วิธีเลือกเนื้อสติ๊กเกอร์ฉลากสินค้า ให้ทนทานตอบโจทย์ SME
- สรุปประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ
- เหตุผลที่การเลือกเนื้อสติ๊กเกอร์คือหัวใจของฉลากสินค้า
- 5 ปัจจัยหลักที่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจเลือก
- เจาะลึกวัสดุสติ๊กเกอร์แต่ละประเภท: เลือกอย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ
- ตารางเปรียบเทียบ: สรุปจุดเด่นและข้อแนะนำสำหรับ SME
- สูตรลัดตัดสินใจ: เลือกเนื้อสติ๊กเกอร์ฉบับเร่งด่วน
- พื้นผิวสติ๊กเกอร์: ปัจจัยเล็กๆ ที่สร้างความแตกต่าง
- บทสรุปและการเลือกโรงพิมพ์ที่เหมาะสม
การเรียนรู้วิธีเลือกเนื้อสติ๊กเกอร์ฉลากสินค้า ให้ทนทานตอบโจทย์ SME เป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการ เพราะฉลากสินค้าไม่ใช่เป็นเพียงป้ายบอกชื่อ แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค การเลือกวัสดุที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้ฉลากหลุดลอก สีซีดจาง หรือเสียหายจากความชื้นและความร้อน ซึ่งส่งผลเสียต่อแบรนด์ในระยะยาว
สรุปประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ

- ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเลือกเนื้อสติ๊กเกอร์คือ สภาพแวดล้อมการใช้งานจริง เช่น การสัมผัสน้ำ ความชื้น การแช่เย็น หรือการโดนความร้อนและแสงแดด
- สติ๊กเกอร์ PP คือตัวเลือกมาตรฐานที่เหมาะกับสินค้าส่วนใหญ่ที่ต้องการคุณสมบัติกันน้ำและทนทาน เช่น เครื่องดื่ม อาหารแช่เย็น และเครื่องสำอาง
- สำหรับสินค้าที่ต้องการความทนทานสูงต่อสภาพอากาศกลางแจ้งหรือความชื้นมาก สติ๊กเกอร์ PVC เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด
- หากต้องการควบคุมต้นทุนสำหรับสินค้าแห้งที่ไม่ต้องสัมผัสน้ำ สติ๊กเกอร์กระดาษ ยังคงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า
- บรรจุภัณฑ์ที่มีความยืดหยุ่นหรือต้องถูกบีบเป็นประจำ เช่น หลอดครีม ควรเลือกใช้ สติ๊กเกอร์ PE ที่มีความยืดหยุ่นสูงเพื่อป้องกันการหลุดลอก
เหตุผลที่การเลือกเนื้อสติ๊กเกอร์คือหัวใจของฉลากสินค้า
ฉลากสินค้าเปรียบเสมือน “หน้าตา” ของผลิตภัณฑ์ เป็นสิ่งแรกที่ลูกค้ามองเห็นและสัมผัส ฉลากที่ออกแบบสวยงามแต่ใช้วัสดุผิดประเภท อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ในภายหลัง ตัวอย่างเช่น ฉลากเครื่องดื่มที่ใช้สติ๊กเกอร์กระดาษ เมื่อนำไปแช่ในถังน้ำแข็ง กระดาษจะเปื่อยยุ่ยและหลุดลอก ทำให้สินค้าดูไม่น่าเชื่อถือและสูญเสียโอกาสในการขายไปในที่สุด ในทางกลับกัน การเลือกใช้วัสดุที่ทนทานและเหมาะสมกับสภาวะการใช้งาน จะช่วยรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์ไว้ได้ตลอดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่บนชั้นวางสินค้าไปจนถึงในมือของผู้บริโภค
สำหรับผู้ประกอบการ SME ซึ่งมักมีงบประมาณที่จำกัด การเลือกวัสดุที่ถูกต้องตั้งแต่แรกจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ช่วยลดต้นทุนความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการต้องผลิตฉลากใหม่ และสร้างความมั่นใจว่าสินค้าจะดูดีที่สุดเสมอในทุกสถานการณ์ การทำความเข้าใจคุณสมบัติของเนื้อสติ๊กเกอร์แต่ละชนิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่อาจละเลยได้
5 ปัจจัยหลักที่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจเลือก
ก่อนจะตัดสินใจเลือกเนื้อสติ๊กเกอร์ชนิดใดชนิดหนึ่ง ควรเริ่มต้นจากการตอบคำถามสำคัญ 5 ข้อนี้ เพื่อให้ได้ฉลากที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงและสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์มากที่สุด
สภาพแวดล้อมและการใช้งานจริง
นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด สินค้าของคุณจะถูกนำไปใช้งานในสภาพแวดล้อมแบบใด? ต้องเผชิญกับเงื่อนไขต่อไปนี้หรือไม่:
- น้ำและความชื้น: สินค้าต้องแช่น้ำ แช่เย็น หรืออยู่ในห้องน้ำหรือไม่? เช่น ขวดเครื่องดื่ม, เจลอาบน้ำ, อาหารแช่แข็ง
- ความร้อน: บรรจุภัณฑ์ต้องสัมผัสกับความร้อนสูงหรือไม่? เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, ภาชนะบรรจุอาหารที่ต้องอุ่นร้อน
- แสงแดดและรังสียูวี: สินค้าต้องวางจำหน่ายกลางแจ้งหรือสัมผัสกับแสงแดดโดยตรงเป็นเวลานานหรือไม่? เช่น อุปกรณ์ทำสวน, สินค้าที่วางขายตามตลาดนัด
- สารเคมีหรือน้ำมัน: ฉลากมีโอกาสสัมผัสกับน้ำมันหรือสารเคมีหรือไม่? เช่น ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์, น้ำมันนวด
ลักษณะพื้นผิวของบรรจุภัณฑ์
พื้นผิวที่ติดฉลากมีผลอย่างมากต่อการยึดเกาะของสติ๊กเกอร์ ควรพิจารณาว่าบรรจุภัณฑ์มีลักษณะอย่างไร:
- ผิวเรียบ: เช่น ขวดแก้ว, กล่องกระดาษแข็ง, กระปุกพลาสติกเรียบ
- ผิวโค้งมน: เช่น ขวดทรงกลม, หลอดลิปสติก
- ผิวที่ต้องบีบหรือยืดหยุ่น: เช่น หลอดครีม, ขวดแชมพูแบบบีบ, ซองบรรจุของเหลว
บรรจุภัณฑ์ที่ต้องบีบหรืองอตัวบ่อยครั้งต้องการสติ๊กเกอร์ที่มีความยืดหยุ่นสูง เพื่อป้องกันการเด้งหรือหลุดลอกบริเวณขอบ
ภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ต้องการสื่อสาร
เนื้อสติ๊กเกอร์และพื้นผิวสามารถสะท้อนตัวตนของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี:
- พรีเมียมและหรูหรา: อาจเลือกใช้สติ๊กเกอร์ฟอยล์สีเงิน/สีทอง, สติ๊กเกอร์ใสพิมพ์หมึกขาว, หรือสติ๊กเกอร์เนื้อด้าน (Matte)
- รักษ์โลกและเป็นธรรมชาติ: สติ๊กเกอร์กระดาษคราฟต์เป็นตัวเลือกที่สื่อถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ชัดเจน
- สดใสและทันสมัย: สติ๊กเกอร์เนื้อเงา (Glossy) ช่วยขับสีสันให้ดูสดและโดดเด่น
- เรียบง่ายและมินิมอล: สติ๊กเกอร์เนื้อด้านหรือสติ๊กเกอร์ใสจะช่วยสร้างลุคที่สะอาดตา
ความทนทานระหว่างการขนส่งและจัดเก็บ
พิจารณาว่าสินค้าต้องผ่านกระบวนการขนส่งที่อาจเกิดการเสียดสีหรือขีดข่วนหรือไม่ ฉลากที่ทนทานต่อการขีดข่วนจะช่วยให้สินค้าถึงมือลูกค้าในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด วัสดุประเภทฟิล์มพลาสติก เช่น PP และ PVC มักมีความทนทานต่อการขีดข่วนได้ดีกว่าสติ๊กเกอร์กระดาษ
ชนิดของกาวที่เหมาะสม
แม้จะเลือกเนื้อสติ๊กเกอร์ได้ถูกต้อง แต่หากใช้กาวผิดประเภทก็อาจเกิดปัญหาได้เช่นกัน โรงพิมพ์สติ๊กเกอร์มืออาชีพจะมีกาวหลายชนิดให้เลือก เช่น กาวสำหรับงานแช่เย็นโดยเฉพาะ ซึ่งจะยังคงคุณสมบัติการยึดเกาะได้ดีแม้ในอุณหภูมิต่ำและความชื้นสูง หรือกาวสำหรับติดบนพื้นผิวโค้งมนที่ต้องการแรงยึดเกาะสูงเป็นพิเศษ การปรึกษาโรงพิมพ์เกี่ยวกับชนิดของกาวจึงเป็นอีกขั้นตอนที่ไม่ควรมองข้าม
เจาะลึกวัสดุสติ๊กเกอร์แต่ละประเภท: เลือกอย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ
การทำความเข้าใจคุณสมบัติเด่นของวัสดุแต่ละชนิดจะช่วยให้การตัดสินใจง่ายและแม่นยำยิ่งขึ้น
สติ๊กเกอร์กระดาษ (Paper Sticker)
เป็นวัสดุพื้นฐานที่มีต้นทุนต่ำที่สุด พิมพ์สีสันได้สวยงามคมชัด เหมาะสำหรับสินค้าที่ไม่ต้องสัมผัสน้ำหรือความชื้น มีให้เลือกทั้งแบบผิวมัน, ผิวด้าน และกึ่งมันกึ่งด้าน
- จุดเด่น: ราคาถูก, พิมพ์ง่าย, มีพื้นผิวให้เลือกหลากหลาย
- ข้อจำกัด: ไม่กันน้ำ, ฉีกขาดง่าย, ไม่ทนทานต่อการขีดข่วน
- เหมาะกับธุรกิจ SME แบบไหน: สินค้าแห้ง, ขนมเบเกอรี่, ของฝาก, สินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่ต้องแช่เย็น, ฉลากบาร์โค้ด หรือสติ๊กเกอร์ที่ใช้งานชั่วคราวภายในอาคาร
สติ๊กเกอร์ PP (Polypropylene)
เป็นวัสดุที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่ม SME เนื่องจากมีคุณสมบัติที่สมดุลระหว่างราคาและความทนทาน เป็นพลาสติกชนิดหนึ่งที่ทนทานต่อความชื้นและความร้อนได้ดีในระดับหนึ่ง (ประมาณ 90 องศาเซลเซียส) เนื้อฟิล์มมีความเรียบเนียน พิมพ์งานออกมาได้สวยงาม และที่สำคัญคือกันน้ำได้ 100%
- จุดเด่น: กันน้ำ 100%, ทนความชื้น, ฉีกไม่ขาด, ทนความร้อนได้ดี, ราคาไม่สูงเกินไป
- ข้อจำกัด: มีความยืดหยุ่นน้อยกว่า PE และ PVC
- เหมาะกับธุรกิจ SME แบบไหน: สินค้าที่ต้องแช่เย็นหรือสัมผัสน้ำ เช่น ขวดเครื่องดื่ม, แก้วกาแฟ, อาหารแช่เย็น, เครื่องสำอาง, ผลิตภัณฑ์ในห้องน้ำ (แชมพู, สบู่เหลว), สินค้าที่ต้องการภาพลักษณ์ที่ดูดีและทนทาน
สติ๊กเกอร์ PVC (Polyvinyl Chloride)
ขึ้นชื่อเรื่องความทนทานสูงที่สุดในบรรดาสติ๊กเกอร์ทั่วไป เป็นพลาสติกที่มีความยืดหยุ่น ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย ทั้งความร้อน แสงแดด และความชื้นได้ดีเยี่ยม ทำให้เหมาะกับงานที่ต้องการความทนทานเป็นพิเศษหรืองานที่ติดตั้งภายนอกอาคาร
- จุดเด่น: ทนทานสูงมาก, กันน้ำ, ทนแดดทนฝน, ทนต่อสารเคมีได้ดี, มีความยืดหยุ่นสูง
- ข้อจำกัด: ราคาสูงกว่า PP และกระดาษ, อาจมีประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในบางประเภท
- เหมาะกับธุรกิจ SME แบบไหน: สินค้าที่ต้องใช้งานกลางแจ้ง, ฉลากติดรถยนต์, อุปกรณ์เครื่องมือช่าง, สินค้าที่ต้องสัมผัสกับความชื้นหรือสารเคมีบ่อยครั้ง, ฉลากรับประกันสินค้าที่ต้องการความคงทนยาวนาน
สติ๊กเกอร์ PET (Polyethylene Terephthalate)
เป็นวัสดุเกรดอุตสาหกรรม มีจุดเด่นที่สุดในเรื่องการทนความร้อนสูง (อาจสูงถึง 120-150 องศาเซลเซียส) และทนต่อสารเคมีได้ดีเยี่ยม เนื้อฟิล์มมีความใสและแข็งแรงมาก
- จุดเด่น: ทนความร้อนสูงมาก, กันน้ำ, ทนต่อสารเคมีและการขูดขีดได้ดีเยี่ยม
- ข้อจำกัด: ราคาสูง, มีความยืดหยุ่นน้อย
- เหมาะกับธุรกิจ SME แบบไหน: สินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรม, ฉลากติดเครื่องใช้ไฟฟ้า, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, อุปกรณ์เครื่องจักร, สินค้าที่ต้องผ่านกระบวนการที่ใช้ความร้อนสูง
สติ๊กเกอร์ PE (Polyethylene)
วัสดุชนิดนี้มีคุณสมบัติพิเศษคือความนิ่มและความยืดหยุ่นสูง ทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับติดบนบรรจุภัณฑ์ที่ต้องมีการบีบหรืองอตัวเป็นประจำ เนื้อฟิล์มจะยืดหยุ่นไปตามรูปทรงของบรรจุภัณฑ์โดยไม่เกิดรอยย่นหรือหลุดลอก
- จุดเด่น: ยืดหยุ่นสูงมาก, ทนทาน, เหมาะกับพื้นผิวที่ต้องบีบหรือโค้งงอ
- ข้อจำกัด: อาจไม่เหมาะกับงานพิมพ์ที่ต้องการความคมชัดสูงสุดเท่า PET
- เหมาะกับธุรกิจ SME แบบไหน: หลอดครีม, โลชั่น, โฟมล้างหน้า, ขวดแชมพูชนิดนิ่ม, ซองบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนตัว (Flexible Packaging)
สติ๊กเกอร์ชนิดพิเศษเพื่อสร้างความแตกต่าง
นอกเหนือจากวัสดุหลักแล้ว ยังมีสติ๊กเกอร์ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างภาพลักษณ์โดยเฉพาะ เช่น:
- สติ๊กเกอร์ใส: เหมาะสำหรับโชว์เนื้อผลิตภัณฑ์ภายใน เช่น ขวดเครื่องดื่ม, ขวดน้ำหอม ทำให้ดูสะอาดตาและพรีเมียม
- สติ๊กเกอร์ฟอยล์: มีสีเงินหรือสีทองเงา/ด้าน สร้างความรู้สึกหรูหรา ดึงดูดสายตา เหมาะกับสินค้าพรีเมียม
- สติ๊กเกอร์กระดาษคราฟต์: ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ, ออร์แกนิก, หรือแนววินเทจ เหมาะกับสินค้าแฮนด์เมดหรือสินค้าเพื่อสุขภาพ
ตารางเปรียบเทียบ: สรุปจุดเด่นและข้อแนะนำสำหรับ SME
| เนื้อสติ๊กเกอร์ | จุดเด่น | เหมาะกับ SME แบบไหน |
|---|---|---|
| กระดาษ (Paper) | ต้นทุนต่ำ พิมพ์ง่าย เหมาะกับงานทั่วไปที่ไม่ต้องสัมผัสน้ำ | ขนมแห้ง, ของฝาก, สินค้าที่บรรจุและใช้งานในที่ร่ม, ฉลากข้อมูลสินค้า |
| PP (Polypropylene) | กันน้ำได้ 100% ทนความชื้น เหมาะกับงานแช่เย็นและสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป | เครื่องดื่ม, อาหารแช่เย็น, เครื่องสำอาง, ผลิตภัณฑ์ในห้องน้ำ, สินค้าส่วนใหญ่ของ SME |
| PVC (Polyvinyl Chloride) | กันน้ำ ทนแดด ทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดีที่สุด เหมาะกับงานกลางแจ้ง | ฉลากที่ต้องโดนน้ำบ่อย, สินค้าที่ใช้งานนอกอาคาร, อุปกรณ์ติดรถยนต์, เครื่องมือช่าง |
| PET (Polyethylene Terephthalate) | ทนความร้อนสูงมาก กันน้ำ และทนสารเคมีได้ดีเยี่ยม | เครื่องใช้ไฟฟ้า, เครื่องจักร, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, สินค้าอุตสาหกรรมเฉพาะทาง |
| PE (Polyethylene) | มีความนิ่มและยืดหยุ่นสูง เหมาะกับบรรจุภัณฑ์ที่ต้องบีบหรือโค้งงอ | หลอดบีบ (ครีม, โลชั่น), ซองของเหลว, บรรจุภัณฑ์ที่มีความอ่อนตัว |
| ฟอยล์ / ใส / ด้าน | ใช้เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่แตกต่างและพรีเมียมให้กับแบรนด์ | สินค้ากลุ่มพรีเมียม, เครื่องสำอาง, น้ำหอม, หรือแบรนด์ที่เน้นดีไซน์เป็นพิเศษ |
สูตรลัดตัดสินใจ: เลือกเนื้อสติ๊กเกอร์ฉบับเร่งด่วน
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการแนวทางการตัดสินใจที่รวดเร็ว สามารถใช้เกณฑ์การพิจารณาแบบง่ายๆ ดังนี้:
- สินค้าต้องโดนน้ำหรือแช่เย็น → เลือกใช้ สติ๊กเกอร์ PP
- สินค้าต้องทนความร้อนสูง → เลือกใช้ สติ๊กเกอร์ PET
- สินค้าต้องถูกบีบหรือติดบนผิวโค้งงอมาก → เลือกใช้ สติ๊กเกอร์ PE
- เป็นสินค้าทั่วไป ใช้งานในที่ร่ม และต้องการคุมงบประมาณ → เลือกใช้ สติ๊กเกอร์กระดาษ
- สินค้าต้องทนทานต่อสภาพแวดล้อมหนักหรือใช้งานกลางแจ้ง → เลือกใช้ สติ๊กเกอร์ PVC
พื้นผิวสติ๊กเกอร์: ปัจจัยเล็กๆ ที่สร้างความแตกต่าง
นอกจากการเลือกชนิดของวัสดุแล้ว การเลือกพื้นผิว (Finishing) ของสติ๊กเกอร์ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะส่งผลโดยตรงต่อรูปลักษณ์และความรู้สึกเมื่อสัมผัส
- ผิวเงา (Glossy): เป็นการเคลือบที่ทำให้สติ๊กเกอร์มีความมันวาว ช่วยขับสีสันของงานพิมพ์ให้ดูสดใสและโดดเด่นสะดุดตามากขึ้น เหมาะกับแบรนด์ที่ต้องการความสดใส มีชีวิตชีวา และยังช่วยป้องกันรอยขีดข่วนได้ในระดับหนึ่ง
- ผิวด้าน (Matte): เป็นการเคลือบที่ให้สัมผัสเรียบเนียน ไม่สะท้อนแสง ทำให้ภาพลักษณ์ของสินค้าดูเรียบหรู สุขุม และมินิมอล เหมาะกับแบรนด์ที่ต้องการสร้างความรู้สึกพรีเมียมหรือเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังช่วยลดการเกิดรอยนิ้วมือบนฉลากได้ดี
การเลือกพื้นผิวจึงควรสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ต้องการนำเสนอ แบรนด์ที่เน้นความพรีเมียมมักนิยมใช้สติ๊กเกอร์ PP ด้าน, สติ๊กเกอร์ฟอยล์ หรือสติ๊กเกอร์ใส ในขณะที่แบรนด์ที่ต้องการความคุ้มค่าและใช้งานทั่วไป สติ๊กเกอร์กระดาษยังคงเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ได้ดี
บทสรุปและการเลือกโรงพิมพ์ที่เหมาะสม
การเลือกเนื้อสติ๊กเกอร์ที่เหมาะสมสำหรับฉลากสินค้า SME ไม่ใช่เรื่องของการเลือกสิ่งที่สวยงามที่สุด แต่เป็นการเลือกสิ่งที่ “เหมาะสม” ที่สุดกับสภาพการใช้งานจริง พื้นผิวบรรจุภัณฑ์ และภาพลักษณ์ของแบรนด์ การลงทุนเวลาเพื่อทำความเข้าใจคุณสมบัติของวัสดุแต่ละชนิด จะช่วยให้ได้ฉลากที่ทนทาน สวยงาม และช่วยส่งเสริมการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมหรือมองหาโรงพิมพ์ที่เชี่ยวชาญด้านการพิมพ์ฉลากสินค้าและสติ๊กเกอร์โดยเฉพาะ GIANT PRINT คือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่พร้อมให้บริการ ด้วยทีมงานมืออาชีพที่สามารถให้คำปรึกษาในการเลือกวัสดุ ชนิดกาว และการออกแบบที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ พร้อมด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ที่ทันสมัย ให้สีสันสดใสคมชัด และงานไดคัทที่แม่นยำ เพื่อให้ฉลากสินค้าของคุณโดดเด่นและทนทานที่สุด
บริการของเราครอบคลุม:
- การพิมพ์ฉลากสินค้าและสติ๊กเกอร์ทุกรูปแบบ
- สกรีนแก้วกาแฟ, นามบัตร, บัตรสะสมแต้ม
- เมนูอาหาร, โบรชัวร์, การ์ดเชิญ และสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่:
- FACEBOOK PAGE
- LINE
- TIKTOK
- เว็บไซต์: giantprint.co.th
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
อีเมล: [email protected]
