เลือกสติ๊กเกอร์ฉลากสินค้า PP vs PVC แบบไหนตอบโจทย์ SME?
- สรุปประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ
- ทำไมการเลือกวัสดุฉลากสินค้าจึงสำคัญต่อธุรกิจ SME
- เจาะลึกวัสดุสติ๊กเกอร์ยอดนิยม: PP vs PVC
- เปรียบเทียบคุณสมบัติสติ๊กเกอร์ PP และ PVC แบบหมัดต่อหมัด
- สถานการณ์ไหนควรเลือกใช้สติ๊กเกอร์ PP หรือ PVC?
- วิเคราะห์ด้านต้นทุนและงบประมาณสำหรับ SME
- บทสรุปและคำแนะนำ: เลือกสติ๊กเกอร์ฉลากสินค้า PP vs PVC แบบไหนตอบโจทย์ SME?
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อเลือกฉลากสินค้าที่ใช่สำหรับแบรนด์
การตัดสินใจเลือกวัสดุสำหรับฉลากสินค้าเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่ผู้ประกอบการ SME ไม่ควรมองข้าม เพราะฉลากไม่ได้เป็นเพียงป้ายบอกข้อมูล แต่ยังเป็นหน้าตาของแบรนด์ที่สร้างการรับรู้และดึงดูดสายตาของผู้บริโภค การเลือกระหว่างสติ๊กเกอร์ PP และ PVC ที่มีคุณสมบัติและราคาแตกต่างกันจึงส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์ ต้นทุน และความทนทานของสินค้าบนชั้นวาง
สรุปประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ

- สติ๊กเกอร์ PP (Polypropylene) เหมาะสมที่สุดสำหรับสินค้าที่ต้องการภาพลักษณ์พรีเมียม เช่น เครื่องสำอาง อาหาร และเครื่องดื่ม เนื่องจากมีความสวยงาม พิมพ์ได้คมชัด กันน้ำได้ 100% และทนความร้อนสูง เหมาะกับสินค้าที่ต้องแช่เย็นหรือแช่แข็ง
- สติ๊กเกอร์ PVC (Polyvinyl Chloride) เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับงานที่ต้องการความทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายนอก มีความยืดหยุ่นสูง เหมาะกับการติดบนพื้นผิวโค้ง เช่น ขวด หรือแกลลอน และมีราคาประหยัดกว่า เหมาะสำหรับงานกลางแจ้ง สติ๊กเกอร์ติดรถ หรือสินค้าที่ผลิตในจำนวนไม่มาก
- แนวโน้มด้านราคา: ในปี 2026 ราคาของสติ๊กเกอร์ PP และ PVC มีความใกล้เคียงกันมากขึ้น ทำให้สติ๊กเกอร์ PP กลายเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าอย่างยิ่งสำหรับ SME ที่ต้องการยกระดับสินค้าโดยใช้งบประมาณที่ไม่ต่างจากเดิมมากนัก
- การใช้งานเฉพาะทาง: หากฉลากสินค้ามีตัวอักษรขนาดเล็กมาก หรือมีบาร์โค้ด/QR Code การเลือกใช้สติ๊กเกอร์ PP จะให้ผลลัพธ์ที่คมชัดและอ่านง่ายกว่า ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการสแกน
- ทางเลือกที่ประหยัดที่สุด: สำหรับสินค้าที่ไม่ต้องสัมผัสความชื้นหรือน้ำเลย เช่น ขนมแห้ง หรือป้ายชื่อชั่วคราว สติ๊กเกอร์กระดาษยังคงเป็นทางเลือกที่ช่วยประหยัดต้นทุนได้มากที่สุด
ทำไมการเลือกวัสดุฉลากสินค้าจึงสำคัญต่อธุรกิจ SME
การเลือกสติ๊กเกอร์ฉลากสินค้า PP vs PVC แบบไหนตอบโจทย์ SME? ถือเป็นคำถามเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลกระทบมากกว่าแค่ความสวยงามภายนอก ฉลากสินค้าคือจุดสัมผัสแรก (First Impression) ระหว่างผลิตภัณฑ์กับลูกค้า มันทำหน้าที่สื่อสารตัวตนของแบรนด์ บอกเล่าเรื่องราว และสร้างความน่าเชื่อถือ การเลือกวัสดุที่เหมาะสมจะช่วยส่งเสริมให้สินค้าดูโดดเด่นบนชั้นวาง ในทางกลับกัน หากเลือกวัสดุผิดพลาดอาจทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ลดลง เช่น สติ๊กเกอร์เปื่อยยุ่ยเมื่อโดนความชื้น หรือสีซีดจางเมื่อโดนแสงแดด ซึ่งสร้างความเสียหายต่อความไว้วางใจของลูกค้าได้
สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งมักมีงบประมาณจำกัด การตัดสินใจนี้ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น การเลือกวัสดุที่ทนทานและเหมาะสมกับประเภทของสินค้าจะช่วยลดต้นทุนในระยะยาว ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการพิมพ์ฉลากใหม่หรือจัดการกับสินค้าที่เสียหายเพราะฉลากไม่ได้คุณภาพ ดังนั้น การทำความเข้าใจคุณสมบัติของวัสดุแต่ละชนิดจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพื่อให้แน่ใจว่าสินค้าจะอยู่ในสภาพที่ดีที่สุดจนกว่าจะถึงมือผู้บริโภค และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าตั้งแต่แรกเห็น
เจาะลึกวัสดุสติ๊กเกอร์ยอดนิยม: PP vs PVC
เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ การทำความเข้าใจคุณสมบัติเด่น ข้อดี และข้อจำกัดของสติ๊กเกอร์แต่ละประเภทเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้ง PP และ PVC เป็นพลาสติกประเภทเทอร์โมพลาสติก (Thermoplastic) แต่มีโครงสร้างทางเคมีและคุณสมบัติทางกายภาพที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการนำไปใช้งาน
สติ๊กเกอร์ PP (Polypropylene): คุณภาพพรีเมียม กันน้ำ ทนความร้อน
สติ๊กเกอร์ PP ผลิตจากพลาสติกโพลีโพรพิลีน มีลักษณะเด่นคือเนื้อฟิล์มที่เรียบเนียนและสวยงาม ทำให้งานพิมพ์มีสีสันสดใสและมีความคมชัดสูง โดยเฉพาะกับตัวอักษรขนาดเล็กหรือลายเส้นที่ซับซ้อน วัสดุชนิดนี้จึงเป็นที่นิยมอย่างสูงในอุตสาหกรรมที่ต้องการความสวยงามและภาพลักษณ์ที่ดูดี เช่น เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว อาหารเสริม และเครื่องดื่ม
ข้อดีของสติ๊กเกอร์ PP:
- กันน้ำ 100%: เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสินค้าที่ต้องสัมผัสกับความชื้นหรือต้องแช่ในน้ำแข็ง เช่น ขวดเครื่องดื่ม หรือบรรจุภัณฑ์อาหารแช่เย็น
- ทนความร้อนสูง: สามารถทนต่ออุณหภูมิได้สูงถึง 90 องศาเซลเซียส ทำให้เหมาะกับสินค้าที่ต้องผ่านกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับความร้อน หรือวางจำหน่ายในที่ที่มีอุณหภูมิสูง
- ความสวยงามและคมชัด: ผิวที่เรียบเนียนช่วยให้งานพิมพ์ออกมามีคุณภาพสูง สีสันสดใส และเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้ดีเยี่ยม
- ความปลอดภัย: ไม่มีกลิ่นและไม่ทำปฏิกิริยากับสารเคมีง่าย จึงปลอดภัยสำหรับใช้กับผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องสำอาง
- ทนทานต่อการขีดข่วน: มีความทนทานต่อการเสียดสีและรอยขีดข่วนได้ดีกว่าวัสดุชนิดอื่น
ข้อจำกัดของสติ๊กเกอร์ PP:
- ความยืดหยุ่นน้อย: เนื้อสติ๊กเกอร์มีความแข็ง ไม่ยืดหยุ่นเท่า PVC จึงอาจไม่เหมาะกับบรรจุภัณฑ์ที่มีความโค้งมนมากๆ หรือหลอดบีบ
- ราคาสูงกว่า: โดยทั่วไปมีต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่า PVC เล็กน้อย แต่ด้วยเทคโนโลยีการผลิตในปัจจุบันทำให้ราคาเข้าถึงง่ายขึ้นมาก
สติ๊กเกอร์ PVC (Polyvinyl Chloride): ยืดหยุ่น ทนทาน ราคาเข้าถึงง่าย
สติ๊กเกอร์ PVC ผลิตจากพลาสติกโพลีไวนิลคลอไรด์ เป็นวัสดุที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายเนื่องจากความทนทานและความยืดหยุ่นสูง สามารถดึงยืดและเข้าโค้งตามพื้นผิวของบรรจุภัณฑ์ได้ดีเยี่ยม ทำให้เป็นตัวเลือกหลักสำหรับงานที่ต้องการความแนบสนิทไปกับรูปทรงของสินค้า เช่น หลอดครีม ขวด หรือแกลลอนต่างๆ นอกจากนี้ยังทนทานต่อสภาพอากาศได้ดีอีกด้วย
ข้อดีของสติ๊กเกอร์ PVC:
- ความยืดหยุ่นสูง: เหมาะสำหรับติดบนพื้นผิวที่มีความโค้งมนหรือพื้นผิวที่ไม่เรียบเนียน
- ทนทานต่อสภาพอากาศ: ทนแดดและทนฝนได้ดี จึงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับงานกลางแจ้ง (Outdoor) เช่น สติ๊กเกอร์ติดรถยนต์ หรือป้ายติดกระจกร้าน
- ราคาประหยัด: มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า PP ทำให้เป็นตัวเลือกที่เป็นมิตรต่องบประมาณ โดยเฉพาะการผลิตจำนวนน้อยที่ไม่ต้องใช้บล็อกดายคัท
- เนื้อหนาและทนทาน: สติ๊กเกอร์มีความหนา ทำให้ทนต่อการฉีกขาดได้ดี
ข้อจำกัดของสติ๊กเกอร์ PVC:
- ทนความร้อนปานกลาง: ทนอุณหภูมิได้ประมาณ 50-60 องศาเซลเซียสเท่านั้น ไม่เหมาะกับสินค้าที่ต้องผ่านความร้อนสูง
- การเสื่อมสภาพจากแสงแดด: หากโดนแสงแดดจัดเป็นเวลานาน เนื้อสติ๊กเกอร์อาจเกิดการหดตัวหรือสีซีดจางได้
- การกันน้ำ: แม้จะกันน้ำได้ดี แต่ประสิทธิภาพอาจไม่ถึง 100% เท่ากับสติ๊กเกอร์ PP
เปรียบเทียบคุณสมบัติสติ๊กเกอร์ PP และ PVC แบบหมัดต่อหมัด
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบคุณสมบัติที่สำคัญของสติ๊กเกอร์ทั้งสองชนิดในรูปแบบตารางจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกวัสดุที่ตรงกับความต้องการของผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น
| คุณสมบัติ | สติ๊กเกอร์ PP (Polypropylene) | สติ๊กเกอร์ PVC (Polyvinyl Chloride) |
|---|---|---|
| การกันน้ำ | ดีเยี่ยม (กันน้ำ 100%) | ดี (แต่อาจไม่ถึง 100%) |
| การทนความร้อน | สูง (ทนได้ถึง 90°C) | ปานกลาง (ทนได้ 50-60°C) |
| ความยืดหยุ่น | น้อย (เนื้อแข็ง) | สูงมาก (เหมาะกับผิวโค้ง) |
| ความสวยงามของงานพิมพ์ | ดีเยี่ยม (ผิวเรียบเนียน สีสด คมชัด) | ดี (แต่ความคมชัดอาจน้อยกว่า PP) |
| ความทนทานต่อแสงแดด | ทนทานได้ดี | ดี (แต่อาจหดตัวหรือสีซีดในระยะยาว) |
| ความทนทานต่อการขีดข่วน | สูง | ปานกลาง |
| การใช้งานที่เหมาะสม | สินค้าที่ต้องการภาพลักษณ์พรีเมียม, สินค้าแช่เย็น/แช่แข็ง, ฉลากที่มีตัวอักษรเล็ก | งานกลางแจ้ง, สินค้าที่ติดบนผิวโค้ง, ฉลากที่เน้นราคาประหยัด |
สถานการณ์ไหนควรเลือกใช้สติ๊กเกอร์ PP หรือ PVC?
การเลือกวัสดุที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นประเภทของผลิตภัณฑ์, ลักษณะของบรรจุภัณฑ์, สภาพแวดล้อมที่สินค้าจะถูกจัดเก็บหรือใช้งาน และงบประมาณที่มี การพิจารณาสถานการณ์การใช้งานจริงจะช่วยให้การตัดสินใจมีประสิทธิภาพสูงสุด
กรณีที่ควรเลือกใช้สติ๊กเกอร์ PP
สติ๊กเกอร์ PP คือคำตอบสำหรับแบรนด์ที่ต้องการสร้างความประทับใจด้วยคุณภาพและความสวยงามเป็นหลัก
- สินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม: ด้วยคุณสมบัติกันน้ำ 100% และทนความเย็นได้ดีเยี่ยม สติ๊กเกอร์ PP จึงเหมาะสำหรับติดบนขวดน้ำผลไม้, กล่องอาหาร, ถ้วยไอศกรีม หรือบรรจุภัณฑ์ที่ต้องแช่ในตู้เย็นหรือถังน้ำแข็งโดยไม่เปื่อยยุ่ย
- ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและสกินแคร์: ภาพลักษณ์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในธุรกิจความงาม สติ๊กเกอร์ PP ให้งานพิมพ์ที่คมชัด สีสันสวยงาม ช่วยยกระดับให้กระปุกครีมหรือขวดเซรั่มดูพรีเมียมและน่าเชื่อถือ
- ฉลากที่มีข้อมูลสำคัญขนาดเล็ก: หากฉลากของคุณมีส่วนประกอบ, วิธีใช้, หรือบาร์โค้ดที่มีตัวอักษรขนาดเล็ก ความคมชัดของสติ๊กเกอร์ PP จะช่วยให้ข้อมูลเหล่านี้สามารถอ่านได้ง่ายและชัดเจน
- สินค้าที่ต้องการความทนทานระยะยาว: สำหรับสินค้าที่มีอายุการเก็บรักษานาน สติ๊กเกอร์ PP มีความทนทานต่อการซีดจางและสารเคมีได้ดีกว่า ทำให้ฉลากยังคงดูใหม่อยู่เสมอ
กรณีที่ควรเลือกใช้สติ๊กเกอร์ PVC
สติ๊กเกอร์ PVC โดดเด่นในด้านความทนทานและความยืดหยุ่น ทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในสถานการณ์ต่อไปนี้
- การใช้งานกลางแจ้ง (Outdoor): หากต้องการทำสติ๊กเกอร์สำหรับติดรถยนต์, ติดกระจกหน้าร้าน, หรือติดบนสินค้าที่ต้องวางไว้กลางแจ้ง ความสามารถในการทนแดดทนฝนของ PVC ถือว่าตอบโจทย์ได้ดี
- บรรจุภัณฑ์ที่มีรูปทรงโค้งมน: สำหรับสินค้าอย่างหลอดโฟมล้างหน้า, ขวดแชมพูทรงแปลกๆ, หรือแกลลอนน้ำยาต่างๆ ความยืดหยุ่นของ PVC ช่วยให้สติ๊กเกอร์ติดแนบสนิทไปกับพื้นผิวโค้งได้โดยไม่เด้งออก
- การผลิตจำนวนน้อยและต้องการความคุ้มค่า: ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจที่ยังผลิตสินค้าไม่มาก การเลือกใช้ PVC อาจช่วยประหยัดต้นทุนได้ เนื่องจากบางครั้งไม่ต้องเสียค่าบล็อกดายคัทและมีราคาต่อหน่วยที่ถูกกว่า
- สติ๊กเกอร์สำหรับติดกล่องพัสดุ: สำหรับงานที่ไม่ต้องการความสวยงามมากนัก เช่น สติ๊กเกอร์โลโก้สำหรับติดกล่องส่งของ PVC ก็เป็นตัวเลือกที่ใช้งานได้ดีและมีราคาไม่แพง
แล้วสติ๊กเกอร์กระดาษล่ะ? เหมาะกับงานแบบไหน?
นอกเหนือจาก PP และ PVC ยังมีอีกหนึ่งตัวเลือกที่ประหยัดที่สุดคือ สติ๊กเกอร์กระดาษ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่มีงบประมาณจำกัดอย่างยิ่ง และสินค้าไม่จำเป็นต้องสัมผัสกับน้ำหรือความชื้นเลย เช่น ฉลากติดถุงขนมปัง, ป้ายราคาสินค้า, สติ๊กเกอร์ปิดผนึกกล่องเบเกอรี่ หรือสติ๊กเกอร์สำหรับใช้งานชั่วคราว ข้อดีคือราคาถูกมาก แต่ข้อเสียสำคัญคือไม่ทนทานและเสียหายได้ง่ายเมื่อโดนน้ำ
วิเคราะห์ด้านต้นทุนและงบประมาณสำหรับ SME
เรื่องงบประมาณเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของ SME ในอดีต สติ๊กเกอร์ PVC มีราคาถูกกว่า PP อย่างเห็นได้ชัด แต่ในปัจจุบัน (ข้อมูล ณ ปี 2026) ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่พัฒนาขึ้น ทำให้ช่องว่างของราคาลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อสั่งผลิตในจำนวนมาก ราคาต่อดวงของสติ๊กเกอร์ PP แทบไม่แตกต่างจาก PVC มากนัก ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงวัสดุคุณภาพสูงได้ในราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้น
ในปัจจุบัน (2026) ราคาของสติ๊กเกอร์ PP และ PVC มีความใกล้เคียงกันมากขึ้น ทำให้ PP กลายเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าอย่างยิ่งสำหรับ SME ที่ต้องการยกระดับภาพลักษณ์ของสินค้าโดยไม่ต้องเพิ่มงบประมาณมากนัก
สำหรับการสั่งผลิตจำนวนน้อย เช่น การพิมพ์แบบ A3 (เริ่มต้นที่ประมาณ 6 แผ่น) ทั้งสองวัสดุสามารถสั่งผลิตได้ แต่ PVC อาจให้ความยืดหยุ่นในแง่ของรูปแบบที่หลากหลายกว่าในปริมาณเท่ากัน ดังนั้น ผู้ประกอบการควรพิจารณาถึงปริมาณการสั่งผลิตควบคู่ไปกับคุณสมบัติ เพื่อให้ได้ตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุด
บทสรุปและคำแนะนำ: เลือกสติ๊กเกอร์ฉลากสินค้า PP vs PVC แบบไหนตอบโจทย์ SME?
การเลือกระหว่างสติ๊กเกอร์ PP และ PVC ไม่มีคำตอบที่ตายตัวว่าแบบไหนดีที่สุด แต่มีคำตอบว่า “แบบไหนเหมาะสมที่สุด” สำหรับสินค้าและแบรนด์ของคุณ การตัดสินใจควรอยู่บนพื้นฐานของความสมดุลระหว่างคุณภาพ, การใช้งาน, ภาพลักษณ์ และงบประมาณ
สำหรับ SME ส่วนใหญ่ที่เน้นคุณภาพและภาพลักษณ์
คำแนะนำคือ: เลือกสติ๊กเกอร์ PP
เมื่อพิจารณาถึงราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้นในปัจจุบัน สติ๊กเกอร์ PP มอบความคุ้มค่าที่เหนือกว่าในระยะยาว การลงทุนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้ได้ฉลากที่สวยงาม คมชัด ทนทาน และกันน้ำได้ 100% จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า สร้างความน่าเชื่อถือ และดึงดูดลูกค้าได้ดีกว่า ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแข่งขันในตลาดปัจจุบัน เหมาะสำหรับสินค้าแทบทุกประเภทที่ไม่ได้มีการใช้งานกลางแจ้งเป็นหลัก
สำหรับ SME ที่เน้นการใช้งานเฉพาะทางหรืองบประมาณจำกัด
คำแนะนำคือ: เลือกสติ๊กเกอร์ PVC
หากสินค้าของคุณจำเป็นต้องทนต่อสภาพอากาศกลางแจ้ง หรือบรรจุภัณฑ์มีลักษณะโค้งมนมากที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง PVC ยังคงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม นอกจากนี้ หากคุณอยู่ในช่วงเริ่มต้นและต้องการผลิตในจำนวนน้อยมากๆ เพื่อทดลองตลาด PVC อาจช่วยให้คุณควบคุมงบประมาณได้ดีกว่า
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อเลือกฉลากสินค้าที่ใช่สำหรับแบรนด์
การเลือกวัสดุฉลากสินค้าที่เหมาะสมที่สุดอาจยังคงเป็นเรื่องท้าทาย การได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการพิมพ์จะช่วยให้การตัดสินใจของคุณง่ายและแม่นยำยิ่งขึ้น
ที่ GIANT PRINT เราเป็นโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่พร้อมให้บริการออกแบบและผลิตสื่อทุกรูปแบบสำหรับผู้ประกอบการ SME ไม่ว่าจะเป็นฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์, สกรีนแก้วกาแฟ, นามบัตร, บัตรสะสมแต้ม, เมนูอาหาร, และอื่นๆ อีกมากมาย ด้วยเครื่องพิมพ์ Fuji Xerox มาตรฐานสูงและวัสดุชั้นนำจากต่างประเทศ ทีมงานมืออาชีพของเราพร้อมให้คำปรึกษาอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ชิ้นงานของคุณตอบโจทย์ธุรกิจและสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้า
ช่องทางการติดต่อ:
สามารถติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม หรือเข้ามาเยี่ยมชมผลงานได้ที่:
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
อีเมล: [email protected]
