- การตั้งค่าหน้าจอ (Monitor Calibration): หน้าจอคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องมีการตั้งค่าความสว่าง, คอนทราสต์, และอุณหภูมิสีที่ไม่เท่ากัน ทำให้สีที่นักออกแบบเห็นบนหน้าจอของตนเอง อาจไม่เหมือนกับสีที่ลูกค้าหรือโรงพิมพ์เห็นบนหน้าจอของพวกเขา
- วัสดุที่ใช้พิมพ์: ชนิดและสีของกระดาษส่งผลอย่างมากต่อผลลัพธ์สุดท้าย การพิมพ์สีเดียวกันบนกระดาษอาร์ตมัน (Coated) จะให้สีที่สดและคมชัดกว่าการพิมพ์บนกระดาษปอนด์ (Uncoated) ที่มีคุณสมบัติดูดซับหมึกมากกว่า
แนวทางปฏิบัติเพื่อลดปัญหาสีเพี้ยนในงานพิมพ์
แม้ว่าความแตกต่างของสีระหว่างหน้าจอกับงานพิมพ์จะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ 100% แต่เราสามารถลดความคลาดเคลื่อนให้น้อยที่สุดได้ด้วยแนวทางปฏิบัติดังต่อไปนี้
เริ่มต้นให้ถูกต้อง: ตั้งค่าไฟล์เป็น CMYK เสมอ
สำหรับงานที่ตั้งใจจะนำไปพิมพ์ ควรตั้งค่า Color Mode ของไฟล์ในโปรแกรมออกแบบ (เช่น Adobe Illustrator, Photoshop) เป็น CMYK ตั้งแต่ขั้นตอนการสร้างไฟล์ใหม่เสมอ การทำเช่นนี้จะช่วยให้คุณทำงานอยู่ภายใต้ขอบเขตสีของงานพิมพ์ตั้งแต่แรก ทำให้สีที่เลือกใช้เป็นสีที่สามารถพิมพ์ออกมาได้จริง ลดความประหลาดใจเมื่อเห็นชิ้นงานพิมพ์จริง
การแปลงไฟล์จาก RGB เป็น CMYK อย่างมีประสิทธิภาพ
ในกรณีที่ได้รับไฟล์มาเป็นโหมด RGB (เช่น โลโก้หรือรูปภาพ) ควรทำการแปลงเป็น CMYK ด้วยตนเองในโปรแกรมออกแบบก่อนส่งให้โรงพิมพ์ โปรแกรมส่วนใหญ่จะมีฟังก์ชัน “Soft Proofing” ที่ช่วยจำลองการแสดงผลของสี CMYK บนหน้าจอ ทำให้คุณเห็นภาพคร่าวๆ ว่าสีจะเปลี่ยนไปอย่างไรหลังการแปลง และสามารถปรับแก้สีให้ใกล้เคียงกับที่ต้องการได้มากที่สุดก่อนการพิมพ์
การส่งไฟล์ RGB ให้โรงพิมพ์โดยตรงเป็นความเสี่ยงสูง เนื่องจากเครื่องพิมพ์จะทำการแปลงสีโดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจให้ผลลัพธ์ที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง การควบคุมการแปลงไฟล์ด้วยตนเองจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
การเลือกใช้สีดำให้เหมาะสมกับงานพิมพ์
ในระบบ CMYK มีสีดำอยู่ 2 ประเภทหลักที่ควรรู้จัก:
- Standard Black (100% K): คือการใช้หมึกสีดำ (K) 100% เพียงอย่างเดียว เหมาะสำหรับตัวอักษรขนาดเล็กและลายเส้น เพราะให้ความคมชัดสูงสุดและป้องกันปัญหาการพิมพ์เหลื่อม
- Rich Black: คือสีดำที่เกิดจากการผสมหมึกสีอื่นเข้าไปกับหมึกสีดำ เช่น C=60, M=40, Y=40, K=100 ทำให้ได้สีดำที่ดูลึกและทึบกว่า เหมาะสำหรับพื้นหลังสีดำหรือพื้นที่สีดำขนาดใหญ่ แต่ไม่เหมาะกับตัวอักษรเล็กๆ เพราะอาจทำให้ขอบไม่คมชัด
การเลือกใช้วัสดุและปรึกษาโรงพิมพ์
การสื่อสารกับโรงพิมพ์เป็นสิ่งสำคัญ ควรสอบถามเกี่ยวกับโปรไฟล์สี (Color Profile) ที่โรงพิมพ์ใช้ และขอคำแนะนำเกี่ยวกับวัสดุที่เหมาะสมกับงานออกแบบของคุณ โรงพิมพ์ที่มีประสบการณ์สามารถให้คำปรึกษาที่มีค่าเพื่อให้ได้ผลลัพธ์งานพิมพ์ที่ดีที่สุด
บทสรุป: เลือกโหมดสีให้ถูกประเภทเพื่องานออกแบบที่สมบูรณ์แบบ
โดยสรุปแล้ว คำตอบของคำถามที่ว่า “CMYK กับ RGB คืออะไร?” นั้นอยู่ที่ความเข้าใจในธรรมชาติของสื่อที่แตกต่างกัน: RGB คือภาษาของแสงสำหรับหน้าจอดิจิทัล ในขณะที่ CMYK คือภาษาของหมึกสำหรับโลกแห่งการพิมพ์ การตระหนักถึงความแตกต่างนี้และเลือกใช้โหมดสีให้ถูกต้องกับวัตถุประสงค์ของงานตั้งแต่เริ่มต้น คือหัวใจสำคัญของการสร้างสรรค์ผลงานออกแบบที่มีคุณภาพและสีสันที่แม่นยำ การเตรียมไฟล์งานอย่างถูกต้องไม่เพียงแต่ช่วยลดปัญหาสีเพี้ยน แต่ยังช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ทำให้กระบวนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์เป็นไปอย่างราบรื่นและได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านงานพิมพ์เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
สำหรับผู้ประกอบการหรือนักออกแบบที่ต้องการความมั่นใจในทุกขั้นตอนการผลิต GIANT PRINT คือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่พร้อมให้บริการด้วยความเชี่ยวชาญ เรามีบริการออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ฉลากสินค้า, สติกเกอร์, สกรีนแก้วกาแฟ, นามบัตร, บัตรสะสมแต้ม, เมนูอาหาร, โบรชัวร์, การ์ดแต่งงาน และอื่นๆ อีกมากมาย
ด้วยเครื่องพิมพ์มาตรฐานระดับอุตสาหกรรมและวัสดุคุณภาพสูง ทีมงานมืออาชีพของเราพร้อมให้คำแนะนำในการตั้งค่าไฟล์สี CMYK เพื่อให้ผลงานพิมพ์ของคุณมีสีสันที่สดใส คมชัด และตรงตามอัตลักษณ์ของแบรนด์มากที่สุด หมดกังวลเรื่องปัญหาสีเพี้ยน
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม
สามารถติดต่อเราผ่านช่องทางต่างๆ ได้ที่:
FACEBOOK PAGE: GiantprintMedia
LINE: @282iufnx
TIKTOK: @giantprint_official
Website: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
โทรศัพท์: 082-2262660
อีเมล: [email protected]
