CMYK vs RGB: ตั้งค่าสีไฟล์งานพิมพ์ยังไงให้ตรงปก
- ประเด็นสำคัญที่ต้องรู้เกี่ยวกับ CMYK และ RGB
- ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับโหมดสีเพื่องานออกแบบ
- เจาะลึกโหมดสี RGB: โลกแห่งสีสันบนหน้าจอดิจิทัล
- เจาะลึกโหมดสี CMYK: หัวใจสำคัญของงานพิมพ์คุณภาพ
- ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง CMYK vs RGB
- ปัญหาคลาสสิก: ทำไมสีที่พิมพ์ออกมาถึงเพี้ยน?
- เทคนิคการตั้งค่าไฟล์งานพิมพ์ให้สีตรงปกอย่างมืออาชีพ
- สรุปแนวทางสู่ผลงานพิมพ์ที่สมบูรณ์แบบ
ปัญหาความคลาดเคลื่อนของสีระหว่างหน้าจอคอมพิวเตอร์และผลงานพิมพ์เป็นความท้าทายที่นักออกแบบและผู้ประกอบการต้องเผชิญอยู่เสมอ การทำความเข้าใจความแตกต่างพื้นฐานระหว่างโหมดสี CMYK และ RGB จึงเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมคุณภาพและสร้างสรรค์ผลงานที่ตรงตามความคาดหวัง
ประเด็นสำคัญที่ต้องรู้เกี่ยวกับ CMYK และ RGB

- RGB (Red, Green, Blue) คือโหมดสีที่ใช้สำหรับหน้าจอดิจิทัลทุกประเภท เช่น จอคอมพิวเตอร์, สมาร์ทโฟน และโทรทัศน์ โดยใช้หลักการผสมแสงเพื่อให้เกิดสีต่างๆ
- CMYK (Cyan, Magenta, Yellow, Key/Black) คือโหมดสีมาตรฐานสำหรับงานพิมพ์ทุกชนิด ตั้งแต่นามบัตรไปจนถึงป้ายโฆษณา โดยใช้หลักการผสมหมึกพิมพ์บนพื้นผิววัสดุ
- ความแตกต่างหลักเกิดจากขอบเขตสี (Gamut) โดย RGB มีขอบเขตสีกว้างกว่า สามารถแสดงผลสีที่สดใส เช่น สีนีออน ได้ดีกว่า CMYK ซึ่งมีขอบเขตสีที่แคบกว่า
- การตั้งค่าไฟล์งานในโหมดสี CMYK ตั้งแต่เริ่มต้น คือวิธีที่ดีที่สุดในการลดความคลาดเคลื่อนของสี (สีเพี้ยน) เมื่อนำไฟล์ไปพิมพ์
- การใช้เครื่องมืออย่าง Soft Proofing ในโปรแกรมออกแบบ สามารถช่วยจำลองสีที่จะได้จากการพิมพ์บนหน้าจอ ทำให้สามารถปรับแก้สีได้แม่นยำยิ่งขึ้นก่อนส่งไฟล์ให้โรงพิมพ์
ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับโหมดสีเพื่องานออกแบบ
การทำความเข้าใจเรื่อง CMYK vs RGB: ตั้งค่าสีไฟล์งานพิมพ์ยังไงให้ตรงปก ถือเป็นรากฐานสำคัญสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นกราฟิกดีไซเนอร์, เจ้าของธุรกิจ, หรือฝ่ายการตลาด การเลือกใช้โหมดสีที่ไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่น่าพึงพอใจ สีสันของผลิตภัณฑ์หรือสื่อโฆษณาอาจดูหมองคล้ำหรือผิดเพี้ยนไปจากที่ออกแบบไว้บนหน้าจอ ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์และความพึงพอใจของลูกค้าโดยตรง ดังนั้น ความรู้ในเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องทางเทคนิค แต่เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จทางธุรกิจได้
ทำไมการเลือกโหมดสีจึงสำคัญอย่างยิ่ง
ในยุคที่การสื่อสารด้วยภาพมีความสำคัญสูงสุด สีคือองค์ประกอบหลักที่ใช้ในการดึงดูดความสนใจ สื่อสารอารมณ์ และสร้างการจดจำให้กับแบรนด์ การที่สีบนฉลากสินค้า, โบรชัวร์, หรือบรรจุภัณฑ์ ปรากฏออกมาตรงตามที่นักออกแบบตั้งใจไว้ จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความเป็นมืออาชีพ ในทางกลับกัน หากสีที่ได้จากการพิมพ์ผิดเพี้ยนไป อาจทำให้สินค้าดูไม่มีคุณภาพหรือสื่อสารเอกลักษณ์ของแบรนด์ผิดพลาดได้ การเลือกโหมดสีให้เหมาะสมกับสื่อ (หน้าจอหรือสิ่งพิมพ์) ตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการออกแบบ จึงเป็นการป้องกันปัญหาที่ปลายเหตุ ช่วยประหยัดทั้งเวลาและต้นทุนในการแก้ไขงานพิมพ์ใหม่
เจาะลึกโหมดสี RGB: โลกแห่งสีสันบนหน้าจอดิจิทัล
โหมดสี RGB เป็นระบบสีที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวันผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เป็นระบบสีที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำงานกับแหล่งกำเนิดแสงโดยเฉพาะ
หลักการทำงานของ RGB (Additive Color Model)
RGB ย่อมาจาก Red (แดง), Green (เขียว), และ Blue (น้ำเงิน) ซึ่งเป็นแม่สีของแสง หลักการทำงานของระบบนี้เรียกว่า “Additive Color” หรือการผสมสีแบบบวก โดยเริ่มต้นจากหน้าจอที่มืดสนิท (สีดำ) และค่อยๆ “บวก” หรือ “เพิ่ม” แสงสีแดง, เขียว, และน้ำเงินในระดับความเข้มที่แตกต่างกัน (ตั้งแต่ 0 ถึง 255) เพื่อสร้างสีสันต่างๆ ขึ้นมา เมื่อแม่สีทั้งสามถูกฉายออกมาด้วยความเข้มสูงสุด (R:255, G:255, B:255) ผลลัพธ์ที่ได้คือแสงสีขาว นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมสีบนหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนจึงมีความสว่างและสดใสเป็นพิเศษ
ขอบเขตสี (Gamut) ที่กว้างขวาง
เนื่องจาก RGB ทำงานโดยใช้แสงโดยตรง ทำให้มีขอบเขตการแสดงผลสี หรือที่เรียกว่า Gamut ที่กว้างมาก สามารถสร้างเฉดสีได้นับล้านเฉด รวมถึงสีที่มีความสว่างสูงและมีความอิ่มตัวของสี (Saturation) มากเป็นพิเศษ เช่น สีเขียวนีออน, สีฟ้าสว่าง, หรือสีชมพูสะท้อนแสง ซึ่งสีเหล่านี้เป็นสีที่สร้างขึ้นจากพลังงานแสงและไม่สามารถจำลองได้ด้วยหมึกพิมพ์ธรรมดา
การประยุกต์ใช้งานที่เหมาะสมสำหรับ RGB
โหมดสี RGB เหมาะสำหรับงานออกแบบที่ตั้งใจจะแสดงผลบนหน้าจอดิจิทัลเท่านั้น ตัวอย่างการใช้งานได้แก่:
- การออกแบบเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน
- กราฟิกสำหรับโซเชียลมีเดีย (Facebook, Instagram, TikTok)
- งานวิดีโอและภาพเคลื่อนไหว (Motion Graphics)
- การสร้าง Presentation สำหรับฉายผ่านโปรเจคเตอร์
- ภาพถ่ายดิจิทัลที่แสดงผลบนหน้าจอ
การใช้โหมดสี RGB สำหรับงานเหล่านี้จะช่วยให้สีสันที่แสดงผลออกมามีความสดใสและตรงกับที่นักออกแบบต้องการมากที่สุด
เจาะลึกโหมดสี CMYK: หัวใจสำคัญของงานพิมพ์คุณภาพ
เมื่อพูดถึงโลกแห่งการพิมพ์ โหมดสี CMYK คือมาตรฐานอุตสาหกรรมที่ขาดไม่ได้ เป็นระบบสีที่ออกแบบมาเพื่อจำลองสีสันต่างๆ โดยใช้หมึกพิมพ์บนวัสดุ เช่น กระดาษ สติ๊กเกอร์ หรือพลาสติก
หลักการทำงานของ CMYK (Subtractive Color Model)
CMYK ย่อมาจาก Cyan (ฟ้า), Magenta (บานเย็น), Yellow (เหลือง), และ Key (สีดำ) หลักการทำงานของระบบนี้เรียกว่า “Subtractive Color” หรือการผสมสีแบบลบ โดยเริ่มต้นจากพื้นผิววัสดุที่มักจะเป็นสีขาว (ซึ่งสะท้อนแสงทุกสี) จากนั้นหมึกแต่ละสีจะทำหน้าที่ “ลบ” หรือ “ดูดซับ” คลื่นแสงบางสีออกไป และสะท้อนเฉพาะสีที่เหลือกลับมาสู่สายตา ตัวอย่างเช่น หมึกสี Cyan จะดูดซับแสงสีแดง, หมึกสี Magenta จะดูดซับแสงสีเขียว และหมึกสี Yellow จะดูดซับแสงสีน้ำเงิน เมื่อผสมหมึก C, M, และ Y เข้าด้วยกันในทางทฤษฎีควรจะได้สีดำ แต่ในทางปฏิบัติจะได้เป็นสีน้ำตาลเข้ม จึงต้องมีการเพิ่มหมึกสีดำ (Key) เข้ามาเพื่อให้ได้สีดำที่สนิทและเพิ่มมิติความลึกให้กับภาพ การกำหนดค่าสีในระบบ CMYK จะใช้เป็นเปอร์เซ็นต์ (0-100%) ของแต่ละแม่สี
ขอบเขตสี (Gamut) ที่จำกัดสำหรับงานพิมพ์
เนื่องจาก CMYK ทำงานโดยการสะท้อนแสง ไม่ใช่การเปล่งแสงโดยตรงเหมือน RGB ทำให้มีขอบเขตสี (Gamut) ที่แคบกว่าอย่างมีนัยสำคัญ สีที่สดใสและสว่างมากๆ ในโหมด RGB โดยเฉพาะสีโทนสะท้อนแสงหรือนีออน จะไม่สามารถพิมพ์ออกมาให้เหมือนกันได้ในระบบ CMYK เมื่อมีการแปลงไฟล์จาก RGB เป็น CMYK สีเหล่านี้จะถูกปรับให้มาอยู่ในขอบเขตที่ใกล้เคียงที่สุดที่หมึกพิมพ์สามารถทำได้ ซึ่งมักจะทำให้สีดูหมองคล้ำหรือทึบลง
การประยุกต์ใช้งานที่ถูกต้องสำหรับ CMYK
โหมดสี CMYK ถูกสร้างขึ้นมาเพื่องานพิมพ์โดยเฉพาะ ทุกครั้งที่ต้องการสร้างผลงานที่จับต้องได้ ควรตั้งค่าไฟล์เป็นโหมดนี้เสมอ ตัวอย่างการใช้งานได้แก่:
- สิ่งพิมพ์ทุกชนิด: นามบัตร, โบรชัวร์, เมนูอาหาร, นิตยสาร, หนังสือ
- บรรจุภัณฑ์: กล่องสินค้า, ฉลาก, สติ๊กเกอร์
- สื่อส่งเสริมการขาย: ป้ายโฆษณา, โรลอัพ, ธงญี่ปุ่น
- ของที่ระลึก: การ์ดเชิญ, ปฏิทิน
ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง CMYK vs RGB
| ด้านเปรียบเทียบ | RGB (Red, Green, Blue) | CMYK (Cyan, Magenta, Yellow, Key) |
|---|---|---|
| การใช้งานหลัก | สำหรับแสดงผลบนหน้าจอดิจิทัล เช่น เว็บไซต์, วิดีโอ, โซเชียลมีเดีย | สำหรับงานพิมพ์ทุกประเภท เช่น นิตยสาร, โบรชัวร์, กล่องสินค้า, สติ๊กเกอร์ |
| หลักการทำงาน | Additive Color (การผสมสีแบบบวก): ใช้แสงในการสร้างสี เริ่มจากพื้นหลังสีดำ | Subtractive Color (การผสมสีแบบลบ): ใช้หมึกดูดซับแสง เริ่มจากพื้นหลังสีขาว (กระดาษ) |
| ขอบเขตสี (Gamut) | กว้างกว่า สามารถแสดงสีได้หลากหลายและสดใสกว่า โดยเฉพาะสีนีออน | แคบกว่า ไม่สามารถพิมพ์สีที่สว่างมากๆ หรือสีสะท้อนแสงบางเฉดได้ |
| ค่าสี | กำหนดเป็นตัวเลข 0-255 สำหรับแต่ละช่องสี (R, G, B) | กำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ 0-100% สำหรับแต่ละช่องสี (C, M, Y, K) |
| สีขาวและสีดำ | สีขาวเกิดจากการรวมแสง R, G, B ที่ความเข้มสูงสุด สีดำคือการไม่มีแสงเลย | สีขาวคือสีของพื้นกระดาษ (ไม่มีการพิมพ์หมึก) สีดำเกิดจากการใช้หมึก K (Key) |
| ปัญหาที่พบบ่อย | หากนำไฟล์ RGB ไปพิมพ์โดยตรง สีที่ได้มักจะเพี้ยนและหมองคล้ำลง | สีที่เห็นบนจอ (ซึ่งเป็น RGB) อาจไม่ตรงกับผลลัพธ์การพิมพ์ 100% แต่ใกล้เคียงกว่าการใช้ไฟล์ RGB |
ปัญหาคลาสสิก: ทำไมสีที่พิมพ์ออกมาถึงเพี้ยน?
สาเหตุหลักที่ทำให้สีเพี้ยนเมื่อนำไฟล์จากหน้าจอไปพิมพ์ คือความไม่เท่ากันของขอบเขตสี (Gamut Mismatch) ระหว่างระบบ RGB และ CMYK อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า จอภาพสามารถแสดงสีได้มากกว่าที่เครื่องพิมพ์จะพิมพ์ได้
กระบวนการแปลงสี (Gamut Mapping) และผลกระทบ
เมื่อไฟล์ที่สร้างในโหมด RGB ถูกส่งไปยังเครื่องพิมพ์ซึ่งทำงานด้วยระบบ CMYK ซอฟต์แวร์ของเครื่องพิมพ์ (เรียกว่า RIP – Raster Image Processor) จะต้องทำการ “แปลงสี” หรือ “Gamut Mapping” เพื่อหาค่าสี CMYK ที่ใกล้เคียงที่สุดกับค่าสี RGB เดิม กระบวนการนี้เองที่ทำให้เกิดปัญหาสีเพี้ยน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือการออกแบบโลโก้ด้วยสีฟ้าอมเขียวนีออน (Teal) ที่สดใสบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ (RGB) เมื่อนำไฟล์ไปพิมพ์ สีนั้นอาจกลายเป็นสีฟ้าอมเทาที่ดูหม่นหมองในระบบ CMYK เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของหมึกใดที่สามารถจำลองความสว่างจาก “แสง” ของสีนั้นได้
การแปลงสีนี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของสีอื่นๆ ในภาพด้วย ทำให้ภาพโดยรวมดูผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับได้ การทำงานในโหมด CMYK ตั้งแต่ต้นจึงเปรียบเสมือนการทำงานอยู่บน “พื้นที่ปลอดภัย” ที่มั่นใจได้ว่าสีที่เลือกใช้นั้นสามารถพิมพ์ออกมาได้จริง
เทคนิคการตั้งค่าไฟล์งานพิมพ์ให้สีตรงปกอย่างมืออาชีพ
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาและให้ได้ผลงานพิมพ์ที่มีสีสันแม่นยำที่สุด ควรปฏิบัติตามแนวทางและเทคนิคต่างๆ ดังต่อไปนี้ในระหว่างกระบวนการออกแบบ
1. เริ่มต้นด้วยโหมด CMYK เสมอ
ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือการตั้งค่า Color Mode ของไฟล์เอกสารเป็น CMYK ตั้งแต่ตอนสร้างไฟล์ใหม่ในโปรแกรมออกแบบ เช่น Adobe Photoshop, Illustrator หรือ InDesign การทำเช่นนี้จะจำกัด палитраสีให้อยู่ในขอบเขตของงานพิมพ์ตั้งแต่แรก ทำให้สีที่เลือกใช้เป็นสีที่สามารถพิมพ์ได้จริง
วิธีตั้งค่าในโปรแกรม Adobe:
- Adobe Illustrator: ขณะสร้างไฟล์ใหม่ (File > New), ในหน้าต่าง New Document ให้ไปที่ส่วน Advanced Options และเลือก Color Mode เป็น CMYK
- Adobe Photoshop: ขณะสร้างไฟล์ใหม่ (File > New), ในหน้าต่าง New Document ให้เลือก Color Mode เป็น CMYK Color หากไฟล์ถูกสร้างเป็น RGB ไปแล้ว สามารถแปลงได้ที่ Image > Mode > CMYK Color (แต่ควรทำตั้งแต่แรกจะดีที่สุด)
2. ใช้ Soft Proofing เพื่อจำลองสีก่อนพิมพ์
Soft Proofing เป็นฟังก์ชันในโปรแกรมออกแบบที่ช่วยจำลองว่าสีสันของงานออกแบบจะปรากฏออกมาเป็นอย่างไรเมื่อถูกพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์และกระดาษชนิดต่างๆ ถึงแม้หน้าจอจะยังคงแสดงผลเป็น RGB แต่โหมดนี้จะปรับการแสดงผลสีให้ใกล้เคียงกับขอบเขตของ CMYK มากที่สุด ช่วยให้นักออกแบบสามารถมองเห็นปัญหาเรื่องสีเพี้ยนล่วงหน้าและปรับแก้ได้ทันที
วิธีเปิดใช้งานใน Adobe Photoshop: ไปที่เมนู View > Proof Setup > Custom… จากนั้นเลือกโปรไฟล์สี (Color Profile) ที่ตรงกับที่โรงพิมพ์ใช้ เช่น U.S. Web Coated (SWOP) v2 หรือ Japan Color 2001 Coated ซึ่งควรสอบถามโปรไฟล์ที่ถูกต้องจากโรงพิมพ์โดยตรงเพื่อความแม่นยำสูงสุด
3. การเลือกส่งไฟล์ให้โรงพิมพ์: CMYK หรือ RGB?
โดยทั่วไปแล้ว การส่งไฟล์ที่ตั้งค่าเป็น CMYK คือแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด เพราะเป็นการควบคุมกระบวนการแปลงสีด้วยตนเองและได้ผลลัพธ์ที่คาดเดาได้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม บางโรงพิมพ์สมัยใหม่ที่มีระบบจัดการสี (Color Management System) ที่ดี อาจแนะนำให้ส่งไฟล์เป็น RGB พร้อมกับฝังโปรไฟล์สี (เช่น sRGB หรือ Adobe RGB) มาด้วย แล้วทางโรงพิมพ์จะใช้ซอฟต์แวร์ RIP ขั้นสูงในการแปลงเป็น CMYK ซึ่งอาจช่วยรักษารายละเอียดและความตั้งใจของสี (Color Intent) ได้ดีกว่าในบางกรณี ทั้งนี้ ควรปรึกษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของโรงพิมพ์ที่เลือกใช้เสมอ
4. เคล็ดลับเพิ่มเติมเพื่อความแม่นยำสูงสุด
- การใช้สีดำ (K) ให้คมชัด: สำหรับตัวอักษรหรือเส้นขนาดเล็ก ควรใช้สีดำที่มาจากค่า K 100% เพียงอย่างเดียว (C:0, M:0, Y:0, K:100) จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่คมชัดและอ่านง่าย หลีกเลี่ยงการใช้ “Rich Black” (การผสม C, M, Y เข้าไปกับ K) สำหรับวัตถุขนาดเล็ก เพราะอาจทำให้ขอบเบลอจากการพิมพ์ที่เหลื่อมกันเล็กน้อย
- ความสำคัญของการพิมพ์ Proof: หากเป็นงานพิมพ์จำนวนมากหรือมีความสำคัญสูง การขอพิมพ์ตัวอย่างจริง (Hard Proof) จากโรงพิมพ์เพื่อตรวจสอบสีก่อนการผลิตจริงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่มีหน้าจอใดที่สามารถจำลองสีได้แม่นยำ 100% เท่ากับผลงานพิมพ์จริง
- การปรึกษาโรงพิมพ์เรื่องโปรไฟล์สี: การสื่อสารกับโรงพิมพ์เป็นกุญแจสำคัญ ควรสอบถามเสมอว่าพวกเขาใช้โปรไฟล์สี (Color Profile) ใดสำหรับเครื่องพิมพ์และวัสดุที่เลือก เพื่อให้สามารถตั้งค่าไฟล์งานได้อย่างถูกต้องที่สุด
สรุปแนวทางสู่ผลงานพิมพ์ที่สมบูรณ์แบบ
การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง CMYK vs RGB ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยยกระดับคุณภาพงานพิมพ์ได้อย่างมหาศาล หลักการสำคัญคือการจดจำว่า RGB สำหรับจอ, CMYK สำหรับพิมพ์ การเตรียมไฟล์งานโดยตั้งค่าโหมดสีเป็น CMYK ตั้งแต่ต้น, การใช้เครื่องมือ Soft Proofing, และการสื่อสารกับโรงพิมพ์อย่างใกล้ชิด จะช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาสีเพี้ยน ทำให้ได้ผลงานที่สวยงาม คมชัด และตรงตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้ ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์และสร้างความประทับใจให้แก่ผู้รับสารได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
สำหรับผู้ประกอบการหรือนักออกแบบที่กำลังมองหาโรงพิมพ์มืออาชีพที่เข้าใจความซับซ้อนของงานพิมพ์และพร้อมให้คำปรึกษาเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด GIANT PRINT คือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่พร้อมให้บริการ ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญและเครื่องพิมพ์มาตรฐานระดับสากล ทำให้มั่นใจได้ว่าทุกชิ้นงาน ตั้งแต่ฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์, นามบัตร, ไปจนถึงเมนูอาหาร จะมีสีสันที่แม่นยำและคุณภาพที่น่าประทับใจ
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม หรือปรึกษาเรื่องการเตรียมไฟล์งานได้ที่:
FACEBOOK PAGE: GiantprintMedia
LINE: @282iufnx
TIKTOK: @giantprint_official
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
อีเมล: [email protected]
