ไม่ต้องสต็อกเป็นพัน! รู้จัก ‘Digital Offset’ 2026 งานพิมพ์คุณภาพสูง ไม่มีขั้นต่ำ SME ต้องลอง
- สรุปประเด็นสำคัญ
- ภาพรวมอุตสาหกรรมการพิมพ์ 2026 และความท้าทายของ SME
- ไม่ต้องสต็อกเป็นพัน! รู้จัก ‘Digital Offset’ 2026 งานพิมพ์คุณภาพสูง ไม่มีขั้นต่ำ SME ต้องลอง (ฉบับเจาะลึก)
- เปรียบเทียบชัดๆ: Digital Offset vs. การพิมพ์ออฟเซ็ตแบบดั้งเดิม
- การประยุกต์ใช้ Digital Offset เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ SME
- เจาะลึกงาน Thailand PrintTech & Signage Expo 2026: โอกาสที่ SME ไม่ควรพลาด
- บทสรุป: Digital Offset ก้าวต่อไปของการพิมพ์สำหรับ SME
- มองหาโรงพิมพ์คุณภาพสำหรับโปรเจกต์ของคุณ
ในโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง การบริหารต้นทุนและสร้างความแตกต่างเป็นหัวใจสำคัญสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) หนึ่งในความท้าทายที่พบบ่อยคือการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์หรือบรรจุภัณฑ์ ซึ่งการพิมพ์ระบบออฟเซ็ตแบบดั้งเดิมมักกำหนดจำนวนสั่งผลิตขั้นต่ำที่สูง ทำให้เกิดปัญหาต้นทุนจมและสต็อกบวม แต่ในปี 2026 นี้ เทคโนโลยีการพิมพ์ได้ก้าวไปอีกขั้นกับแนวคิดที่น่าจับตามอง นั่นคือ ไม่ต้องสต็อกเป็นพัน! รู้จัก ‘Digital Offset’ 2026 งานพิมพ์คุณภาพสูง ไม่มีขั้นต่ำ SME ต้องลอง ซึ่งเป็นโซลูชันที่ผสานคุณภาพความคมชัดระดับออฟเซ็ตเข้ากับความยืดหยุ่นของการพิมพ์ดิจิทัล ทำให้การสั่งผลิตจำนวนน้อยเป็นไปได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ
สรุปประเด็นสำคัญ

- Digital Offset: คือเทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัลขั้นสูงที่ให้ผลลัพธ์คุณภาพเทียบเท่าการพิมพ์ออฟเซ็ต แต่โดดเด่นด้วยการที่ไม่จำเป็นต้องมีจำนวนสั่งผลิตขั้นต่ำ (No Minimum Order Quantity)
- ตอบโจทย์ SME: เหมาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจ SME ที่ต้องการทดลองตลาด, ผลิตสินค้าคอลเลกชันพิเศษ (Limited Edition) หรือจัดการต้นทุนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยลดความเสี่ยงด้านการสต็อกสินค้าจำนวนมาก
- Print on Demand: แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักการ “Print on Demand” หรือการพิมพ์ตามจำนวนที่ต้องการจริง ช่วยให้ธุรกิจมีความคล่องตัวและตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้อย่างรวดเร็ว
- เทรนด์สำคัญในปี 2026: เทคโนโลยี Digital Offset และโซลูชันที่เกี่ยวข้องจะเป็นไฮไลท์สำคัญในงานแสดงนวัตกรรมการพิมพ์ เช่น Thailand PrintTech & Signage Expo 2026 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญสำหรับผู้ประกอบการในการอัปเดตเทรนด์และค้นหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ
ภาพรวมอุตสาหกรรมการพิมพ์ 2026 และความท้าทายของ SME
อุตสาหกรรมการพิมพ์ในปัจจุบันกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลที่ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มธุรกิจ SME ที่มีความจำเป็นต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อความอยู่รอด
บริบทใหม่ของการพิมพ์ในยุคดิจิทัล
ในปี 2026 แนวโน้มของอุตสาหกรรมการพิมพ์มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพ, การลดต้นทุน และการประหยัดเวลา ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของเครื่องพิมพ์ดิจิทัล, เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท, เครื่องพิมพ์ยูวี และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้อง เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้กระบวนการผลิตรวดเร็วขึ้น แต่ยังเปิดโอกาสให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานพิมพ์ที่มีความหลากหลายและตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลได้มากขึ้น เช่น บรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ, ฉลากสินค้าที่มีข้อมูลแตกต่างกันในแต่ละชิ้น (Variable Data Printing) หรือสื่อส่งเสริมการขายที่ปรับเปลี่ยนได้ตามแคมเปญการตลาด
ข้อจำกัดของการพิมพ์แบบดั้งเดิมที่ SME ต้องเผชิญ
แม้ว่าการพิมพ์ระบบออฟเซ็ต (Offset Printing) จะยังคงเป็นมาตรฐานสำหรับงานพิมพ์คุณภาพสูงที่ต้องการผลิตในปริมาณมหาศาล แต่ก็มีข้อจำกัดที่กลายเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับ SME หลายราย:
- จำนวนสั่งผลิตขั้นต่ำ (Minimum Order Quantity – MOQ): การพิมพ์ออฟเซ็ตมีต้นทุนการตั้งค่าเริ่มต้นที่สูง เนื่องจากต้องมีการทำเพลทแม่พิมพ์ ทำให้โรงพิมพ์ส่วนใหญ่กำหนดขั้นต่ำในการสั่งผลิตที่หลักพันหรือหลักหมื่นชิ้น เพื่อให้ต้นทุนต่อหน่วยถูกลง ซึ่งเป็นภาระหนักสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก
- ต้นทุนจมและความเสี่ยงด้านสต็อก: การต้องสั่งพิมพ์จำนวนมากทำให้ SME ต้องแบกรับความเสี่ยง หากสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์นั้นไม่เป็นที่ต้องการของตลาด หรือมีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ในภายหลัง สินค้าที่สต็อกไว้ก็จะกลายเป็นต้นทุนที่สูญเปล่าทันที
- ขาดความยืดหยุ่น: กระบวนการผลิตของระบบออฟเซ็ตไม่เอื้อต่อการปรับเปลี่ยนแก้ไขงานบ่อยครั้งหรืองานที่ต้องการความรวดเร็ว ทำให้ไม่ตอบโจทย์ธุรกิจที่ต้องการความคล่องตัวสูง
จากความท้าทายเหล่านี้ จึงเป็นที่มาของความต้องการโซลูชันการพิมพ์ที่สามารถรักษาคุณภาพระดับพรีเมียมไว้ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความยืดหยุ่นสูงและไม่ต้องลงทุนมหาศาลในการสั่งผลิตแต่ละครั้ง ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาของเทคโนโลยี “Digital Offset”
ไม่ต้องสต็อกเป็นพัน! รู้จัก ‘Digital Offset’ 2026 งานพิมพ์คุณภาพสูง ไม่มีขั้นต่ำ SME ต้องลอง (ฉบับเจาะลึก)
แนวคิดเรื่อง ไม่ต้องสต็อกเป็นพัน! รู้จัก ‘Digital Offset’ 2026 งานพิมพ์คุณภาพสูง ไม่มีขั้นต่ำ SME ต้องลอง ไม่ใช่แค่สโลแกนทางการตลาด แต่เป็นภาพสะท้อนของนวัตกรรมการพิมพ์ที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในงานแสดงเทคโนโลยีการพิมพ์แห่งปี 2026
นิยามของ Digital Offset
Digital Offset เป็นคำที่ใช้อธิบายเทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัลขั้นสูงที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพใกล้เคียงหรือเทียบเท่ากับการพิมพ์ระบบออฟเซ็ตแบบดั้งเดิม จุดเด่นที่สุดคือการทลายข้อจำกัดเรื่องจำนวนขั้นต่ำในการผลิต ทำให้ผู้ประกอบการสามารถสั่งพิมพ์งานได้ตามจำนวนที่ต้องการจริง ไม่ว่าจะเป็นเพียงหนึ่งชิ้นหรือหลายร้อยชิ้นก็ตาม โดยที่ยังคงรักษาความคมชัด, ความสดของสี และรายละเอียดของภาพได้อย่างยอดเยี่ยม
Digital Offset คือการผสานข้อดีระหว่าง “คุณภาพ” ของระบบออฟเซ็ต และ “ความยืดหยุ่น” ของระบบดิจิทัล เพื่อสร้างโซลูชันการพิมพ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับยุคสมัยใหม่
หลักการทำงานที่ผสานจุดแข็งของสองเทคโนโลยี
แม้ว่าในทางเทคนิค “Digital Offset” อาจไม่ใช่ระบบการพิมพ์ที่เป็นมาตรฐานสากล แต่เป็นคำที่ใช้เพื่อสื่อถึงเครื่องพิมพ์ดิจิทัลสมรรถนะสูง เช่น เครื่องพิมพ์ระบบ HP Indigo ซึ่งใช้เทคโนโลยี Liquid ElectroInk (LEP) ที่ให้ผลลัพธ์ของหมึกบนกระดาษคล้ายกับระบบออฟเซ็ต ต่างจากการพิมพ์ดิจิทัลทั่วไปที่ใช้โทนเนอร์แบบผง หลักการสำคัญคือการส่งข้อมูลจากไฟล์ดิจิทัลไปยังเครื่องพิมพ์โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทำแม่พิมพ์ (Plate) ทำให้สามารถเริ่มต้นการผลิตได้อย่างรวดเร็ว และเปลี่ยนแปลงข้อมูลในแต่ละสำเนาได้ (Variable Data Printing) ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบออฟเซ็ตทำไม่ได้
เปรียบเทียบชัดๆ: Digital Offset vs. การพิมพ์ออฟเซ็ตแบบดั้งเดิม
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างและข้อได้เปรียบของเทคโนโลยี Digital Offset ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถเปรียบเทียบกับระบบการพิมพ์ออฟเซ็ตแบบดั้งเดิมได้ในมิติต่างๆ ดังตารางต่อไปนี้
| คุณสมบัติ | Digital Offset | การพิมพ์ออฟเซ็ตแบบดั้งเดิม |
|---|---|---|
| คุณภาพงานพิมพ์ | สูงมาก, คมชัด, สีสันสดใส, เทียบเท่าระบบออฟเซ็ต | สูงมาก, ถือเป็นมาตรฐานสำหรับงานพิมพ์คุณภาพ |
| จำนวนขั้นต่ำ (MOQ) | ไม่มีขั้นต่ำ (เริ่มต้นที่ 1 ชิ้น) เหมาะกับ Print on Demand | สูง (หลักพันถึงหมื่นชิ้น) เพื่อให้คุ้มค่าการผลิต |
| ความเร็วในการผลิต | รวดเร็วมาก สามารถเริ่มพิมพ์ได้ทันทีจากไฟล์ดิจิทัล | ช้ากว่า เนื่องจากต้องมีขั้นตอนการเตรียมแม่พิมพ์ (Plate) |
| ต้นทุนต่อหน่วย (จำนวนน้อย) | ต่ำกว่าอย่างชัดเจน | สูงมาก ไม่คุ้มค่าการผลิต |
| ต้นทุนต่อหน่วย (จำนวนมาก) | สูงกว่าระบบออฟเซ็ตเล็กน้อย | ต่ำที่สุด ยิ่งพิมพ์เยอะยิ่งถูกลง |
| ความยืดหยุ่น (Variable Data) | สูงมาก สามารถพิมพ์ข้อมูลที่แตกต่างกันในแต่ละชิ้นได้ | ทำไม่ได้ ทุกชิ้นต้องเหมือนกันจากแม่พิมพ์เดียว |
| การเตรียมงาน (Setup) | ง่ายและรวดเร็ว ไม่ต้องใช้แม่พิมพ์ | ซับซ้อนและใช้เวลา มีต้นทุนค่าแม่พิมพ์ |
การประยุกต์ใช้ Digital Offset เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ SME
ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นด้านความยืดหยุ่นและคุณภาพ เทคโนโลยี Digital Offset เปิดโอกาสให้ SME สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้หลากหลายรูปแบบ
การผลิตสินค้าเพื่อทดลองตลาด (Market Testing)
SME สามารถใช้ Digital Offset ในการผลิตบรรจุภัณฑ์ ฉลากสินค้า หรือสื่อส่งเสริมการขายในปริมาณน้อย เพื่อนำสินค้าต้นแบบออกไปทดสอบการตอบรับจากตลาดจริงก่อนการลงทุนผลิตล็อตใหญ่ วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินได้อย่างมหาศาล หากผลตอบรับไม่เป็นไปตามคาด ก็สามารถปรับเปลี่ยนดีไซน์หรือกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็วโดยมีต้นทุนที่สูญเสียน้อยที่สุด
สินค้า Limited Edition และการตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Marketing)
การสร้างสรรค์สินค้าคอลเลกชันพิเศษหรือสินค้าที่มีจำนวนจำกัดเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและกระตุ้นความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี Digital Offset ทำให้การผลิตสินค้าเหล่านี้เป็นเรื่องง่ายและคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นกล่องบรรจุภัณฑ์ลวดลายพิเศษตามเทศกาล การ์ดขอบคุณลูกค้าพร้อมพิมพ์ชื่อเฉพาะบุคคล หรือฉลากสินค้ารุ่นลิมิเต็ดสำหรับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายขนาดเล็ก
ลดต้นทุนและบริหารสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพ
หัวใจสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนรูปแบบการจัดการสต็อก จากเดิมที่ต้องสั่งพิมพ์ครั้งละมากๆ (Just in Case) มาเป็นการพิมพ์ตามความต้องการใช้งานจริง (Just in Time) หรือ Print on Demand สิ่งนี้ช่วยปลดล็อกเงินทุนที่เคยจมอยู่กับสต็อกสินค้า ทำให้ SME มีกระแสเงินสดหมุนเวียนที่ดีขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่คลังสินค้า และลดปริมาณขยะที่เกิดจากสื่อสิ่งพิมพ์ที่ล้าสมัยหรือขายไม่ออก
เจาะลึกงาน Thailand PrintTech & Signage Expo 2026: โอกาสที่ SME ไม่ควรพลาด
เพื่อสัมผัสกับนวัตกรรม Digital Offset และเทคโนโลยีการพิมพ์อื่นๆ อย่างใกล้ชิด งานแสดงสินค้าจึงเป็นเวทีที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ประกอบการ ซึ่งงาน Thailand PrintTech & Signage Expo 2026 (หรืออาจเรียกว่า Printing & Packaging Expo) ถือเป็นงานที่ต้องจับตามอง
ภาพรวมและไฮไลท์สำคัญของงาน
งาน Thailand PrintTech & Signage Expo 2026 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-29 มีนาคม 2026 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี จัดโดยบริษัท 121 ครีเอชั่น จำกัด งานนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 15,000 คน และมีผู้จัดแสดงสินค้ากว่า 500 ราย ทั้งในรูปแบบ B2B และ B2C ภายใต้แนวคิด SME+I (Smart, Management, Effective + Innovation) ซึ่งมุ่งเน้นการนำเสนอนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการ SME โดยตรง
เทคโนโลยีและโซลูชันที่น่าจับตามองภายในงาน
ภายในงานจะมีการจัดแสดงเทคโนโลยีและบริการที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมการพิมพ์อย่างครบวงจร ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบที่สนับสนุนแนวคิด Digital Offset และการพิมพ์แบบไม่มีขั้นต่ำ:
- เครื่องพิมพ์ดิจิทัลและออฟเซ็ต: การสาธิตเครื่องพิมพ์ดิจิทัลสมรรถนะสูงที่ให้คุณภาพเทียบเท่าออฟเซ็ต
- เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท: เทคโนโลยีสำหรับงานพิมพ์ขนาดใหญ่ (Wide-Format) และการพิมพ์บนวัสดุที่หลากหลายด้วยระบบ UV
- การพิมพ์บรรจุภัณฑ์และฉลาก: โซลูชันครบวงจรตั้งแต่การออกแบบจนถึงการผลิต สำหรับธุรกิจทุกขนาด
- บริการก่อนและหลังการพิมพ์: เทคนิคการเคลือบ, การปั๊ม, การไดคัท เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับชิ้นงาน
- ซอฟต์แวร์การพิมพ์: โปรแกรมที่ช่วยจัดการขั้นตอนการทำงานให้เป็นอัตโนมัติและมีประสิทธิภาพ
เป้าหมายของงานคือการช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ, ลดต้นทุน, ประหยัดเวลา และขยายโอกาสทางธุรกิจไปยังกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา, เวียดนาม)
เหตุผลที่งานนี้สำคัญต่อเทรนด์ Digital Offset
งานนี้เปรียบเสมือนศูนย์รวมที่ผู้ประกอบการจะได้เห็นว่าแนวคิด “Digital Offset” ถูกนำมาทำให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไรผ่านเทคโนโลยีจากผู้ผลิตชั้นนำ จะมีการสาธิตการทำงานของเครื่องพิมพ์ที่สามารถผลิตงานคุณภาพสูงในจำนวนน้อยได้อย่างรวดเร็ว เป็นโอกาสในการพบปะและปรึกษากับผู้ให้บริการโรงพิมพ์ยุคใหม่ เช่น Touch Printing Co., Ltd., FENGSHENG และ Nationwide ที่นำเสนอโซลูชันเหล่านี้โดยตรง ดังนั้น “Digital Offset” จึงไม่ใช่แค่คำศัพท์ทางเทคนิค แต่เป็นคำที่ใช้ส่งเสริมการขายเทคโนโลยีไฮบริดที่ตอบโจทย์ SME ซึ่งจะถูกนำมาจัดแสดงอย่างยิ่งใหญ่ในงานเอ็กซ์โปปี 2026 นี้
บทสรุป: Digital Offset ก้าวต่อไปของการพิมพ์สำหรับ SME
เทคโนโลยี Digital Offset กำลังจะกลายเป็นตัวเปลี่ยนเกมสำหรับอุตสาหกรรมการพิมพ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มธุรกิจ SME ด้วยการมอบข้อได้เปรียบที่สำคัญทั้ง 3 ด้าน คือ คุณภาพที่เทียบเท่าการพิมพ์ออฟเซ็ต, ความยืดหยุ่นในการสั่งผลิตได้โดยไม่มีขั้นต่ำ และประสิทธิภาพด้านต้นทุนที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการสต็อกสินค้า ทำให้ SME สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างทัดเทียมกับธุรกิจขนาดใหญ่ สามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทดลองตลาดใหม่ๆ และบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น การมาถึงของเทรนด์ Print on Demand คุณภาพสูงนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพและเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริง
มองหาโรงพิมพ์คุณภาพสำหรับโปรเจกต์ของคุณ
สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่กำลังมองหาโซลูชันการพิมพ์ที่ตอบโจทย์ธุรกิจของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นโปรเจกต์ใหม่ หรือต้องการยกระดับสื่อสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ให้มีคุณภาพระดับพรีเมียม GIANT PRINT คือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่พร้อมให้บริการ
ด้วยเครื่องพิมพ์มาตรฐานที่ทันสมัยและวัสดุชั้นนำจากต่างประเทศ GIANT PRINT มีความเชี่ยวชาญในการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของธุรกิจ SME ไม่ว่าจะเป็น:
- ฉลากสินค้า และ สติ๊กเกอร์
- สกรีนแก้วกาแฟ และบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม
- นามบัตร และ บัตรสะสมแต้ม
- เมนูอาหาร, โบรชัวร์, และแผ่นพับ
- การ์ดเชิญ, การ์ดแต่งงาน และอื่นๆ อีกมากมาย
ทีมงานมืออาชีพพร้อมให้คำแนะนำและคำปรึกษาอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบไปจนถึงการผลิต เพื่อให้ทุกชิ้นงานสะท้อนภาพลักษณ์แบรนด์ของคุณได้อย่างสมบูรณ์แบบและมีประสิทธิภาพสูงสุด
สามารถดูผลงานและปรึกษาทีมงานได้ผ่านช่องทางต่างๆ:
FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/GiantprintMedia
LINE: https://line.me/ti/p/@282iufnx
TIKTOK: https://www.tiktok.com/@giantprint_official
หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้โดยตรงที่:
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
อีเมล: [email protected]
