Digital vs Offset สั่งพิมพ์แบบไหนประหยัดงบ SME ที่สุด?
สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) การตัดสินใจเลือกระบบการพิมพ์ที่เหมาะสมถือเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมต้นทุนและบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ คำถามที่ว่าระหว่าง Digital vs Offset สั่งพิมพ์แบบไหนประหยัดงบ SME ที่สุด? จึงเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากเทคโนโลยีการพิมพ์ทั้งสองรูปแบบมีข้อดี ข้อเสีย และความเหมาะสมกับลักษณะงานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ภาพรวมของการพิมพ์สำหรับธุรกิจ
การเลือกเทคโนโลยีการพิมพ์ที่ถูกต้องไม่เพียงส่งผลต่อค่าใช้จ่าย แต่ยังเกี่ยวข้องกับคุณภาพของงานพิมพ์ ความรวดเร็วในการผลิต และความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนแผนงาน การทำความเข้าใจความแตกต่างของแต่ละระบบจะช่วยให้ SME สามารถวางแผนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น ฉลากสินค้า สติ๊กเกอร์ โบรชัวร์ หรือบรรจุภัณฑ์ ได้อย่างคุ้มค่าและตอบโจทย์ทางธุรกิจมากที่สุด
- การพิมพ์ดิจิทัล (Digital Printing): เหมาะสำหรับงานพิมพ์จำนวนน้อยถึงปานกลาง มีความรวดเร็วสูง และไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการทำเพลทพิมพ์ ทำให้ต้นทุนเริ่มต้นต่ำ
- การพิมพ์ออฟเซ็ต (Offset Printing): เหมาะสมกับงานพิมพ์จำนวนมาก ยิ่งพิมพ์เยอะ ต้นทุนต่อหน่วยยิ่งถูกลง ให้คุณภาพสีที่แม่นยำและสม่ำเสมอสูง
- จุดคุ้มทุน: ไม่มีตัวเลขที่ตายตัว ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น จำนวนพิมพ์ ขนาดกระดาษ จำนวนสี และงานหลังพิมพ์ โดยทั่วไปงานต่ำกว่า 500-1,000 ชิ้น ระบบดิจิทัลมักจะประหยัดกว่า
- การตัดสินใจของ SME: ควรพิจารณาจากปริมาณที่ต้องการใช้จริง งบประมาณที่มี และความเร่งด่วนของงานเป็นหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาสต็อกจมและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
ทำความเข้าใจเทคโนโลยีการพิมพ์ Digital และ Offset
ก่อนจะตัดสินใจว่าระบบใดเหมาะสมที่สุด การทำความรู้จักหลักการทำงานพื้นฐานของเทคโนโลยีการพิมพ์ทั้งสองประเภทเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างที่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนและผลลัพธ์ของงานพิมพ์
การพิมพ์ดิจิทัล (Digital Printing) คืออะไร
การพิมพ์ดิจิทัลเป็นกระบวนการพิมพ์ที่รับไฟล์ภาพดิจิทัลจากคอมพิวเตอร์และพิมพ์ลงบนวัสดุโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการทำแม่พิมพ์ (เพลท) เหมือนระบบออฟเซ็ต หลักการทำงานคล้ายกับเครื่องพิมพ์เลเซอร์หรืออิงค์เจ็ทในสำนักงาน แต่มีความละเอียดสูงและความเร็วที่มากกว่า สามารถพิมพ์งานที่มีข้อมูลแตกต่างกันในแต่ละแผ่นได้ (Variable Data Printing) เช่น การพิมพ์จดหมายที่มีชื่อผู้รับต่างกัน หรือการพิมพ์บัตรของขวัญที่มีรหัสไม่ซ้ำกัน
เทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัลสมัยใหม่ เช่น เครื่องพิมพ์ Fuji Xerox สามารถให้คุณภาพงานพิมพ์ที่คมชัด สีสันสดใส และมีความใกล้เคียงกับระบบออฟเซ็ตอย่างมาก ทำให้เป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมสูงสำหรับงานที่ต้องการความรวดเร็วและงานพิมพ์จำนวนน้อย
การพิมพ์ดิจิทัลเปรียบเสมือนการพิมพ์ตามสั่ง (Print-on-Demand) ที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านสต็อกสินค้าและเปิดโอกาสให้ธุรกิจสามารถทดลองตลาดด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในปริมาณน้อยก่อนตัดสินใจผลิตล็อตใหญ่
การพิมพ์ออฟเซ็ต (Offset Printing) คืออะไร
การพิมพ์ออฟเซ็ตเป็นเทคโนโลยีการพิมพ์แบบดั้งเดิมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมสำหรับงานพิมพ์ปริมาณมาก กระบวนการเริ่มต้นจากการสร้างแม่พิมพ์ (เพลท) สำหรับแต่ละสี (โดยทั่วไปคือ 4 สี CMYK: Cyan, Magenta, Yellow, Black) จากนั้นภาพบนแม่พิมพ์จะถูกถ่ายทอดลงบนลูกกลิ้งยาง ก่อนจะพิมพ์ลงบนวัสดุพิมพ์อีกทอดหนึ่ง
เนื่องจากมีขั้นตอนการเตรียมการที่ซับซ้อนและมีต้นทุนในการทำแม่พิมพ์ การพิมพ์ออฟเซ็ตจึงมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่สูงกว่าระบบดิจิทัลอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อเริ่มกระบวนการพิมพ์แล้ว เครื่องพิมพ์สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลงอย่างมากเมื่อพิมพ์ในปริมาณหลายพันหรือหลายหมื่นชิ้นขึ้นไป ระบบนี้จึงเหมาะสำหรับงานมาตรฐานที่ต้องการความสม่ำเสมอของสีในทุกๆ ชิ้น และผลิตในปริมาณมหาศาล เช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร แคตตาล็อกสินค้า หรือบรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภค
เปรียบเทียบหมัดต่อหมัด: Digital vs Offset
เพื่อช่วยให้ SME ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น การเปรียบเทียบปัจจัยสำคัญระหว่างการพิมพ์ทั้งสองระบบจะทำให้เห็นภาพความเหมาะสมกับงานแต่ละประเภทได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
| ปัจจัยในการพิจารณา | การพิมพ์ดิจิทัล (Digital) | การพิมพ์ออฟเซ็ต (Offset) |
|---|---|---|
| ปริมาณที่เหมาะสม | เหมาะกับงานจำนวนน้อยถึงปานกลาง (หลักสิบถึงประมาณ 1,000–2,000 ชิ้น) | เหมาะกับงานจำนวนมาก (หลักพันชิ้นขึ้นไป) |
| ต้นทุนเริ่มต้น | ต่ำหรือแทบไม่มี เพราะไม่ต้องสร้างแม่พิมพ์ | สูง เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการทำแม่พิมพ์และตั้งค่าเครื่อง |
| ต้นทุนต่อหน่วย | ค่อนข้างคงที่ แม้จะเพิ่มจำนวนพิมพ์ | ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อพิมพ์จำนวนมากขึ้น |
| ความเร็วในการผลิต | รวดเร็ว เหมาะสำหรับงานด่วน เพราะลดขั้นตอนการเตรียมงาน | ใช้เวลาเตรียมการนานกว่า แต่ความเร็วในการพิมพ์สูงเมื่อเริ่มเดินเครื่อง |
| ความยืดหยุ่น | สูงมาก สามารถแก้ไขข้อมูลหรือพิมพ์หลายเวอร์ชันได้ง่าย | ต่ำ ไม่เหมาะกับการเปลี่ยนแปลงข้อมูลบ่อยครั้ง |
| คุณภาพสี | คุณภาพดีมากในเครื่องพิมพ์สมัยใหม่ แต่สีอาจแตกต่างเล็กน้อยในแต่ละล็อต | มีความแม่นยำและความสม่ำเสมอของสีสูง เหมาะกับงานที่ต้องการสีเฉพาะ (Pantone) |
| ความเสี่ยงสต็อก | ต่ำ สามารถสั่งพิมพ์ในจำนวนที่ต้องการใช้จริงได้ | สูงกว่า หากผลิตเกินความจำเป็นและสินค้าเปลี่ยนแปลงบ่อย |
ปริมาณการพิมพ์ที่เหมาะสม
นี่คือปัจจัยที่ชัดเจนที่สุดในการแบ่งแยกระหว่างสองระบบนี้ หากต้องการพิมพ์ฉลากสินค้าสำหรับสินค้าล็อตทดลองเพียง 200 ชิ้น การพิมพ์ดิจิทัลคือคำตอบที่ถูกต้อง แต่หากต้องการพิมพ์ใบปลิวสำหรับแคมเปญทั่วประเทศจำนวน 50,000 ใบ การพิมพ์ออฟเซ็ตจะให้ต้นทุนต่อหน่วยที่ถูกกว่ามาก
ต้นทุนเริ่มต้นและต้นทุนต่อหน่วย
ระบบออฟเซ็ตมี “ค่าโสหุ้ย” เริ่มต้นที่สูงจากค่าทำเพลทและค่าตั้งเครื่อง ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะถูกหารเฉลี่ยไปในงานพิมพ์ทั้งหมด ดังนั้นยิ่งพิมพ์เยอะ ต้นทุนต่อชิ้นก็จะยิ่งถูกลง ในทางกลับกัน ระบบดิจิทัลแทบไม่มีต้นทุนเริ่มต้น ทำให้การพิมพ์ชิ้นแรกมีราคาไม่ต่างจากชิ้นที่ร้อยมากนัก แต่ต้นทุนต่อหน่วยจะไม่ลดลงมากเท่าระบบออฟเซ็ตเมื่อพิมพ์จำนวนมากขึ้น
ความเร็วในการผลิตและระยะเวลา
หากต้องการงานด่วน ระบบดิจิทัลมักเป็นผู้ชนะเสมอ เนื่องจากไม่มีขั้นตอนการทำเพลทและรอหมึกแห้ง ทำให้สามารถรับงานพิมพ์ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือภายในวันเดียว ในขณะที่ระบบออฟเซ็ตอาจต้องใช้เวลาหลายวันในการเตรียมงานและดำเนินการผลิต
ความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนข้อมูล
จุดเด่นสำคัญของ พิมพ์ดิจิทัล คือความสามารถในการพิมพ์ข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงได้ (Variable Data Printing – VDP) ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในระบบออฟเซ็ต ตัวอย่างเช่น การพิมพ์บัตรเชิญที่มีชื่อแขกแต่ละคนไม่ซ้ำกัน หรือการพิมพ์สติ๊กเกอร์ที่มี QR Code แตกต่างกันทุกชิ้น หากมีการแก้ไขดีไซน์กะทันหัน การพิมพ์ดิจิทัลก็สามารถปรับเปลี่ยนไฟล์และเริ่มพิมพ์ใหม่ได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการทำเพลทใหม่
คุณภาพสีและความสม่ำเสมอ
ในอดีต ออฟเซ็ตมีชื่อเสียงด้านคุณภาพสีที่เหนือกว่า แต่ปัจจุบัน เทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัลพัฒนาไปมากจนคุณภาพแทบจะเทียบเท่ากัน อย่างไรก็ตาม สำหรับงานที่ต้องการความแม่นยำของสีแบรนด์ (Corporate Identity) สูงสุด หรือต้องการใช้สีพิเศษ (Pantone) ระบบออฟเซ็ตยังคงเป็นตัวเลือกที่ให้ความสม่ำเสมอและควบคุมได้ดีกว่า โดยเฉพาะในการพิมพ์ซ้ำหลายๆ ครั้ง
ความเสี่ยงด้านสต็อกสินค้า
สำหรับ SME การบริหารจัดการสต็อกเป็นเรื่องสำคัญ การสั่งพิมพ์ออฟเซ็ตในปริมาณมากเพื่อให้ได้ราคาต่อหน่วยที่ถูก อาจนำไปสู่ปัญหาสต็อกจมคลังหากสินค้าขายไม่หมด หรือมีการปรับเปลี่ยนสูตร/ดีไซน์ ทำให้ฉลากหรือบรรจุภัณฑ์ที่พิมพ์ไว้กลายเป็นของเสีย การพิมพ์ดิจิทัลช่วยลดความเสี่ยงนี้โดยสิ้นเชิง เพราะสามารถสั่งพิมพ์ในปริมาณที่พอดีกับการใช้งานจริงในแต่ละช่วงเวลาได้
จุดคุ้มทุนอยู่ตรงไหน? วิธีคำนวณเพื่อการตัดสินใจ
การหา “จุดคุ้มทุน” (Break-Even Point) คือการหาจำนวนพิมพ์ที่ทำให้ต้นทุนรวมของการพิมพ์ทั้งสองระบบเท่ากัน หากพิมพ์น้อยกว่าจุดนี้ ดิจิทัลจะถูกกว่า และหากพิมพ์มากกว่าจุดนี้ ออฟเซ็ตจะเริ่มคุ้มค่ากว่า
หลักการประเมินจุดคุ้มทุนเบื้องต้น
แม้จะไม่มีตัวเลขตายตัว แต่สามารถใช้เกณฑ์ประเมินคร่าวๆ เพื่อเป็นแนวทางได้ดังนี้:
- ต่ำกว่า 500 ชิ้น: การพิมพ์ดิจิทัลมักจะคุ้มค่าที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย เนื่องจากไม่มีต้นทุนขั้นต่ำและค่าทำเพลท
- ระหว่าง 500 – 1,000 ชิ้น: เป็นช่วงที่ควรขอใบเสนอราคาเปรียบเทียบจากโรงพิมพ์ทั้งสองระบบ ปัจจัยอื่นๆ เช่น จำนวนสี ขนาดกระดาษ และงานหลังพิมพ์ (เคลือบ, ไดคัท) จะมีผลต่อการตัดสินใจอย่างมาก
- มากกว่า 1,000 ชิ้นขึ้นไป: การพิมพ์ออฟเซ็ตมักจะเริ่มได้เปรียบด้านราคาต่อหน่วยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะงานพิมพ์มาตรฐานที่ไม่ซับซ้อน
- งานพิมพ์ 4 สี (CMYK) จำนวนมาก: จุดคุ้มทุนอาจขยับสูงขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 3,000–5,000 ชิ้น เนื่องจากต้นทุนการเตรียมงานของออฟเซ็ตสำหรับงาน 4 สีจะสูงกว่า
สูตรคำนวณจุดคุ้มทุน
เพื่อความแม่นยำ สามารถใช้สูตรง่ายๆ ในการคำนวณหาจุดคุ้มทุนได้ โดยต้องทราบข้อมูลจากใบเสนอราคาของโรงพิมพ์:
จุดคุ้มทุน (จำนวนชิ้น) = ต้นทุนคงที่ของออฟเซ็ต / (ต้นทุนต่อหน่วยของดิจิทัล – ต้นทุนต่อหน่วยของออฟเซ็ต)
ตัวอย่าง:
- โรงพิมพ์เสนอราคาพิมพ์ออฟเซ็ต โดยมีค่าเตรียมงาน (ต้นทุนคงที่) 3,000 บาท และมีต้นทุนพิมพ์ต่อชิ้น 2 บาท
- โรงพิมพ์เดียวกันเสนอราคาพิมพ์ดิจิทัล โดยไม่มีค่าเตรียมงาน แต่มีต้นทุนพิมพ์ต่อชิ้น 8 บาท
การคำนวณ:
จุดคุ้มทุน = 3,000 / (8 – 2) = 3,000 / 6 = 500 ชิ้น
ซึ่งหมายความว่า หากต้องการพิมพ์งานน้อยกว่า 500 ชิ้น ควรเลือกดิจิทัล แต่ถ้าต้องการพิมพ์มากกว่า 500 ชิ้น การเลือกออฟเซ็ตจะเริ่มประหยัดกว่า
แนวทางสำหรับ SME: ควรเลือกใช้ระบบพิมพ์แบบใด
จากข้อมูลทั้งหมด สามารถสรุปเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการ SME ได้ดังนี้
สถานการณ์ที่ควรเลือกพิมพ์ดิจิทัล (Digital)
- ต้องการพิมพ์งานจำนวนน้อย หรือต้องการทยอยพิมพ์เป็นล็อตเล็กๆ
- มีงบประมาณเริ่มต้นจำกัด และไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยงด้านสต็อกสินค้า
- ต้องการงานพิมพ์อย่างเร่งด่วน
- งานพิมพ์มีหลายเวอร์ชัน หลายดีไซน์ หรือหลายภาษา
- ต้องการใส่ข้อมูลที่แตกต่างกันในแต่ละชิ้น เช่น ชื่อลูกค้า, หมายเลขซีเรียล, หรือ QR Code
- คาดว่าจะมีการปรับเปลี่ยนดีไซน์หรือข้อมูลในอนาคตอันใกล้
- ต้องการผลิตสินค้าเพื่อทดลองตลาดก่อนการผลิตจริงในปริมาณมาก
สถานการณ์ที่ควรเลือกพิมพ์ออฟเซ็ต (Offset)
- มีคำสั่งซื้อที่แน่นอนและต้องการพิมพ์ในปริมาณมาก (หลักพันชิ้นขึ้นไป)
- งานพิมพ์ทุกชิ้นเป็นรูปแบบเดียวกันทั้งหมด ไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล
- ต้องการต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
- ให้ความสำคัญกับความแม่นยำและความสม่ำเสมอของสีแบรนด์อย่างยิ่ง
- ต้องการใช้วัสดุหรือกระดาษชนิดพิเศษที่เครื่องพิมพ์ดิจิทัลบางรุ่นอาจไม่รองรับ
- เป็นงานพิมพ์ที่ผลิตต่อเนื่องเป็นประจำ เช่น โบรชัวร์, แคตตาล็อก, หรือบรรจุภัณฑ์หลักของแบรนด์
เคล็ดลับลดต้นทุนการพิมพ์ให้ได้ผลจริงสำหรับ SME
นอกจากการเลือกระบบพิมพ์ให้เหมาะสมแล้ว ยังมีวิธีอื่นๆ ที่จะช่วยให้ SME ประหยัดงบประมาณได้มากขึ้น
- ขอใบเสนอราคาที่ชัดเจน: ควรขอใบเสนอราคาจากโรงพิมพ์โดยระบุจำนวนที่ต้องการเปรียบเทียบ และให้รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด เช่น ค่ากระดาษ, ค่าตั้งเครื่อง, ค่าจัดส่ง, และค่างานหลังพิมพ์ (เคลือบ, ปั๊ม, ไดคัท) เพื่อเปรียบเทียบ “ต้นทุนรวม” ไม่ใช่แค่ราคาต่อชิ้น
- เริ่มต้นด้วยดิจิทัล: หากยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับยอดขายหรือการตอบรับของตลาด ให้เริ่มต้นด้วยการใช้ระบบดิจิทัลผลิตสินค้าล็อตทดลองก่อน เมื่อยอดขายเริ่มคงที่และต้องการผลิตซ้ำในปริมาณมาก จึงค่อยเปลี่ยนไปใช้ระบบออฟเซ็ต
- ลดความซับซ้อนของงาน: พิจารณาลดจำนวนแบบหรือขนาดกระดาษที่ไม่จำเป็น การออกแบบที่ใช้สีน้อยลงหรือใช้ขนาดมาตรฐานที่โรงพิมพ์มีอยู่แล้ว จะช่วยลดต้นทุนได้
- วางแผนการพิมพ์: หากมีงานพิมพ์หลายรายการที่ต้องใช้ในเวลาใกล้เคียงกัน ลองสอบถามโรงพิมพ์ว่าสามารถวางแผนพิมพ์รวมกันเพื่อลดค่าเตรียมงานได้หรือไม่
- ใช้กลยุทธ์แบบผสมผสาน: ธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์จากทั้งสองระบบได้ เช่น ใช้การพิมพ์ดิจิทัลสำหรับทำตัวอย่าง, ฉลากสินค้ารุ่น Limited Edition หรือสื่อส่งเสริมการขายที่ข้อมูลเปลี่ยนแปลงบ่อย และใช้การพิมพ์ออฟเซ็ตสำหรับบรรจุภัณฑ์หลักที่ผลิตเป็นจำนวนมาก
บทสรุป: เลือกให้ถูกระบบ พิมพ์ให้คุ้มค่า
การถกเถียงระหว่าง Digital vs Offset ไม่มีผู้ชนะที่ชัดเจน เพราะคำตอบที่ดีที่สุดขึ้นอยู่กับความต้องการเฉพาะของแต่ละธุรกิจและแต่ละงานพิมพ์ สำหรับ SME ที่กำลังเริ่มต้นหรือต้องการความคล่องตัวสูง การพิมพ์ดิจิทัลคือคำตอบที่คุ้มค่ากว่าอย่างเห็นได้ชัด ช่วยให้ควบคุมงบประมาณได้รัดกุม ลดความเสี่ยง และตอบสนองต่อตลาดได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่การพิมพ์ออฟเซ็ตยังคงเป็นราชาแห่งการผลิตจำนวนมากที่ช่วยกดต้นทุนต่อหน่วยให้ต่ำที่สุดเมื่อธุรกิจเติบโตและมีปริมาณการสั่งผลิตที่แน่นอน
สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่กำลังมองหาโซลูชันการพิมพ์คุณภาพสูงและบริการที่ครบวงจร โรงพิมพ์ GIANT PRINT คือทางเลือกที่ตอบโจทย์ ด้วยบริการพิมพ์ดิจิทัลที่ใช้เครื่องพิมพ์มาตรฐานทันสมัย รับประกันงานสีสด คมชัด ตรงตามแบบ พร้อมทีมงานมืออาชีพที่พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อช่วยให้ธุรกิจของคุณได้งานพิมพ์ที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด
GIANT PRINT เป็นโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจร ให้บริการออกแบบและผลิตสื่อหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์, สกรีนแก้วกาแฟ, นามบัตร, บัตรสะสมแต้ม, เมนูอาหาร, โบรชัวร์, การ์ดแต่งงาน และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของธุรกิจ SME
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่:
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
อีเมล: [email protected]
ช่องทางออนไลน์: FACEBOOK PAGE | LINE | TIKTOK
