เลือกผิดงบบาน! เทียบชัดๆ ‘Digital vs Offset’ พิมพ์แบบไหนคุ้มสุด?
- หัวใจสำคัญของการพิมพ์เพื่อธุรกิจ
- ทำความรู้จักระบบการพิมพ์: Digital vs Offset
- เจาะลึกความแตกต่างหลัก: Digital vs Offset
- ตารางเปรียบเทียบหมัดต่อหมัด: Digital vs Offset
- วิธีคำนวณจุดคุ้มทุน: สั่งพิมพ์เท่าไหร่ถึงจะคุ้มค่าที่สุด
- แนวทางการเลือกใช้งานให้เหมาะสมกับธุรกิจ
- สรุป: เลือกระบบพิมพ์ที่ใช่เพื่อต้นทุนที่ดีที่สุด
สำหรับเจ้าของธุรกิจ การตัดสินใจในเรื่องงานพิมพ์อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ในความเป็นจริง การเลือกระบบการพิมพ์ที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่องบประมาณและภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างมหาศาล การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างระบบการพิมพ์จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
- การพิมพ์ดิจิทัล (Digital Printing) เหมาะสำหรับงานพิมพ์จำนวนน้อยที่ต้องการความรวดเร็ว มีต้นทุนเริ่มต้นต่ำ และสามารถปรับเปลี่ยนข้อมูลในแต่ละชิ้นงานได้
- การพิมพ์ออฟเซ็ท (Offset Printing) ให้คุณภาพงานพิมพ์สูงสุด สีสันคมชัดและแม่นยำ เหมาะสำหรับงานพิมพ์จำนวนมาก ซึ่งจะทำให้ต้นทุนต่อหน่วยถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ
- จุดคุ้มทุนที่ควรพิจารณาเปลี่ยนจากการพิมพ์ดิจิทัลเป็นออฟเซ็ทโดยทั่วไปอยู่ที่จำนวน 500–1,000 ชิ้นขึ้นไป ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของงาน
- การเลือกใช้ระบบการพิมพ์ที่ถูกต้องไม่ได้ช่วยแค่ลดต้นทุน แต่ยังส่งผลต่อการรับรู้คุณภาพของแบรนด์ในสายตาของผู้บริโภคอีกด้วย
หัวใจสำคัญของการพิมพ์เพื่อธุรกิจ

ในโลกธุรกิจที่การแข่งขันสูง สื่อสิ่งพิมพ์ยังคงเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลัง ไม่ว่าจะเป็นกล่องบรรจุภัณฑ์ที่ดึงดูดสายตาบนชั้นวางสินค้า โบรชัวร์ที่ให้ข้อมูลครบถ้วน หรือนามบัตรที่สร้างความประทับใจแรกพบ คุณภาพของงานพิมพ์เหล่านี้สะท้อนถึงมาตรฐานและความใส่ใจในรายละเอียดของแบรนด์โดยตรง การตัดสินใจว่าจะใช้เทคโนโลยีการพิมพ์แบบใดจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคนิค แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ความเร็วในการนำสินค้าออกสู่ตลาด และการรับรู้ของลูกค้า การเลือกที่ผิดพลาดอาจนำไปสู่ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น สต็อกสินค้าที่มากเกินความต้องการ หรือแม้กระทั่งงานพิมพ์ที่ไม่ได้คุณภาพตามที่คาดหวัง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นต้นทุนที่มองไม่เห็นที่กัดกินกำไรของธุรกิจได้
ทำความรู้จักระบบการพิมพ์: Digital vs Offset
ก่อนจะตัดสินใจว่าระบบใดเหมาะสมที่สุด การทำความเข้าใจหลักการทำงานพื้นฐาน ข้อดี และข้อจำกัดของแต่ละระบบเป็นสิ่งแรกที่ควรทำ เทคโนโลยีการพิมพ์สองระบบที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเชิงพาณิชย์คือ การพิมพ์ดิจิทัล และ การพิมพ์ออฟเซ็ท ซึ่งทั้งสองระบบมีกระบวนการและจุดเด่นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
การพิมพ์ดิจิทัล (Digital Printing): ความเร็วคือจุดเด่น
การพิมพ์ดิจิทัลเป็นเทคโนโลยีการพิมพ์สมัยใหม่ที่ทำงานโดยการส่งไฟล์ภาพดิจิทัลจากคอมพิวเตอร์ไปยังเครื่องพิมพ์โดยตรง คล้ายกับเครื่องพิมพ์เลเซอร์หรืออิงค์เจ็ทในสำนักงาน แต่มีความละเอียดและประสิทธิภาพสูงกว่ามาก กระบวนการนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ “เพลท” หรือแม่พิมพ์ ทำให้ลดขั้นตอนและเวลาในการเตรียมงานได้อย่างมหาศาล
กระบวนการ: ไฟล์งานออกแบบจะถูกส่งไปยังเครื่องพิมพ์ดิจิทัล ซึ่งจะใช้ผงหมึก (Toner) หรือหมึกเหลวในการสร้างภาพลงบนวัสดุโดยตรง หมึกจะแห้งและยึดติดกับพื้นผิวทันทีด้วยความร้อนหรือแสงยูวี ทำให้งานพิมพ์พร้อมใช้งานแทบจะในทันทีหลังพิมพ์เสร็จ จุดเด่นสำคัญคือความสามารถในการพิมพ์ข้อมูลที่แตกต่างกันในแต่ละสำเนา (Variable Data Printing – VDP) เช่น การพิมพ์จดหมายที่มีชื่อผู้รับต่างกัน หรือบัตรเชิญที่มีรหัสเฉพาะบุคคลได้ในการพิมพ์ครั้งเดียว
การพิมพ์ออฟเซ็ท (Offset Printing): มาตรฐานคุณภาพสำหรับงานจำนวนมาก
การพิมพ์ออฟเซ็ทเป็นระบบการพิมพ์แบบดั้งเดิมที่ได้รับการยอมรับในเรื่องคุณภาพสูงสุดมาอย่างยาวนาน หลักการของระบบนี้คือการใช้แม่พิมพ์ (Plate) ในการถ่ายทอดภาพลงบนผืนยาง (Rubber Blanket) ก่อนที่จะพิมพ์ลงบนวัสดุที่ต้องการ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “Offset” หรือการพิมพ์โดยอ้อม
กระบวนการ: กระบวนการนี้มีความซับซ้อนกว่ามาก เริ่มจากการแยกสีของไฟล์งานออกแบบออกเป็นแม่สี 4 สี (CMYK – Cyan, Magenta, Yellow, Black) หรือสีพิเศษ (Pantone) จากนั้นจึงสร้างแม่พิมพ์สำหรับแต่ละสี เมื่อเริ่มพิมพ์ หมึกแต่ละสีจะถูกส่งไปยังแม่พิมพ์ของตัวเอง แล้วถ่ายทอดภาพลงบนลูกกลิ้งยาง จากนั้นลูกกลิ้งยางจะกดทับและถ่ายภาพหมึกลงบนกระดาษหรือวัสดุอื่น ๆ ด้วยความซับซ้อนนี้ การเตรียมงานพิมพ์ออฟเซ็ทจึงใช้เวลาค่อนข้างนาน โดยทั่วไปอาจใช้เวลา 5-7 วันก่อนเริ่มการผลิตจริง
เจาะลึกความแตกต่างหลัก: Digital vs Offset
เมื่อเข้าใจหลักการทำงานเบื้องต้นแล้ว การเปรียบเทียบในรายละเอียดจะช่วยให้เห็นภาพความแตกต่างและตัดสินใจเลือกได้ง่ายขึ้น
กระบวนการผลิตและระยะเวลา
Digital Printing: มีกระบวนการที่สั้นและรวดเร็วอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากไม่มีขั้นตอนการทำแม่พิมพ์ ทำให้สามารถเริ่มต้นการผลิตได้ทันทีหลังจากได้รับไฟล์งานที่สมบูรณ์ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับงานที่ต้องการความเร่งด่วน หรือ “งานด่วน” ที่ต้องการรับของภายใน 1-2 วัน
Offset Printing: มีขั้นตอนการเตรียมการที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน ตั้งแต่การทำฟิล์มแยกสี การทำแม่พิมพ์สำหรับแต่ละสี ไปจนถึงการตั้งค่าเครื่องพิมพ์ให้สีตรงตามมาตรฐาน ซึ่งทำให้มีระยะเวลาเตรียมการ (Lead Time) ที่ยาวนานกว่า แต่เมื่อเครื่องเริ่มทำงานแล้ว จะสามารถผลิตงานจำนวนมากได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง
คุณภาพงานพิมพ์และความแม่นยำของสี
Offset Printing: ได้รับการยอมรับว่าเป็นมาตรฐานสูงสุดในด้านคุณภาพงานพิมพ์ ให้ภาพที่คมชัด เม็ดสกรีนมีความละเอียดสูง และสีสันที่อิ่มตัวแน่นกว่า สามารถควบคุมความหนาของชั้นหมึกได้ดีเยี่ยม จุดเด่นที่สุดคือความสามารถในการใช้สีพิเศษเฉพาะ (Spot Colors หรือ Pantone) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับแบรนด์ที่ต้องการความถูกต้องของสีองค์กร (CI) อย่างสูงสุด นอกจากนี้ยังรองรับเทคนิคพิเศษหลังการพิมพ์ได้หลากหลาย เช่น การเคลือบเงา การปั๊มนูน หรือการปั๊มฟอยล์
Digital Printing: เทคโนโลยีในปัจจุบันให้คุณภาพที่ดีมากและใกล้เคียงกับออฟเซ็ทในงานส่วนใหญ่ แต่โดยทั่วไปแล้ว การพิมพ์ดิจิทัลจะใช้การผสมสีจากแม่สี CMYK เป็นหลัก ซึ่งอาจทำให้การพิมพ์สีพิเศษหรือสีที่อยู่นอกขอบเขต (Gamut) ของ CMYK มีความแม่นยำน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ข้อดีของระบบดิจิทัลคือความสม่ำเสมอของสีในทุกๆ แผ่นพิมพ์ ตั้งแต่แผ่นแรกจนถึงแผ่นสุดท้ายจะมีมาตรฐานเดียวกัน
ความหลากหลายของวัสดุที่รองรับ
Offset Printing: มีความยืดหยุ่นสูงมาก สามารถพิมพ์ลงบนวัสดุได้หลากหลายประเภท ตั้งแต่กระดาษที่มีความหนาและพื้นผิวแตกต่างกัน ไปจนถึงวัสดุพิเศษอื่นๆ เช่น พลาสติก, แผ่นไม้, ผ้า, หรือแม้กระทั่งโลหะ ทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับงานบรรจุภัณฑ์หรืองานพิมพ์ที่ต้องการความโดดเด่นไม่เหมือนใคร
Digital Printing: โดยทั่วไปมักมีข้อจำกัดด้านวัสดุมากกว่า เครื่องพิมพ์ดิจิทัลส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อทำงานกับกระดาษเป็นหลัก แม้ว่าในปัจจุบันจะมีเครื่องพิมพ์รุ่นใหม่ๆ ที่สามารถพิมพ์บนวัสดุอื่นได้มากขึ้น แต่ก็ยังไม่หลากหลายเท่ากับระบบออฟเซ็ท
ตารางเปรียบเทียบหมัดต่อหมัด: Digital vs Offset
เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบปัจจัยสำคัญในรูปแบบตารางจะช่วยสรุปข้อมูลทั้งหมดได้อย่างกระชับและเข้าใจง่าย
| ปัจจัยในการพิจารณา | Digital Printing | Offset Printing |
|---|---|---|
| จำนวนพิมพ์ที่เหมาะสม | จำนวนน้อย (Short Run) เหมาะสำหรับงานต่ำกว่า 500-1,000 ชิ้น | จำนวนมาก (Long Run) คุ้มค่าเมื่อพิมพ์ตั้งแต่ 500-1,000 ชิ้นขึ้นไป |
| ราคาต่อหน่วย | ต้นทุนเริ่มต้นต่ำ ทำให้ราคาต่อหน่วยถูกกว่าในจำนวนน้อย | ยิ่งพิมพ์จำนวนมาก ราคาต่อหน่วยจะยิ่งถูกลงอย่างมาก |
| ระยะเวลาผลิต | รวดเร็วมาก สามารถเริ่มพิมพ์ได้ทันทีหลังได้ไฟล์งาน | ช้ากว่า เนื่องจากมีขั้นตอนการเตรียมแม่พิมพ์ที่ใช้เวลาหลายวัน |
| คุณภาพงานพิมพ์ | คุณภาพดี มีความสม่ำเสมอในทุกสำเนา | คุณภาพสูงสุด ให้ความคมชัดและสีสันที่แม่นยำที่สุด |
| ข้อดีเพิ่มเติม | รองรับ Variable Data Printing (VDP) สามารถปรับเปลี่ยนข้อมูลในแต่ละใบได้ | รองรับวัสดุการพิมพ์ที่หลากหลายและเทคนิคพิเศษหลังการพิมพ์ |
| ข้อควรพิจารณา | ราคาต่อหน่วยจะสูงมากหากสั่งพิมพ์ในปริมาณมาก สีอาจไม่แน่นเท่าออฟเซ็ท | มีค่าใช้จ่ายในการตั้งค่าเริ่มต้นสูง ไม่คุ้มค่าสำหรับงานจำนวนน้อย |
วิธีคำนวณจุดคุ้มทุน: สั่งพิมพ์เท่าไหร่ถึงจะคุ้มค่าที่สุด
หัวใจสำคัญของการเลือกระหว่าง Digital และ Offset คือการทำความเข้าใจ “จุดคุ้มทุน” (Break-even Point) ซึ่งเป็นจำนวนพิมพ์ที่ทำให้ต้นทุนรวมของทั้งสองระบบเท่ากัน หากพิมพ์น้อยกว่าจุดนี้ ระบบดิจิทัลจะถูกกว่า แต่ถ้าพิมพ์มากกว่าจุดนี้ ระบบออฟเซ็ทจะเริ่มคุ้มค่ากว่าทันที
โดยทั่วไปในอุตสาหกรรมการพิมพ์ของไทย จุดคุ้มทุนที่มักใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาจะอยู่ที่ประมาณ 500 ถึง 1,000 ชิ้น การทราบจำนวนนี้จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถวางแผนงบประมาณและตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ
สถานการณ์ที่ 1: งานพิมพ์จำนวนน้อย (น้อยกว่า 500 ชิ้น)
ในกรณีนี้ Digital Printing เป็นผู้ชนะอย่างไม่ต้องสงสัย เนื่องจากระบบออฟเซ็ทมีค่าใช้จ่ายคงที่ในการตั้งค่า (Fixed Cost) ที่สูงมาก เช่น ค่าทำเพลมิล์มและแม่พิมพ์ ซึ่งเมื่อนำมาหารกับจำนวนพิมพ์ที่น้อย จะทำให้ต้นทุนต่อหน่วยสูงลิ่ว ในขณะที่การพิมพ์ดิจิทัลแทบไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ทำให้ต้นทุนรวมต่ำกว่ามาก เหมาะสำหรับธุรกิจ SME ที่ต้องการทดลองตลาด, พิมพ์บรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าล็อตแรก หรือผลิตสื่อส่งเสริมการขายเฉพาะกิจ
สถานการณ์ที่ 2: งานพิมพ์จำนวนมาก (1,000 ชิ้นขึ้นไป)
เมื่อจำนวนพิมพ์สูงขึ้น Offset Printing จะแสดงความคุ้มค่าออกมาอย่างชัดเจน แม้จะมีค่าตั้งค่าเริ่มต้นที่สูง แต่ค่าใช้จ่ายผันแปร (Variable Cost) ต่อหน่วย เช่น ค่าหมึกและค่ากระดาษ จะต่ำกว่าระบบดิจิทัล เมื่อนำค่าใช้จ่ายทั้งหมดมารวมกันและหารด้วยจำนวนพิมพ์ที่มาก ต้นทุนต่อหน่วยของระบบออฟเซ็ทจะลดลงจนต่ำกว่าระบบดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือเหตุผลที่งานพิมพ์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ เช่น นิตยสาร, หนังสือ, กล่องสินค้าที่ผลิตเป็น mass, หรือแคตตาล็อกสินค้า ล้วนเลือกใช้ระบบออฟเซ็ท
สถานการณ์ที่ 3: ช่วงก้ำกึ่ง (500-1,000 ชิ้น)
ช่วงจำนวนนี้ถือเป็น “พื้นที่สีเทา” ที่การตัดสินใจต้องพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย นอกเหนือจากราคาต่อหน่วย สิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาคือ:
- คุณภาพสี: หากงานพิมพ์ต้องการความแม่นยำของสี Pantone สูงสุด การเพิ่มงบประมาณเพื่อเลือกใช้ Offset อาจเป็นสิ่งที่จำเป็น
- ความเร่งด่วน: หากมีเวลาจำกัดและต้องการงานอย่างรวดเร็ว Digital Printing ยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า แม้ราคาต่อหน่วยอาจสูงกว่าเล็กน้อย
- วัสดุ: หากต้องการพิมพ์บนวัสดุพิเศษที่ระบบดิจิทัลไม่รองรับ Offset ก็จะเป็นคำตอบเดียว
ในสถานการณ์นี้ วิธีที่ดีที่สุดคือการขอใบเสนอราคาจากโรงพิมพ์สำหรับทั้งสองระบบ แล้วนำมาเปรียบเทียบกับปัจจัยด้านคุณภาพและเวลาเพื่อการตัดสินใจที่ดีที่สุด
แนวทางการเลือกใช้งานให้เหมาะสมกับธุรกิจ
เพื่อสรุปให้เห็นภาพการใช้งานจริง ต่อไปนี้คือตัวอย่างสถานการณ์ที่แต่ละระบบการพิมพ์จะเหมาะสมที่สุด
กรณีที่ควรเลือกใช้ Digital Printing
- การพิมพ์ฉลากสินค้าหรือสติกเกอร์ล็อตเล็ก: สำหรับสินค้าที่เพิ่งเปิดตัว หรือสินค้าที่มีหลาย SKU แต่ละ SKU ผลิตจำนวนไม่มาก
- การพิมพ์เมนูอาหารสำหรับร้านที่เปิดใหม่: หรือเมนูโปรโมชั่นที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง
- การทำการ์ดเชิญ นามบัตร หรือบัตรสะสมแต้ม: ที่ต้องการจำนวนไม่มาก แต่ต้องการความรวดเร็ว
- งานพิมพ์ตัวอย่าง (Mock-up): เพื่อดูชิ้นงานจริงของกล่องบรรจุภัณฑ์หรือสื่อสิ่งพิมพ์อื่น ๆ ก่อนตัดสินใจสั่งผลิตล็อตใหญ่ด้วยระบบออฟเซ็ท
- เอกสารทางการตลาดที่ต้องการปรับเปลี่ยนข้อมูล: เช่น จดหมายส่งเสริมการขายที่ระบุชื่อลูกค้าแต่ละราย หรือใบปลิวสำหรับงานอีเวนต์เฉพาะพื้นที่
กรณีที่ควรเลือกใช้ Offset Printing
- การผลิตกล่องบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าหลัก: ที่มีการผลิตจำนวนมากและต่อเนื่อง
- การพิมพ์โบรชัวร์ แคตตาล็อก หรือนิตยสาร: ที่ต้องการเผยแพร่ในวงกว้างและต้องการคุณภาพรูปภาพสูงสุด
- การพิมพ์โปสเตอร์ แผ่นพับ หรือสื่อส่งเสริมการขาย: ที่ต้องใช้จำนวนมากสำหรับแคมเปญการตลาดทั่วประเทศ
- งานพิมพ์ที่ต้องการความแม่นยำของสีองค์กร (Corporate Identity): เช่น สมุดรายงานประจำปี แฟ้มเอกสาร ที่สีของโลโก้ต้องถูกต้อง 100%
- งานที่ต้องการเทคนิคพิเศษ: เช่น การปั๊มนูน ปั๊มทอง หรือการเคลือบ Spot UV เพื่อเพิ่มมูลค่าและความน่าสนใจให้กับสิ่งพิมพ์
สรุป: เลือกระบบพิมพ์ที่ใช่เพื่อต้นทุนที่ดีที่สุด
การตัดสินใจระหว่าง Digital vs Offset ไม่ได้มีคำตอบที่ถูกหรือผิดอย่างตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับความเข้าใจในความต้องการของงานแต่ละชิ้นอย่างถ่องแท้ การพิมพ์ดิจิทัลมอบความเร็ว ความยืดหยุ่น และความประหยัดสำหรับงานจำนวนน้อย ในขณะที่การพิมพ์ออฟเซ็ทมอบสุดยอดแห่งคุณภาพและต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำที่สุดสำหรับงานจำนวนมาก กุญแจสำคัญคือการประเมินปัจจัยต่างๆ ให้ครบถ้วน ทั้งจำนวน คุณภาพ เวลา และงบประมาณ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ทางธุรกิจและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
การเลือกโรงพิมพ์ที่มีความเชี่ยวชาญและให้บริการทั้งสองระบบจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะสามารถให้คำแนะนำที่เป็นกลางและช่วยให้ได้ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทุกโปรเจกต์ ที่ GIANT PRINT เราคือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจร พร้อมให้บริการทั้งระบบ Digital และ Offset เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของธุรกิจ ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการผลิต พร้อมทีมงานมืออาชีพที่คอยให้คำปรึกษา เพื่อให้ทุกงานพิมพ์ของคุณคุ้มค่าและมีคุณภาพสูงสุด
ไม่ว่าจะเป็น ฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์, สกรีนแก้วกาแฟ, นามบัตร, บัตรสะสมแต้ม, เมนูอาหาร, โบรชัวร์, การ์ดแต่งงาน หรืองานพิมพ์อื่นๆ ที่ GIANT PRINT เราพร้อมใช้เครื่องพิมพ์มาตรฐานทันสมัยและวัสดุชั้นนำเพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่ตอบโจทย์ธุรกิจของคุณ
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่:
FACEBOOK PAGE: GiantprintMedia
LINE: @282iufnx
TIKTOK: @giantprint_official
Website: https://giantprint.co.th/contact-us/
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
Email: [email protected]
