5 เช็กลิสต์ก่อนสั่งพิมพ์ฉลากสินค้า ฉบับมือใหม่ SME
- สรุปประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ
- ความสำคัญของการเตรียมความพร้อมก่อนสั่งพิมพ์ฉลากสินค้า
- เช็กลิสต์ที่ 1: ตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานบนฉลากตามกฎหมาย
- เช็กลิสต์ที่ 2: การเตรียมไฟล์งานออกแบบทางเทคนิค
- เช็กลิสต์ที่ 3: ความสอดคล้องด้านกฎหมายและมาตรฐานเฉพาะทาง
- เช็กลิสต์ที่ 4: การเลือกวัสดุและเทคนิคการพิมพ์ที่เหมาะสม
- เช็กลิสต์ที่ 5: ข้อควรระวังก่อนยืนยันการสั่งผลิต
- บทสรุปและแนวทางสำหรับผู้ประกอบการ
การสั่งพิมพ์ฉลากสินค้าเป็นขั้นตอนสำคัญที่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ไม่ควรมองข้าม เพราะฉลากไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ให้ข้อมูล แต่ยังเป็นหน้าตาของแบรนด์ที่สร้างความประทับใจแรกให้แก่ผู้บริโภค การจัดทำ 5 เช็กลิสต์ก่อนสั่งพิมพ์ฉลากสินค้า ฉบับมือใหม่ SME จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเตรียมความพร้อมได้อย่างเป็นระบบ ลดความผิดพลาดที่อาจนำไปสู่ต้นทุนที่บานปลายและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผลิตภัณฑ์ในระยะยาว
สรุปประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ

- ความครบถ้วนของข้อมูลตามกฎหมาย: การระบุข้อมูลบนฉลากให้เป็นไปตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นสิ่งสำคัญสูงสุดเพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับและการระงับจำหน่ายสินค้า
- การเตรียมไฟล์งานพิมพ์ที่ถูกต้อง: การตั้งค่าไฟล์อาร์ตเวิร์กให้มีมาตรฐาน เช่น โหมดสี CMYK, ความละเอียด 300 DPI, และการเผื่อระยะตัดตก (Bleed) เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยลดข้อผิดพลาดและค่าใช้จ่ายในการพิมพ์ใหม่
- การเลือกวัสดุและเทคนิคการพิมพ์: การเลือกใช้วัสดุสติ๊กเกอร์และเทคนิคการพิมพ์ที่เหมาะสมกับประเภทของผลิตภัณฑ์ สภาพแวดล้อมในการจัดเก็บ และการใช้งาน จะช่วยยืดอายุการใช้งานของฉลากและรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์
- การตรวจสอบและขอตัวอย่างงานพิมพ์: การพิสูจน์อักษรอย่างละเอียดและขอตัวอย่างงานพิมพ์จริง (Proof) ก่อนการผลิตจำนวนมาก เป็นขั้นตอนที่จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันความผิดพลาดด้านข้อมูลและการออกแบบ
- การเลือกโรงพิมพ์ที่เข้าใจธุรกิจ SME: การเลือกโรงพิมพ์ที่มีประสบการณ์ เข้าใจความต้องการของ SME สามารถให้คำปรึกษา และมีเงื่อนไขการผลิตที่ยืดหยุ่น เช่น ไม่จำกัดจำนวนขั้นต่ำ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ
5 เช็กลิสต์ก่อนสั่งพิมพ์ฉลากสินค้า ฉบับมือใหม่ SME เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนและจัดการกระบวนการผลิตฉลากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฉลากสินค้าที่ออกแบบมาอย่างดีและถูกต้องตามกฎหมายไม่เพียงแต่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค แต่ยังสะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพของแบรนด์ การเตรียมการอย่างรอบคอบตามเช็กลิสต์นี้จะช่วยป้องกันปัญหาที่พบบ่อย เช่น สีพิมพ์เพี้ยนจากหน้าจอ, ข้อความเบลอไม่คมชัด, ข้อมูลสำคัญขาดหาย, หรือฉลากหลุดลอกง่ายเมื่อเจอกับสภาพแวดล้อมจริง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนและภาพลักษณ์ของธุรกิจ
ความสำคัญของการเตรียมความพร้อมก่อนสั่งพิมพ์ฉลากสินค้า
สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ การลงทุนในฉลากสินค้าถือเป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและการผลิตที่สำคัญ การเตรียมตัวที่ไม่ดีพออาจนำไปสู่การสูญเสียทั้งเงินและเวลา การทำความเข้าใจในข้อกำหนดทางกฎหมาย มาตรฐานทางเทคนิคของการพิมพ์ และคุณสมบัติของวัสดุแต่ละชนิดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เช็กลิสต์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นแนวทางสำหรับเจ้าของแบรนด์, ผู้จัดการฝ่ายการตลาด, หรือแม้แต่ฝ่ายจัดซื้อในองค์กรขนาดเล็กที่ต้องรับผิดชอบกระบวนการสั่งผลิตฉลากสินค้า เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผลลัพธ์ที่ได้จะมีคุณภาพสูงสุดและสอดคล้องกับงบประมาณที่ตั้งไว้
การละเลยข้อกำหนดทางกฎหมายบนฉลากสินค้าอาจนำไปสู่บทลงโทษที่รุนแรง ตามกฎระเบียบของ สคบ. อาจมีโทษปรับสูงถึง 100,000 บาทต่อการกระทำความผิดหนึ่งครั้ง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ธุรกิจ SME ควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง
เช็กลิสต์ที่ 1: ตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานบนฉลากตามกฎหมาย
ขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุดก่อนการออกแบบคือการรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นต้องแสดงบนฉลากให้ครบถ้วนตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเป็นมาตรฐานขั้นพื้นฐานสำหรับสินค้าทุกประเภทที่จำหน่ายในประเทศ
ข้อมูลบังคับตามประกาศของ สคบ.
ข้อมูลต่อไปนี้เป็นองค์ประกอบหลักที่ต้องปรากฏบนฉลากสินค้าทั่วไป เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่เพียงพอต่อการตัดสินใจซื้อ:
- ชื่อ หรือ ประเภท/ชนิดของสินค้า: ต้องระบุให้ชัดเจนว่าสินค้านั้นคืออะไร เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด
- ข้อมูลผู้ผลิต/ผู้จัดจำหน่าย/ผู้นำเข้า: ต้องระบุชื่อ, ที่อยู่, และข้อมูลติดต่อที่สามารถตรวจสอบได้ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถติดต่อได้หากเกิดปัญหา
- เครื่องหมายการค้า และเลขทะเบียน (ถ้ามี): เช่น เครื่องหมาย อย. สำหรับอาหารและยา, เลขที่จดแจ้งสำหรับเครื่องสำอาง หรือเครื่องหมาย มอก. สำหรับสินค้าอุตสาหกรรม
- ปริมาณ/ปริมาตร/น้ำหนักสุทธิ: ต้องระบุหน่วยวัดที่เป็นมาตรฐานสากล เช่น กรัม (g), มิลลิลิตร (ml)
ความเสี่ยงจากการให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน
การที่ฉลากสินค้าขาดข้อมูลส่วนใดส่วนหนึ่งไปไม่เพียงแต่ทำให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น แต่ยังเป็นความผิดตามกฎหมาย ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกสั่งให้แก้ไข, การยึดหรืออายัดสินค้า, และการเสียค่าปรับจำนวนมาก การตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ให้ถูกต้องครบถ้วนจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว
เช็กลิสต์ที่ 2: การเตรียมไฟล์งานออกแบบทางเทคนิค
หลังจากรวบรวมข้อมูลครบถ้วนแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเตรียมไฟล์ดิจิทัลสำหรับส่งให้โรงพิมพ์ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่มักเกิดข้อผิดพลาดได้บ่อยครั้งสำหรับมือใหม่ การตั้งค่าไฟล์ที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้ผลงานพิมพ์ออกมามีคุณภาพต่ำกว่าที่คาดหวัง
การตั้งค่าไฟล์เพื่อคุณภาพงานพิมพ์สูงสุด
เพื่อให้งานพิมพ์ฉลากสินค้ามีความคมชัด สีสันถูกต้อง และไม่มีขอบขาวที่ไม่พึงประสงค์ ควรตั้งค่าไฟล์อาร์ตเวิร์กตามมาตรฐานสากลดังต่อไปนี้:
| รายการตั้งค่า | รายละเอียด | เหตุผลและความสำคัญ |
|---|---|---|
| โหมดสี (Color Mode) | ตั้งค่าเป็น CMYK เท่านั้น | ป้องกันปัญหาสีเพี้ยน เนื่องจากระบบการพิมพ์ดิจิทัลและออฟเซตใช้แม่สี CMYK (Cyan, Magenta, Yellow, Black) ในขณะที่หน้าจอคอมพิวเตอร์แสดงผลเป็น RGB (Red, Green, Blue) |
| ความละเอียด (Resolution) | ขั้นต่ำ 300 DPI (Dots Per Inch) | เพื่อให้รูปภาพและข้อความมีความคมชัดสูง ไม่แตกเป็นพิกเซลเมื่อพิมพ์ออกมาเป็นฉลากจริง การใช้ความละเอียดต่ำกว่านี้จะทำให้งานพิมพ์ดูเบลอและไม่เป็นมืออาชีพ |
| ระยะตัดตก (Bleed) | เผื่อพื้นที่สีหรือพื้นหลังออกจากขอบงานจริงด้านละ 3 มิลลิเมตร | เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขอบขาวหลังกระบวนการไดคัทหรือตัดเจียน ซึ่งอาจมีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อย การเผื่อ Bleed ช่วยให้งานพิมพ์มีพื้นหลังเต็มขอบสวยงาม |
| ฟอนต์/ข้อความ (Font/Outline) | แปลงข้อความเป็น Outlines หรือ Curves และใช้ขนาดฟอนต์ไม่ต่ำกว่า 6pt | เพื่อแก้ปัญหาฟอนต์เพี้ยนหรือฟอนต์หายเมื่อเปิดไฟล์ที่เครื่องของโรงพิมพ์ และเพื่อให้ข้อความมีขนาดที่สามารถอ่านได้ชัดเจนบนฉลากสินค้าจริง |
| การฝังรูปภาพ (Embed Images) | ฝังไฟล์รูปภาพทั้งหมดลงในไฟล์งานหลัก (เช่น AI, InDesign) | เพื่อให้ไฟล์งานสมบูรณ์ในตัวเอง ป้องกันปัญหารูปภาพหาย (Missing Link) เมื่อโรงพิมพ์เปิดไฟล์ ทำให้กระบวนการผลิตดำเนินไปได้อย่างราบรื่น |
เคล็ดลับเพิ่มเติม: สำหรับผู้ที่ใช้โปรแกรมออกแบบทั่วไปเช่น Canva ควรเลือกตัวเลือกส่งออกเป็น “PDF Print” และเปิดใช้งานตัวเลือก “Crop marks and bleed” เพื่อให้ไฟล์ที่ได้มีคุณภาพเหมาะสำหรับการพิมพ์มากที่สุด
เช็กลิสต์ที่ 3: ความสอดคล้องด้านกฎหมายและมาตรฐานเฉพาะทาง
นอกเหนือจากข้อมูลพื้นฐานของ สคบ. แล้ว สินค้าบางประเภท เช่น อาหาร, เครื่องดื่ม, เครื่องสำอาง, หรือผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ จะมีข้อกำหนดเพิ่มเติมที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและการปฏิบัติตามกฎหมาย
ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสินค้าควบคุมพิเศษ
- วันที่ผลิต/วันหมดอายุ (Production/Expiry Date): เป็นข้อมูลสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อรับประกันคุณภาพและความปลอดภัย
- คำเตือน/ข้อควรระวัง: เช่น ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร (เช่น “มีส่วนผสมของถั่วและนม”), คำเตือนการใช้ในเด็ก, หรือข้อควรระวังสำหรับสตรีมีครรภ์
- ข้อมูลการเก็บรักษา/วิธีบริโภค: คำแนะนำที่ชัดเจน เช่น “ควรเก็บในที่แห้งและเย็น” หรือ “เขย่าขวดก่อนดื่ม”
- กรอบข้อมูลโภชนาการ (Nutrition Facts): สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มส่วนใหญ่ การแสดงข้อมูลโภชนาการเป็นข้อบังคับตามกฎหมาย
ความสำคัญของการพิสูจน์อักษรและพิมพ์ตัวอย่าง
ก่อนส่งไฟล์สุดท้ายให้โรงพิมพ์ ควรมีการพิสูจน์อักษรและข้อมูลทั้งหมดอย่างน้อย 2-3 ครั้งโดยบุคคลต่างกัน เพื่อจับความผิดพลาดที่อาจมองข้ามไป นอกจากนี้ การขอพิมพ์ตัวอย่าง (Proof) เพื่อนำมาทดลองติดบนบรรจุภัณฑ์จริงและนำไปให้กลุ่มเป้าหมายทดลองอ่าน จะช่วยให้เห็นภาพรวมและเก็บข้อเสนอแนะเพื่อนำมาปรับปรุงก่อนการผลิตจำนวนมาก ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการต้องพิมพ์งานใหม่ทั้งหมด
เช็กลิสต์ที่ 4: การเลือกวัสดุและเทคนิคการพิมพ์ที่เหมาะสม
การเลือกวัสดุที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้ฉลากเสียหายได้ง่าย เช่น ฉีกขาด, สีซีดจาง, หรือหลุดลอกเมื่อโดนความชื้น ซึ่งส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของสินค้าโดยตรง การทำความเข้าใจคุณสมบัติของวัสดุแต่ละชนิดจะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง
ประเภทของวัสดุสติ๊กเกอร์ยอดนิยม
- สติ๊กเกอร์กระดาษ (Paper Sticker): มีราคาถูกที่สุด เหมาะสำหรับสินค้าที่ไม่ต้องสัมผัสน้ำหรือความชื้น เช่น ของแห้ง, สินค้าที่ใช้ในร่ม หรือติดบนกล่องบรรจุภัณฑ์
- สติ๊กเกอร์ไวนิล/PP/BOPP (Vinyl/PP/BOPP Sticker): เป็นพลาสติก มีคุณสมบัติกันน้ำ 100% ทนทานต่อการฉีกขาดได้ดีเยี่ยม เหมาะสำหรับสินค้าที่ต้องแช่เย็น, สัมผัสน้ำ หรือต้องการความทนทานสูง เช่น ขวดเครื่องดื่ม, เครื่องสำอาง, ผลิตภัณฑ์ในห้องน้ำ
- สติ๊กเกอร์ PET (PET Sticker): มีความทนทานสูงมาก ทนต่อความร้อนได้ดีกว่าสติ๊กเกอร์ PP นิยมใช้กับสินค้าที่ต้องการความทนทานเป็นพิเศษ เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือสินค้าที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่รุนแรง
ประเภทของกาวและเทคนิคการพิมพ์
นอกเหนือจากวัสดุแล้ว ชนิดของกาวก็มีความสำคัญเช่นกัน โดยทั่วไปมี 2 ประเภทหลักคือ กาวถาวร (Permanent) สำหรับการติดที่ต้องการความคงทน และ กาวลอกออกได้ (Removable) สำหรับการใช้งานชั่วคราวที่ไม่ต้องการทิ้งคราบกาว
ส่วนเทคนิคการพิมพ์สำหรับ SME ที่นิยมมี 2 ระบบ:
- การพิมพ์ออฟเซต (Offset Printing): เหมาะสำหรับการผลิตจำนวนมาก (หลักหลายพันหรือหมื่นชิ้นขึ้นไป) ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยถูกลง แต่ใช้เวลาในการผลิตนานกว่า
- การพิมพ์ดิจิทัล (Digital Printing): เหมาะสำหรับการผลิตจำนวนน้อย (ตั้งแต่ 1 ชิ้นขึ้นไป) มีความรวดเร็วสูง สามารถพิมพ์งานด่วนได้ และเหมาะสำหรับการทำต้นแบบ (Prototype) หรือสินค้าที่มีหลายรสชาติ/หลายดีไซน์
นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มเทคนิคพิเศษ เช่น การเคลือบ Laminate (เงา/ด้าน) เพื่อเพิ่มความทนทานและป้องกันรังสียูวี ทำให้สีไม่ซีดจางเร็วเมื่อโดนแสงแดด
การทดสอบวัสดุในสภาพแวดล้อมจริง
วิธีที่ดีที่สุดในการเลือกวัสดุคือการขอตัวอย่างจากโรงพิมพ์แล้วนำไปทดสอบกับผลิตภัณฑ์ในสภาพแวดล้อมจริง เช่น ลองแช่ในตู้เย็น, วางไว้กลางแดด, หรือทดสอบการทนต่อความชื้น เพื่อให้แน่ใจว่าฉลากจะยังคงคุณภาพดีตลอดอายุการใช้งานของสินค้า
เช็กลิสต์ที่ 5: ข้อควรระวังก่อนยืนยันการสั่งผลิต
ขั้นตอนสุดท้ายก่อนตัดสินใจสั่งพิมพ์จำนวนมาก คือการตรวจสอบทุกอย่างให้ถี่ถ้วนและเลือกโรงพิมพ์ที่สามารถตอบโจทย์ธุรกิจ SME ได้อย่างแท้จริง
การตรวจสอบขั้นสุดท้ายและการเลือกโรงพิมพ์
การพิสูจน์อักษรครั้งสุดท้ายเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ตัวสะกดที่ผิดพลาดเพียงตัวเดียวสามารถทำลายความน่าเชื่อถือของแบรนด์ได้อย่างมหาศาล หลังจากตรวจสอบข้อมูลและไฟล์งานจนแน่ใจแล้ว การขอตัวอย่างงานพิมพ์จริง (Final Proof) จากโรงพิมพ์เป็นขั้นตอนที่ขาดไม่ได้ เพื่อยืนยันว่าสีสัน, ความคมชัด, และการตัดไดคัทเป็นไปตามที่คาดหวัง
เกณฑ์การเลือกโรงพิมพ์สำหรับธุรกิจ SME
- ผลงาน (Portfolio): ขอดูตัวอย่างงานพิมพ์ฉลากสินค้าที่โรงพิมพ์เคยผลิต เพื่อประเมินคุณภาพและความเชี่ยวชาญ
- จำนวนขั้นต่ำในการสั่งผลิต (Minimum Order Quantity): เลือกโรงพิมพ์ที่ไม่มีขั้นต่ำ หรือมีขั้นต่ำน้อย เพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณและปริมาณการผลิตของ SME ในช่วงเริ่มต้น
- ระยะเวลาการผลิต (Turnaround Time): สอบถามระยะเวลาที่ใช้ในการผลิตที่ชัดเจน โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 1-7 วัน ขึ้นอยู่กับระบบพิมพ์และจำนวน
- ความสมดุลระหว่างราคาและคุณภาพ: อย่าเลือกโรงพิมพ์ที่ราคาถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ให้พิจารณาถึงคุณภาพของวัสดุ, ความคมชัดของงานพิมพ์, และบริการหลังการขายประกอบกัน
- การทดสอบตลาด: ก่อนสั่งผลิตจำนวนมาก ลองนำฉลากตัวอย่างไปให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายดู เพื่อรับฟังความคิดเห็นและนำมาปรับปรุง ซึ่งอาจช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ได้
บทสรุปและแนวทางสำหรับผู้ประกอบการ
การเตรียมความพร้อมตาม 5 เช็กลิสต์ก่อนสั่งพิมพ์ฉลากสินค้า ฉบับมือใหม่ SME จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการสร้างสรรค์ฉลากสินค้าที่มีคุณภาพและเป็นมืออาชีพ ตั้งแต่การตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องตามกฎหมาย, การเตรียมไฟล์งานพิมพ์ตามหลักเทคนิค, การเลือกวัสดุที่เหมาะสม, ไปจนถึงการเลือกโรงพิมพ์ที่เป็นพาร์ทเนอร์ที่ดี การลงทุนเวลาในการวางแผนอย่างรอบคอบในทุกขั้นตอนจะช่วยให้ผู้ประกอบการ SME ประหยัดต้นทุน, สร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์, และส่งเสริมยอดขายได้อย่างยั่งยืน
สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาโซลูชันด้านการพิมพ์ที่ครบวงจร GIANT PRINT คือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ที่พร้อมให้บริการอย่างมืออาชีพ ด้วยบริการที่ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบและผลิตฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์, สกรีนแก้วกาแฟ, นามบัตร, เมนูอาหาร, ไปจนถึงโบรชัวร์และการ์ดต่างๆ ด้วยเครื่องพิมพ์มาตรฐานระดับสากลและวัสดุคุณภาพสูง ทีมงานผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษาและออกแบบฟรี เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ SME โดยเฉพาะ พร้อมบริการงานด่วน ไดคัทฟรี และจัดส่งทั่วประเทศ
สามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านช่องทางต่างๆ:
- ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
- เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
- อีเมล: [email protected]
- โซเชียลมีเดีย: FACEBOOK PAGE, LINE, และ TIKTOK
