ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์: กฎใหม่ SME ต้องรู้ก่อนพิมพ์ปี 2027
การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมกำลังจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับข้อบังคับใหม่ที่เกี่ยวข้องกับ ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์: กฎใหม่ SME ต้องรู้ก่อนพิมพ์ปี 2027 ซึ่งกำหนดให้สินค้าที่ผลิตในประเทศทั้งหมดต้องได้รับการรับรองและติดฉลากแสดงข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในสิ้นปี 2027 กฎเกณฑ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นมาตรการภายในประเทศ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการตอบสนองต่อแรงกดดันทางการค้าและมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับโลก
ภาพรวมสำคัญของกฎระเบียบฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์

- ภายในสิ้นปี 2027 สินค้าที่ผลิตในประเทศไทย 100% จะต้องผ่านการรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product – CFP)
- กฎระเบียบนี้ถูกผลักดันจากแรงกดดันทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2026
- ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดได้ อาจมีความเสี่ยงในการสูญเสียโอกาสการส่งออก หรือต้องเผชิญกับภาระภาษีคาร์บอนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- การประเมินและรับรองฉลากดำเนินการโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ซึ่งมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไปตามความซับซ้อนของแต่ละผลิตภัณฑ์
- การเตรียมความพร้อมโดยเริ่มจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจน เป็นกลยุทธ์สำคัญสำหรับ SME
ทำความเข้าใจกฎระเบียบใหม่: ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์คืออะไรและสำคัญอย่างไร
กฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับ ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทยให้สอดคล้องกับทิศทางของโลกที่มุ่งเน้นความยั่งยืน การทำความเข้าใจในนิยาม ความสำคัญ และขอบเขตของผู้ที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการทุกคน
นิยามของฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์
ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product – CFP) คือฉลากที่แสดงข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่เกิดขึ้นตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ซึ่งครอบคลุมทุกขั้นตอนตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ, กระบวนการผลิต, การขนส่ง, การใช้งานโดยผู้บริโภค, ไปจนถึงการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน ข้อมูลบนฉลากจะถูกแสดงในหน่วยของกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2eq) เพื่อให้ผู้บริโภคและคู่ค้าสามารถเปรียบเทียบและตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าได้
เหตุผลและความสำคัญของการบังคับใช้
การบังคับใช้ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล แต่เป็นผลสืบเนื่องจากแรงกดดันของประชาคมโลกที่ให้ความสำคัญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดคือ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism – CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ในปี 2026 มาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าที่มาจากประเทศที่ไม่มีนโยบายควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เข้มงวดเทียบเท่ากับ EU โดยสินค้าที่ไม่มีเอกสารรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์อาจต้องชำระภาษีคาร์บอนเพิ่มเติม ดังนั้น การที่ประเทศไทยนำระบบ CFP มาใช้อย่างเต็มรูปแบบจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก และแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
ใครคือผู้ที่ต้องปฏิบัติตาม
กฎระเบียบนี้มีผลบังคับใช้กับผู้ผลิตสินค้าทุกรายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก หรือเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้กับบริษัทข้ามชาติ ยิ่งต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากคู่ค้าในต่างประเทศมักกำหนดให้การรับรองด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในเงื่อนไขทางการค้า การไม่ปฏิบัติตามอาจหมายถึงการสูญเสียลูกค้ารายใหญ่และโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว
เส้นตายและข้อกำหนดที่ผู้ประกอบการ SME ต้องทราบ
การเตรียมความพร้อมต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจกรอบเวลาที่ชัดเจนและข้อกำหนดต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถวางแผนและดำเนินการได้อย่างถูกต้องทันท่วงที
กำหนดเวลาสำคัญ: สิ้นปี 2027
ผู้ประกอบการ SME จะต้องได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP) สำหรับสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยครบ 100% ภายในสิ้นปี 2027
นี่คือเส้นตายที่ชัดเจนและเป็นเป้าหมายที่ทุกธุรกิจต้องไปให้ถึง การดำเนินการประเมินและขอการรับรองต้องใช้เวลา ดังนั้นการเริ่มต้นเตรียมการตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความล่าช้าที่อาจส่งผลกระทบต่อการวางจำหน่ายสินค้า
กระบวนการและมาตรฐานการรับรอง
หน่วยงานที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการและให้การรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในประเทศไทยคือ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (Thailand Greenhouse Gas Management Organization – TGO) กระบวนการประเมินจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากลและข้อกำหนดประเภทผลิตภัณฑ์ (Product Category Rules – PCR) ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์เฉพาะสำหรับสินค้าแต่ละประเภทที่แตกต่างกันไป เพื่อให้การคำนวณมีความถูกต้องและเป็นธรรม เมื่อผ่านการประเมินและได้รับการรับรองแล้ว ฉลากดังกล่าวจะมีอายุการใช้งาน 3 ปี
ค่าใช้จ่ายในการประเมินและรับรอง
ค่าใช้จ่ายในการประเมินจะแตกต่างกันไปตามระดับความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต ซึ่ง อบก. ได้แบ่งประเภทไว้ดังนี้:
| ประเภทการประเมิน | ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ (บาท) |
|---|---|
| CPF-01 | 50,000 – 100,000 |
| CPF-02 | 100,000 – 150,000 |
| CPF-03 ถึง CPF-04 | 150,000 – 200,000 |
| CPF-05 | 150,000 – 500,000 |
ผลกระทบต่อธุรกิจไทยและโอกาสในตลาดโลก
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงมิติของข้อบังคับ แต่ยังแฝงไว้ด้วยความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจที่ผู้ประกอบการต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
ความท้าทายจากมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป
มาตรการ CBAM นับเป็นความท้าทายที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ส่งออกไทย หลักการของ CBAM คือการกำหนดราคาคาร์บอนสำหรับสินค้าที่นำเข้าไปยัง EU ให้เทียบเท่ากับราคาสินค้าที่ผลิตภายใน EU เอง ซึ่งหมายความว่าหากสินค้าจากประเทศไทยไม่มีข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ผู้นำเข้าใน EU อาจต้องเป็นผู้รับภาระในการซื้อใบรับรอง CBAM เพื่อชดเชย ซึ่งจะทำให้ต้นทุนของสินค้าไทยสูงขึ้นและแข่งขันได้ยากลำบากในที่สุด ดังนั้น การมีฉลาก CFP ที่ได้รับการยอมรับจึงเปรียบเสมือน “ใบเบิกทาง” ที่จำเป็นสำหรับการส่งออกไปยังตลาดยุโรปในอนาคต
โอกาสทางการค้าสำหรับธุรกิจที่ปรับตัว
ในทางกลับกัน ธุรกิจที่ปรับตัวและนำระบบ CFP มาใช้ได้อย่างรวดเร็ว จะสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างมาก ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ไม่ได้เป็นเพียงข้อบังคับ แต่ยังเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง สามารถใช้สื่อสารกับผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อและมีจำนวนเพิ่มขึ้นทั่วโลก นอกจากนี้ การมีข้อมูล CFP ที่ชัดเจนยังทำให้ธุรกิจไทยเป็นที่น่าสนใจสำหรับบริษัทข้ามชาติที่ต้องการคู่ค้าที่มีมาตรฐานด้านความยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร
ตัวอย่างความเคลื่อนไหวในภาคธุรกิจไทย
ปัจจุบัน มีบริษัทชั้นนำในประเทศไทยหลายแห่งที่เริ่มดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้ว ตัวอย่างเช่น บริษัท SCGP ซึ่งเป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจร ได้ทำการรับรอง CFP ให้กับผลิตภัณฑ์ของตนเองไปแล้วกว่า 128 รายการ (ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2021) และยังได้พัฒนาฉลากแสดงข้อมูล CFP บนบรรจุภัณฑ์ของตนเองโดยเฉพาะ นอกจากนี้ บริษัทยังได้ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ภายในปี 2040 และการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นลบ (Carbon Negative) ภายในปี 2050 ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าทิศทางของอุตสาหกรรมกำลังมุ่งไปสู่ความยั่งยืนอย่างเต็มรูปแบบ
แนวทางปฏิบัติสำหรับ SME เพื่อเตรียมความพร้อม
สำหรับผู้ประกอบการ SME การเริ่มต้นเตรียมความพร้อมสามารถทำได้ผ่านขั้นตอนที่เป็นรูปธรรม เพื่อลดผลกระทบและสร้างความได้เปรียบในระยะยาว
ขั้นตอนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
กลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์คือการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต ซึ่งสามารถทำได้หลากหลายวิธี เช่น การเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์เครื่องจักรที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น, การปรับปรุงระบบแสงสว่างเป็นแบบ LED, การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบทำความเย็นและระบบอัดอากาศ นอกจากนี้ การลงทุนในการติดตั้งพลังงานหมุนเวียน เช่น แผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา (Rooftop Solar) ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะยาวอีกด้วย
การตั้งเป้าหมายและติดตามผล
ผู้ประกอบการควรเริ่มต้นด้วยการตั้งเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน เช่น การมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และควรมีการติดตามความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอ เครื่องมือหนึ่งที่ภาครัฐให้การสนับสนุนคือ การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับองค์กร (Carbon Footprint for Organisation – CFO) ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจเห็นภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของทั้งองค์กร และสามารถระบุจุดที่ต้องปรับปรุงก่อนที่จะลงลึกไปถึงระดับผลิตภัณฑ์ (CFP) ได้
การสนับสนุนจากภาครัฐ
ภาครัฐได้มีกลไกสนับสนุนต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งรวมถึงโครงการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรม และระบบตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Market) ที่เปิดโอกาสให้องค์กรสามารถซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนที่ไม่สามารถลดได้ ผู้ประกอบการควรติดตามข่าวสารและใช้ประโยชน์จากโครงการเหล่านี้เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเร่งกระบวนการปรับตัว
สรุปและแนวทางการออกแบบ-พิมพ์ฉลากให้ถูกต้องตามมาตรฐาน
กฎระเบียบว่าด้วย ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ที่จะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในปี 2027 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตของไทย การปฏิบัติตามข้อกำหนดไม่เพียงแต่เป็นความจำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงอุปสรรคทางการค้า โดยเฉพาะจากมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างความสามารถในการแข่งขันและยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก ผู้ประกอบการ SME ควรเร่งศึกษาและเตรียมความพร้อมตั้งแต่บัดนี้ ทั้งในด้านการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการเข้าสู่กระบวนการประเมินเพื่อขอรับการรับรอง
หลังจากที่ได้รับข้อมูลและการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือการนำข้อมูลดังกล่าวมาแสดงผลบนบรรจุภัณฑ์อย่างถูกต้องและชัดเจน การออกแบบและพิมพ์ฉลากสินค้าให้ได้มาตรฐานจึงจำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์
GIANT PRINT โรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจร พร้อมให้บริการออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ เพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการ SME ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์, รวมถึงบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ด้วยเครื่องพิมพ์มาตรฐานที่ทันสมัยและวัสดุคุณภาพสูงจากต่างประเทศ พร้อมทีมงานมืออาชีพที่พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อให้ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์บนสินค้าของคุณถูกต้องตามมาตรฐานและสื่อสารกับผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
Email: [email protected]
ติดตามผลงานและโปรโมชันได้ที่: FACEBOOK PAGE | LINE | TIKTOK
