สายพิมพ์ต้องรู้! CMYK vs RGB ต่างกันอย่างไร ให้สีตรงปก
- สาระสำคัญของระบบสี CMYK และ RGB
- ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับระบบสีเพื่องานออกแบบ
- เจาะลึกระบบสี RGB: โลกแห่งสีสันบนหน้าจอดิจิทัล
- เจาะลึกระบบสี CMYK: หัวใจสำคัญของงานพิมพ์
- ตารางเปรียบเทียบ CMYK vs RGB ให้เห็นภาพชัดเจน
- แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดเพื่อเตรียมไฟล์งานพิมพ์ให้สีตรงปก
- สรุป: เลือกใช้ระบบสีให้ถูกประเภทเพื่อผลลัพธ์ระดับมืออาชีพ
สำหรับผู้ประกอบการและนักออกแบบ ปัญหาคลาสสิกที่มักพบเจอคือสีของงานออกแบบบนหน้าจอคอมพิวเตอร์มีความสวยงามสดใส แต่เมื่อพิมพ์ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์จริง เช่น ฉลากสินค้า โบรชัวร์ หรือป้ายโฆษณา สีที่ได้กลับดูหม่นหมองหรือผิดเพี้ยนไปจากที่คาดหวัง ปัญหานี้มีต้นตอมาจากการขาดความเข้าใจในเรื่องพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือความแตกต่างของระบบสี การทำความเข้าใจว่า สายพิมพ์ต้องรู้! CMYK vs RGB ต่างกันอย่างไร ให้สีตรงปก จึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานที่ได้มาตรฐานและสื่อสารภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างแม่นยำ
สาระสำคัญของระบบสี CMYK และ RGB

- RGB (Red, Green, Blue) คือระบบสีที่เกิดจากการผสมแสง ใช้สำหรับแสดงผลบนหน้าจอดิจิทัล เช่น จอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และโทรทัศน์ ซึ่งมีขอบเขตสี (Gamut) ที่กว้างและสดใส
- CMYK (Cyan, Magenta, Yellow, Key/Black) คือระบบสีที่เกิดจากการดูดซับแสงของหมึกพิมพ์บนวัสดุ ใช้สำหรับงานพิมพ์ทุกชนิด เช่น หนังสือ นามบัตร บรรจุภัณฑ์ และฉลากสินค้า โดยมีขอบเขตสีที่จำกัดกว่า RGB
- การแปลงไฟล์จากโหมดสี RGB เป็น CMYK อาจทำให้สีที่เคยสดใสบนหน้าจอดูกลายเป็นสีที่หม่นลง เนื่องจากขอบเขตสีของ CMYK ไม่สามารถแสดงสีสันที่สดจัดเท่ากับ RGB ได้
- เพื่อผลลัพธ์งานพิมพ์ที่ดีที่สุด ควรตั้งค่าไฟล์งานออกแบบให้อยู่ในโหมด CMYK ตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการทำงาน เพื่อให้เห็นสีที่ใกล้เคียงกับงานพิมพ์จริงมากที่สุด
- การตรวจสอบสีด้วยฟังก์ชัน Proof Colors ในโปรแกรมออกแบบก่อนส่งไฟล์ให้โรงพิมพ์ เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงปัญหาสีเพี้ยนได้
ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับระบบสีเพื่องานออกแบบ
ในโลกของการออกแบบและการผลิตสื่อ สีคือองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้และอารมณ์ของผู้บริโภคอย่างมหาศาล การเลือกใช้สีที่ถูกต้องไม่เพียงแต่จะทำให้งานออกแบบดูสวยงาม แต่ยังสะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพและความน่าเชื่อถือของแบรนด์อีกด้วย อย่างไรก็ตาม การทำให้สีที่ปรากฏบนสื่อสิ่งพิมพ์ตรงกับสิ่งที่เห็นบนหน้าจอนั้นจำเป็นต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ “ระบบสี” หรือ “Color Mode” สองประเภทหลักที่ทำงานแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ได้แก่ RGB และ CMYK การเรียนรู้ว่า สายพิมพ์ต้องรู้! CMYK vs RGB ต่างกันอย่างไร ให้สีตรงปก จึงไม่ใช่แค่เรื่องทางเทคนิค แต่เป็นรากฐานสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของผลงานขั้นสุดท้าย
ความสำคัญของการเลือกระบบสีที่ถูกต้อง
การเลือกระบบสีที่ไม่เหมาะสมกับประเภทของงานเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาสีไม่ตรงปก หากนักออกแบบสร้างสรรค์ผลงานสำหรับสื่อสิ่งพิมพ์โดยใช้โหมดสี RGB ซึ่งเป็นสีสำหรับหน้าจอ เมื่อไฟล์ถูกส่งไปยังโรงพิมพ์และแปลงเป็น CMYK เพื่อการพิมพ์ สีที่เคยสดใส เช่น สีเขียวมะนาว หรือสีส้มสะท้อนแสง จะถูกบีบอัดให้อยู่ในขอบเขตสีที่แคบลงของ CMYK ส่งผลให้สีที่พิมพ์ออกมาดูทึบ หม่น หรือผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับอย่างสิ้นเชิง สิ่งนี้ไม่เพียงสร้างความผิดหวัง แต่ยังอาจนำไปสู่ความสูญเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการแก้ไขและผลิตงานใหม่ ดังนั้น การตั้งค่าโหมดสีให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้นจึงเป็นขั้นตอนการป้องกันปัญหาที่ดีที่สุด
กลุ่มผู้ที่ต้องเกี่ยวข้องกับระบบสี
ความรู้เกี่ยวกับระบบสี RGB และ CMYK ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มนักออกแบบกราฟิกเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบุคคลในหลากหลายสายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสื่อ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจ SME ที่ต้องการสั่งพิมพ์ฉลากสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์, ฝ่ายการตลาดที่ดูแลการผลิตสื่อส่งเสริมการขาย เช่น โบรชัวร์และโปสเตอร์, ไปจนถึงผู้ที่ทำงานในแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์และบรรณาธิการ ทุกคนล้วนต้องเผชิญกับการนำไฟล์ดิจิทัลไปสู่กระบวนการพิมพ์ การมีความเข้าใจพื้นฐานในเรื่องนี้จะช่วยให้สามารถสื่อสารกับโรงพิมพ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และควบคุมคุณภาพของงานให้เป็นไปตามที่คาดหวัง
เจาะลึกระบบสี RGB: โลกแห่งสีสันบนหน้าจอดิจิทัล
ระบบสี RGB เป็นมาตรฐานสำหรับสื่อที่แสดงผลผ่านหน้าจอทุกประเภท หลักการทำงานของมันเกี่ยวข้องกับ “แสง” ซึ่งแตกต่างจากหมึกพิมพ์โดยสิ้นเชิง การทำความเข้าใจธรรมชาติของ RGB จะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนว่าทำไมสีสันบนหน้าจอจึงมีความสดใสและหลากหลายกว่างานพิมพ์
หลักการทำงานของสี RGB (Additive Color)
RGB ย่อมาจาก Red (แดง), Green (เขียว), และ Blue (น้ำเงิน) ซึ่งเป็นแม่สีของแสง ระบบนี้ทำงานภายใต้หลักการที่เรียกว่า “Additive Color” หรือ “การผสมสีแบบบวก” หมายความว่า สีต่างๆ เกิดจากการนำแสงสีทั้งสามมาผสมกันด้วยความเข้มที่แตกต่างกันไป หน้าจอแสดงผล เช่น จอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน ประกอบด้วยพิกเซลขนาดเล็กจำนวนมหาศาล ซึ่งแต่ละพิกเซลสามารถเปล่งแสงสีแดง เขียว และน้ำเงินได้ เมื่อไม่มีการเปล่งแสงใดๆ เลย หน้าจอจะเป็นสีดำ แต่เมื่อแสงทั้งสามสีถูกฉายออกมาด้วยความเข้มสูงสุดเท่ากัน จะเกิดการรวมตัวเป็น “แสงสีขาว” นี่คือเหตุผลที่ทำให้สีในโหมด RGB สามารถสร้างสีที่สว่างและสดใสได้อย่างน่าทึ่ง
ขอบเขตสีที่กว้างขวางของ RGB
ขอบเขตของสีที่สามารถแสดงผลได้เรียกว่า “Color Gamut” ระบบสี RGB มี Color Gamut ที่กว้างมาก ทำให้สามารถสร้างเฉดสีได้นับล้านเฉด รวมถึงสีที่ไม่มีอยู่จริงในธรรมชาติของหมึกพิมพ์ เช่น สีฟ้าอิเล็กทริก (Electric Blue), สีชมพูช็อกกิ้งพิ้งค์ (Shocking Pink) หรือสีเขียวนีออน (Neon Green) สีเหล่านี้เกิดจากการเปล่งแสงที่มีความเข้มสูง ซึ่งเป็นสิ่งที่หมึกพิมพ์ไม่สามารถทำได้ นี่คือคำอธิบายว่าทำไมงานออกแบบที่ดูโดดเด่นบนหน้าจอจึงอาจไม่สามารถพิมพ์ออกมาให้เหมือนกันได้ 100%
การประยุกต์ใช้ RGB ในสื่อดิจิทัล
เนื่องจาก RGB เป็นระบบสีที่อิงกับการแสดงผลของแสง จึงเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับงานที่เผยแพร่ผ่านช่องทางดิจิทัลเท่านั้น ตัวอย่างการใช้งานที่ถูกต้องของโหมดสี RGB ได้แก่:
- การออกแบบเว็บไซต์ (Web Design): กราฟิก, แบนเนอร์, และองค์ประกอบต่างๆ บนเว็บไซต์
- สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media Content): รูปภาพและวิดีโอสำหรับ Facebook, Instagram, TikTok
- วิดีโอและภาพยนตร์ (Video and Animation): การตัดต่อวิดีโอ, การสร้างแอนิเมชัน และ Motion Graphics
- งานนำเสนอ (Presentations): สไลด์สำหรับโปรแกรม PowerPoint หรือ Keynote
- การออกแบบส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ (UI/UX Design): ไอคอนและองค์ประกอบต่างๆ ในแอปพลิเคชัน
เจาะลึกระบบสี CMYK: หัวใจสำคัญของงานพิมพ์
เมื่อใดก็ตามที่งานออกแบบจะต้องถูกพิมพ์ลงบนวัสดุ ไม่ว่าจะเป็นกระดาษ สติกเกอร์ หรือพลาสติก ระบบสีที่ต้องใช้คือ CMYK ซึ่งเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมการพิมพ์ทั่วโลก หลักการทำงานของ CMYK นั้นตรงกันข้ามกับ RGB โดยสิ้นเชิง
หลักการทำงานของสี CMYK (Subtractive Color)
CMYK ย่อมาจาก Cyan (ฟ้าอมเขียว), Magenta (แดงอมม่วง), Yellow (เหลือง), และ Key (สีดำ) ระบบนี้ทำงานภายใต้หลักการ “Subtractive Color” หรือ “การผสมสีแบบลบ” ซึ่งเป็นการทำงานของหมึกพิมพ์บนพื้นผิววัสดุ (โดยทั่วไปคือกระดาษสีขาว) เมื่อแสงสีขาวตกกระทบลงบนหมึกพิมพ์ หมึกแต่ละสีจะ “ดูดซับ” หรือ “ลบ” คลื่นแสงบางสีออกไป และสะท้อนสีที่เหลือกลับมาสู่สายตาเรา ตัวอย่างเช่น หมึกสีเหลืองจะดูดซับแสงสีน้ำเงินและสะท้อนแสงสีแดงกับเขียวออกมา (ซึ่งรวมกันเป็นสีเหลือง) เมื่อนำหมึก C, M, และ Y มาผสมกันตามทฤษฎี ควรจะได้สีดำสนิท แต่ในความเป็นจริงจะได้เพียงสีน้ำตาลเข้มหรือเทาหม่นๆ เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ จึงต้องมีการเพิ่มหมึกสีดำ (Key) เข้ามาเป็นสีที่สี่ เพื่อให้ได้สีดำที่คมชัดและสร้างมิติความลึกให้กับภาพ
ข้อจำกัดด้านขอบเขตสีของ CMYK
ดังที่กล่าวไปข้างต้น Color Gamut ของ CMYK นั้นแคบกว่า RGB อย่างมีนัยสำคัญ หมึกพิมพ์ไม่สามารถสะท้อนแสงเพื่อสร้างสีที่สว่างสดใสแบบที่หน้าจอทำได้ ดังนั้น สีที่อยู่นอกขอบเขต (Out of Gamut) ของ CMYK เมื่อถูกแปลงค่ามาจาก RGB จะถูกปรับให้เป็นสีที่ใกล้เคียงที่สุดที่ระบบ CMYK สามารถพิมพ์ได้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักจะเป็นสีที่ดูทึบและมีความอิ่มตัวน้อยลง
ข้อควรจำ: สีที่สดใสจัดจ้านในโหมด RGB โดยเฉพาะกลุ่มสีนีออนและสีสะท้อนแสง จะเป็นสีที่ดูหม่นลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อถูกพิมพ์ด้วยระบบ CMYK การเลือกใช้สีที่อยู่ในขอบเขตของ CMYK ตั้งแต่แรกจะช่วยให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับความคาดหวังมากที่สุด
การประยุกต์ใช้ CMYK ในอุตสาหกรรมการพิมพ์
ทุกชิ้นงานที่ต้องการผลลัพธ์เป็นการพิมพ์ทางกายภาพ จำเป็นต้องถูกตั้งค่าและออกแบบในโหมดสี CMYK เสมอ ตัวอย่างการใช้งานได้แก่:
- สื่อส่งเสริมการขาย: โบรชัวร์, ใบปลิว, นามบัตร, โปสเตอร์, ป้ายโฆษณา
- บรรจุภัณฑ์และฉลาก: กล่องสินค้า, ฉลากติดขวด, สติกเกอร์แบรนด์
- สิ่งพิมพ์: หนังสือ, นิตยสาร, แคตตาล็อกสินค้า, เมนูอาหาร
- ของที่ระลึก: การ์ดอวยพร, ปฏิทิน, บัตรสะสมแต้ม
ตารางเปรียบเทียบ CMYK vs RGB ให้เห็นภาพชัดเจน
เพื่อสรุปความแตกต่างที่สำคัญระหว่างสองระบบสี การเปรียบเทียบคุณสมบัติในแต่ละด้านจะช่วยให้เข้าใจและจดจำได้ง่ายขึ้น
| คุณสมบัติ | RGB (Red, Green, Blue) | CMYK (Cyan, Magenta, Yellow, Key) |
|---|---|---|
| หลักการทำงาน | การผสมสีแบบบวก (Additive Color) – ใช้แสง | การผสมสีแบบลบ (Subtractive Color) – ใช้หมึก |
| ส่วนประกอบของสี | แม่สี 3 สี: แดง, เขียว, น้ำเงิน | แม่สี 4 สี: ฟ้าอมเขียว, แดงอมม่วง, เหลือง, ดำ |
| ผลลัพธ์การผสมสี 100% | สีขาว | สีดำ (ตามทฤษฎี) |
| ขอบเขตสี (Gamut) | กว้างมาก สามารถแสดงสีสดใสและสีนีออนได้ | แคบกว่า ไม่สามารถพิมพ์สีที่สดใสเท่า RGB ได้ |
| การใช้งานหลัก | สื่อดิจิทัล: เว็บไซต์, วิดีโอ, โซเชียลมีเดีย, แอปพลิเคชัน | สื่อสิ่งพิมพ์: โบรชัวร์, ฉลากสินค้า, นิตยสาร, บรรจุภัณฑ์ |
แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดเพื่อเตรียมไฟล์งานพิมพ์ให้สีตรงปก
การเข้าใจทฤษฎีเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งสำคัญคือการนำความรู้นั้นมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงานจริง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมามีคุณภาพและสีสันตรงตามที่ต้องการ
ตั้งค่าโหมดสีให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น
กฎข้อแรกและสำคัญที่สุดสำหรับงานพิมพ์คือ ต้องตั้งค่าไฟล์งานเป็นโหมด CMYK ตั้งแต่เริ่มสร้างไฟล์ใหม่ ในโปรแกรมออกแบบส่วนใหญ่ เช่น Adobe Photoshop หรือ Illustrator จะมีตัวเลือกให้กำหนด Color Mode เมื่อสร้างเอกสารใหม่ การทำงานในโหมด CMYK ตั้งแต่แรกจะช่วยให้เห็นขีดจำกัดของสีและเลือกใช้สีที่สามารถพิมพ์ได้จริง หลีกเลี่ยงการออกแบบในโหมด RGB แล้วค่อยมาแปลงไฟล์เป็น CMYK ในขั้นตอนสุดท้าย เพราะนั่นคือสาเหตุหลักที่ทำให้สีเพี้ยนและเกิดความผิดหวังเมื่อเห็นงานพิมพ์จริง สำหรับไฟล์ที่มีอยู่แล้วในโปรแกรม Adobe Photoshop สามารถแปลงโหมดสีได้โดยไปที่เมนู Image > Mode > CMYK Color
เทคนิคการกำหนดและจัดการค่าสี CMYK
ในโหมด CMYK สีแต่ละสีจะถูกกำหนดด้วยค่าเปอร์เซ็นต์ของหมึกแต่ละตัว ตั้งแต่ 0-100% การกำหนดค่าสีโดยตรงด้วยตัวเลขเปอร์เซ็นต์จะให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำกว่าการใช้ eyedropper tool ดูดสีจากภาพในโหมด RGB นอกจากนี้ สำหรับงานที่ต้องการความเที่ยงตรงของสีเป็นพิเศษ เช่น สีโลโก้ขององค์กร การอ้างอิงรหัสสีจาก Color Chart หรือ Pantone Matching System (PMS) แล้วแปลงเป็นค่า CMYK ที่ใกล้เคียงที่สุด จะช่วยให้การสื่อสารกับโรงพิมพ์เป็นไปอย่างราบรื่นและได้สีที่ถูกต้องตามมาตรฐาน
การตรวจสอบสีเบื้องต้นก่อนส่งไฟล์ให้โรงพิมพ์
โปรแกรมออกแบบระดับมืออาชีพมีเครื่องมือที่ช่วยจำลองการแสดงผลของสีในโหมด CMYK บนหน้าจอได้ ซึ่งเรียกว่า “Proof Colors” หรือ “Soft Proofing” การเปิดใช้งานฟังก์ชันนี้จะทำให้สีบนหน้าจอ (ซึ่งยังคงเป็น RGB) ถูกปรับให้แสดงผลใกล้เคียงกับสิ่งที่คาดว่าจะได้จากเครื่องพิมพ์ CMYK มากที่สุด แม้จะไม่แม่นยำ 100% แต่ก็เป็นวิธีที่ดีเยี่ยมในการตรวจสอบและจัดการความคาดหวังเบื้องต้น ช่วยให้สามารถปรับแก้สีที่ดูหม่นเกินไปหรือผิดเพี้ยนได้ก่อนที่จะส่งไฟล์เข้าสู่กระบวนการผลิตจริง
ข้อควรระวังเพิ่มเติมเพื่อหลีกเลี่ยงสีเพี้ยน
- หลีกเลี่ยงการใช้สีดำเพียงค่าเดียว (K=100) สำหรับพื้นที่สีดำขนาดใหญ่: การใช้ค่า K 100% เพียงอย่างเดียวอาจทำให้สีดำที่พิมพ์ออกมาดูไม่เข้มสนิทหรือเป็นสีเทาเข้ม ควรใช้ “Rich Black” ซึ่งเป็นการผสมสีอื่นเข้าไปเล็กน้อย เช่น C:60 M:40 Y:40 K:100 เพื่อให้ได้สีดำที่ลึกและทึบกว่า
- สอบถามโปรไฟล์สี (Color Profile) จากโรงพิมพ์: โรงพิมพ์แต่ละแห่งอาจใช้เครื่องพิมพ์และมาตรฐานโปรไฟล์สีที่แตกต่างกัน การสอบถามและตั้งค่าโปรไฟล์สีในไฟล์งานให้ตรงกับโรงพิมพ์จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำยิ่งขึ้น
- ความละเอียดของไฟล์ (Resolution): สำหรับงานพิมพ์ ความละเอียดของไฟล์ควรอยู่ที่ 300 DPI (Dots Per Inch) เป็นอย่างน้อย เพื่อให้ภาพมีความคมชัดและไม่แตกเบลอ
สรุป: เลือกใช้ระบบสีให้ถูกประเภทเพื่อผลลัพธ์ระดับมืออาชีพ
ความแตกต่างระหว่างระบบสี CMYK และ RGB เป็นความรู้พื้นฐานที่ขาดไม่ได้สำหรับทุกคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการออกแบบและสื่อสิ่งพิมพ์ การจดจำหลักการง่ายๆ ว่า RGB สำหรับหน้าจอ และ CMYK สำหรับงานพิมพ์ จะช่วยป้องกันปัญหาสีเพี้ยนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวางแผนและตั้งค่าไฟล์งานให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น ควบคู่ไปกับการใช้เทคนิคการตรวจสอบสีที่เหมาะสม จะทำให้มั่นใจได้ว่าผลงานที่ออกมาจะมีคุณภาพ สีสันสวยงามตรงปก และสร้างความพึงพอใจให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
สำหรับผู้ประกอบการ SME หรือนักออกแบบที่กำลังมองหาโรงพิมพ์มืออาชีพที่เข้าใจความซับซ้อนของงานพิมพ์และใส่ใจในทุกรายละเอียด GIANT PRINT คือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่พร้อมให้บริการ ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญและเครื่องพิมพ์มาตรฐานระดับสากล ทำให้สามารถผลิตผลงานคุณภาพสูง สีสด คมชัด ไม่ว่าจะเป็นฉลากสินค้า, สติกเกอร์, นามบัตร, โบรชัวร์, เมนูอาหาร และสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ อีกมากมาย พร้อมบริการให้คำปรึกษาและออกแบบเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม และรับคำปรึกษาจากทีมงานมืออาชีพได้ที่:
- Facebook: FACEBOOK PAGE
- Line: LINE
- TikTok: TIKTOK
- เว็บไซต์: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
อีเมล: [email protected]
