พิมพ์น้อย vs พิมพ์เยอะ: Digital กับ Offset เลือกอะไรดี?
การเลือกระบบพิมพ์ที่เหมาะสมเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญสำหรับผู้ประกอบการและธุรกิจ SME โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องตัดสินใจระหว่างการพิมพ์จำนวนน้อยกับจำนวนมาก การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างระบบการพิมพ์ดิจิตอลและออฟเซ็ทจึงเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมต้นทุน เวลา และคุณภาพของงานพิมพ์ให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา

- การพิมพ์ดิจิตอล (Digital Printing): เหมาะสำหรับงานพิมพ์จำนวนน้อย (ตั้งแต่ 1 ชิ้นขึ้นไป) งานเร่งด่วน และงานที่ต้องการเปลี่ยนแปลงข้อมูลในแต่ละชิ้น (Variable Data Printing) เช่น นามบัตรที่มีชื่อต่างกัน หรือสติ๊กเกอร์ที่มีรหัสไม่ซ้ำกัน
- การพิมพ์ออฟเซ็ท (Offset Printing): คุ้มค่าที่สุดสำหรับงานพิมพ์จำนวนมาก (ตั้งแต่หลักร้อยถึงหลายพันชิ้นขึ้นไป) ให้คุณภาพสีที่สม่ำเสมอและแม่นยำสูง เหมาะกับงานที่ต้องการมาตรฐานสีเฉพาะเจาะจง เช่น บรรจุภัณฑ์ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ของแบรนด์
- จุดคุ้มทุน (Break-Even Point): ปริมาณการพิมพ์เป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจ โดยทั่วไป จุดคุ้มทุนที่ทำให้การพิมพ์ออฟเซ็ทมีต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่าดิจิตอลจะอยู่ที่ประมาณ 300–1,000 ชิ้น ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของงานและโครงสร้างราคาของโรงพิมพ์
- ปัจจัยในการเลือก: การตัดสินใจควรพิจารณาจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปริมาณที่ต้องการ, ความเร่งด่วนของงาน, ความสำคัญของความแม่นยำของสี และงบประมาณโดยรวม
คำถามที่ว่า พิมพ์น้อย vs พิมพ์เยอะ: Digital กับ Offset เลือกอะไรดี? ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการ SME และฝ่ายการตลาดที่ต้องจัดการงานพิมพ์หลากหลายประเภท ตั้งแต่การสั่งพิมพ์นามบัตรเพียง 100 ใบ ไปจนถึงการผลิตใบปลิวส่งเสริมการขายจำนวน 10,000 ใบ การเลือกเทคนิคการพิมพ์ที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ระยะเวลาในการดำเนินงาน และที่สำคัญคือภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่สื่อสารผ่านคุณภาพของสิ่งพิมพ์นั้นๆ การทำความเข้าใจในหลักการทำงาน ข้อดี ข้อจำกัด และความเหมาะสมของแต่ละระบบ จะช่วยให้การตัดสินใจสั่งพิมพ์งานครั้งต่อไปเป็นไปอย่างมีกลยุทธ์และคุ้มค่าสูงสุด
เจาะลึกระบบการพิมพ์ Digital และ Offset
ในอุตสาหกรรมการพิมพ์ เทคโนโลยีหลักที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมีอยู่ 2 ระบบ คือ การพิมพ์ดิจิตอล และการพิมพ์ออฟเซ็ท ซึ่งแต่ละระบบมีกระบวนการทำงานและจุดเด่นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน การทำความเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการสั่งผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจ นักออกแบบ หรือฝ่ายจัดซื้อ เพื่อให้สามารถเลือกโซลูชันที่ตอบโจทย์ทั้งในด้านคุณภาพ งบประมาณ และเวลาได้อย่างลงตัว การตัดสินใจที่ถูกต้องไม่เพียงแต่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังส่งผลต่อประสิทธิภาพในการสื่อสารการตลาดและสร้างการรับรู้แบรนด์ในระยะยาวอีกด้วย
ระบบการพิมพ์ดิจิตอล (Digital Printing) คืออะไร?
การพิมพ์ดิจิตอลเป็นเทคโนโลยีการพิมพ์สมัยใหม่ที่รับข้อมูลจากไฟล์ดิจิทัล (เช่น PDF, AI, JPG) แล้วส่งตรงไปยังเครื่องพิมพ์เพื่อทำการพิมพ์ลงบนวัสดุได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการสร้างแม่พิมพ์ (เพลท) ทำให้เป็นระบบที่มีความรวดเร็วและยืดหยุ่นสูง
หลักการทำงานพื้นฐาน
กระบวนการของการพิมพ์ดิจิตอลคล้ายคลึงกับการทำงานของเครื่องพิมพ์เลเซอร์หรืออิงค์เจ็ทในสำนักงาน แต่มีขนาดใหญ่และประสิทธิภาพสูงกว่า เมื่อไฟล์งานถูกส่งไปยังเครื่องพิมพ์ เครื่องจะใช้หัวพิมพ์พ่นหมึกหรือผงหมึก (Toner) ลงบนวัสดุพิมพ์โดยตรงตามข้อมูลที่ได้รับจากไฟล์ทีละแผ่น ทำให้สามารถเริ่มงานพิมพ์ได้ทันทีหลังจากเตรียมไฟล์เสร็จสิ้น และไม่มีค่าใช้จ่ายในการทำเพลทเริ่มต้น
เหมาะกับงานประเภทไหน?
ด้วยความรวดเร็วและไม่มีต้นทุนขั้นต่ำในการตั้งค่าเครื่อง การพิมพ์ดิจิตอลจึงเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับ:
- งานจำนวนน้อยถึงปานกลาง: เหมาะสำหรับงานพิมพ์ในปริมาณตั้งแต่ 1 ชิ้น ไปจนถึงประมาณ 500 ชิ้น เช่น การสั่งพิมพ์นามบัตร 100-200 ใบ, พิมพ์ฉลากสินค้าสำหรับทดลองตลาด, หรือการทำสติ๊กเกอร์โปรโมชันเฉพาะกิจ
- งานเร่งด่วน: เนื่องจากไม่ต้องเสียเวลาในการทำแม่พิมพ์ ทำให้สามารถผลิตและส่งมอบงานได้ในระยะเวลาอันสั้น บางครั้งสามารถรอรับได้ภายในวันเดียว
- งานที่ต้องการความหลากหลาย: ระบบดิจิตอลรองรับการพิมพ์ข้อมูลแปรผัน (Variable Data Printing – VDP) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งหมายความว่าสามารถเปลี่ยนแปลงข้อความ รูปภาพ หรือรหัสในแต่ละสำเนาได้ เช่น การพิมพ์จดหมายเชิญที่มีชื่อผู้รับต่างกัน, บัตรของขวัญที่มีรหัสไม่ซ้ำกัน, หรือสินค้า Limited Edition ที่มีลวดลายย่อยแตกต่างกัน
- งานพิมพ์ตัวอย่าง: เหมาะสำหรับการพิมพ์งานตัวอย่าง (Proof) เพื่อตรวจสอบสีสันและความถูกต้องก่อนตัดสินใจผลิตในจำนวนมากด้วยระบบออฟเซ็ท
ข้อดีและข้อควรพิจารณา
ข้อดี:
- ต้นทุนเริ่มต้นต่ำ: ไม่มีค่าใช้จ่ายในการทำเพลท ทำให้เหมาะกับงานจำนวนน้อย
- รวดเร็ว: ลดขั้นตอนการเตรียมงาน ทำให้ได้งานพิมพ์ที่รวดเร็วกว่า
- ยืดหยุ่นสูง: สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขไฟล์งานได้ง่าย และรองรับการพิมพ์ข้อมูลแปรผัน
- ลดของเสีย: พิมพ์ตามจำนวนที่ต้องการได้พอดี ไม่จำเป็นต้องมีสต็อกจำนวนมาก
ข้อควรพิจารณา:
- ต้นทุนต่อหน่วยสูงเมื่อพิมพ์จำนวนมาก: หากสั่งพิมพ์ในปริมาณหลายพันชิ้น ต้นทุนต่อชิ้นจะสูงกว่าระบบออฟเซ็ท
- ข้อจำกัดด้านสีพิเศษ: การพิมพ์สีพิเศษเฉพาะ (Spot Color) หรือสีตามมาตรฐาน Pantone อาจมีความแม่นยำไม่เท่าระบบออฟเซ็ทในบางกรณี ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีของเครื่องพิมพ์
- ข้อจำกัดด้านวัสดุ: เครื่องพิมพ์ดิจิตอลบางรุ่นอาจมีข้อจำกัดเกี่ยวกับประเภทและความหนาของวัสดุที่สามารถพิมพ์ได้
ระบบการพิมพ์ออฟเซ็ท (Offset Printing) คืออะไร?
การพิมพ์ออฟเซ็ทเป็นเทคนิคการพิมพ์มาตรฐานอุตสาหกรรมที่ใช้กันมาอย่างยาวนานและให้คุณภาพสูง โดยอาศัยหลักการที่ว่าน้ำกับน้ำมันไม่รวมตัวกัน กระบวนการนี้ต้องมีการสร้างแม่พิมพ์ (เพลท) สำหรับแต่ละสีที่จะพิมพ์ (โดยทั่วไปคือ 4 สี CMYK: Cyan, Magenta, Yellow, Black)
หลักการทำงานพื้นฐาน
เริ่มต้นจากการสร้างเพลทอลูมิเนียมสำหรับแต่ละสี จากนั้นเพลทจะถูกนำไปติดตั้งบนลูกกลิ้งในแท่นพิมพ์ เมื่อเริ่มพิมพ์ หมึกจะเกาะเฉพาะบริเวณที่เป็นภาพบนเพลท แล้วถูกถ่ายทอด (Offset) ไปยังลูกกลิ้งยางก่อนที่จะกดทับลงบนกระดาษหรือวัสดุพิมพ์อีกทอดหนึ่ง กระบวนการเตรียมงานและตั้งค่าเครื่องนี้ใช้เวลาและมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้น แต่เมื่อเครื่องเริ่มทำงานแล้ว จะสามารถผลิตงานพิมพ์จำนวนมากได้อย่างรวดเร็วและมีต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำมาก
เหมาะกับงานประเภทไหน?
ด้วยประสิทธิภาพในการผลิตจำนวนมากและคุณภาพสีที่เหนือกว่า การพิมพ์ออฟเซ็ทจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับ:
- งานพิมพ์จำนวนมาก: เหมาะสำหรับงานที่ต้องการปริมาณตั้งแต่หลายร้อยถึงหลักล้านชิ้น เช่น โบรชัวร์, แคตตาล็อกสินค้า, นิตยสาร, หนังสือ, กล่องบรรจุภัณฑ์, และฉลากสินค้าที่ผลิตเป็นล็อตใหญ่
- งานที่ต้องการความแม่นยำของสีสูงสุด: ระบบออฟเซ็ทสามารถควบคุมความสม่ำเสมอของสีได้ดีเยี่ยมตลอดการผลิต และสามารถใช้สีพิเศษ (Pantone) เพื่อให้ได้เฉดสีตรงตามอัตลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
- งานที่ต้องการคุณภาพความละเอียดสูง: ให้ภาพและตัวอักษรที่คมชัด มีความละเอียดสูง เหมาะสำหรับงานที่เน้นคุณภาพเป็นพิเศษ
- งานที่ใช้วัสดุและเทคนิคพิเศษหลากหลาย: รองรับกระดาษและวัสดุพิมพ์ได้หลากหลายประเภท รวมถึงเทคนิคหลังการพิมพ์ เช่น การเคลือบ, การปั๊มนูน, หรือการปั๊มฟอยล์ สำหรับการผลิตจำนวนมาก
ข้อดีและข้อควรพิจารณา
ข้อดี:
- ต้นทุนต่อหน่วยต่ำเมื่อพิมพ์จำนวนมาก: ยิ่งพิมพ์เยอะ ต้นทุนต่อชิ้นยิ่งถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ
- คุณภาพสูงและสม่ำเสมอ: ให้สีที่แม่นยำ คมชัด และคงที่ตลอดทั้งล็อตการผลิต
- รองรับสีพิเศษ (Pantone): สามารถพิมพ์สีพิเศษที่นอกเหนือจาก CMYK ได้อย่างแม่นยำ
- รองรับวัสดุหลากหลาย: สามารถพิมพ์บนวัสดุได้หลายชนิดและหลายความหนา
ข้อควรพิจารณา:
- มีต้นทุนเริ่มต้นสูง: ค่าใช้จ่ายในการทำเพลทและตั้งค่าเครื่องทำให้ไม่เหมาะกับงานจำนวนน้อย
- ใช้เวลาในการผลิตนานกว่า: กระบวนการเตรียมเพลทและตั้งเครื่องต้องใช้เวลา ทำให้ไม่เหมาะกับงานเร่งด่วน
- ไม่ยืดหยุ่น: หากพบข้อผิดพลาดหลังจากการทำเพลทแล้ว การแก้ไขจะมีค่าใช้จ่ายสูงและเสียเวลา
- ไม่รองรับการพิมพ์ข้อมูลแปรผัน: ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลในแต่ละสำเนาได้
ตารางเปรียบเทียบ: Digital vs Offset แบบหมัดต่อหมัด
| คุณสมบัติ | การพิมพ์ดิจิตอล (Digital) | การพิมพ์ออฟเซ็ท (Offset) |
|---|---|---|
| ปริมาณที่เหมาะสม | จำนวนน้อยถึงปานกลาง (1 – 500/1,000 ชิ้น) | จำนวนมาก (หลักร้อย/พันขึ้นไป) |
| ต้นทุนต่อหน่วย | คงที่ (ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับ Offset ในปริมาณมาก) | ลดลงเมื่อปริมาณการพิมพ์เพิ่มขึ้น |
| เวลาในการผลิต | รวดเร็ว เหมาะกับงานด่วน | นานกว่า เนื่องจากต้องมีขั้นตอนการทำเพลท |
| คุณภาพสี | คุณภาพดีมาก แต่ความสม่ำเสมอของสีอาจน้อยกว่า Offset | คุณภาพสูงสุด มีความสม่ำเสมอของสีสูงมาก |
| การพิมพ์สีพิเศษ (Pantone) | จำลองสี Pantone ได้ แต่ความแม่นยำขึ้นอยู่กับเครื่อง | สามารถใช้หมึกสี Pantone โดยตรงเพื่อความแม่นยำสูงสุด |
| การพิมพ์ข้อมูลแปรผัน (VDP) | ทำได้ดีเยี่ยม สามารถเปลี่ยนข้อมูลในแต่ละชิ้นได้ | ไม่สามารถทำได้ |
| การพิมพ์ตัวอย่าง | ทำได้ง่ายและรวดเร็ว ต้นทุนต่ำ | ทำได้ยากและมีค่าใช้จ่ายสูงมาก |
ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกเทคนิคการพิมพ์
การเลือกเทคโนโลยีการพิมพ์ที่ถูกต้องต้องอาศัยการพิจารณาปัจจัยหลายด้านประกอบกัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงตามความต้องการและคุ้มค่ากับการลงทุนมากที่สุด ต่อไปนี้คือเช็คลิสต์สำคัญที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจสั่งพิมพ์
จำนวนที่ต้องการสั่งพิมพ์
นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจ หากต้องการพิมพ์งานในปริมาณน้อย (เช่น นามบัตร 50-300 ใบ, สติ๊กเกอร์ทดลองตลาด 100 ชิ้น) การพิมพ์ดิจิตอลคือคำตอบที่ชัดเจนเพราะไม่มีต้นทุนขั้นต่ำ แต่หากต้องการผลิตงานจำนวนมาก (เช่น ใบปลิว 5,000 ใบ, กล่องบรรจุภัณฑ์ 10,000 ชิ้น) การพิมพ์ออฟเซ็ทจะให้ต้นทุนต่อหน่วยที่ถูกกว่าอย่างเห็นได้ชัด การขอใบเสนอราคาจากโรงพิมพ์ทั้งสองระบบจะช่วยให้เห็นจุดคุ้มทุนที่แท้จริงสำหรับงานนั้นๆ
ความเร่งด่วนของงาน
ระยะเวลาเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ หากมีกำหนดส่งงานที่กระชั้นชิด การพิมพ์ดิจิตอลสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากลดขั้นตอนการทำเพลทและการตั้งค่าเครื่อง ในทางกลับกัน การพิมพ์ออฟเซ็ทต้องเผื่อเวลาสำหรับกระบวนการเตรียมงานที่ซับซ้อนกว่า ซึ่งอาจใช้เวลาหลายวัน
ความแม่นยำของสี
สำหรับงานที่ต้องการความถูกต้องของสีเป็นพิเศษ เช่น งานที่เกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์องค์กร (Corporate Identity) ที่ต้องใช้สี Pantone หรือบรรจุภัณฑ์สินค้าที่ต้องการให้สีเหมือนกันทุกชิ้นในล็อตการผลิตขนาดใหญ่ การพิมพ์ออฟเซ็ทเป็นตัวเลือกที่ให้ความน่าเชื่อถือและความสม่ำเสมอของสีได้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิตอลในปัจจุบันก็พัฒนาไปมากจนให้คุณภาพสีที่ดีเยี่ยมและเพียงพอสำหรับงานส่วนใหญ่
งบประมาณและต้นทุนการพิมพ์
ควรพิจารณาทั้งงบประมาณโดยรวมและต้นทุนต่อหน่วยที่ยอมรับได้ การพิมพ์ดิจิตอลมีต้นทุนเริ่มต้นที่ต่ำกว่า แต่ต้นทุนต่อหน่วยจะคงที่ ในขณะที่การพิมพ์ออฟเซ็ทมีต้นทุนเริ่มต้นสูงจากค่าเพลท แต่ต้นทุนต่อหน่วยจะลดลงอย่างมากเมื่อพิมพ์ในปริมาณที่มากขึ้น การวางแผนการพิมพ์ล่วงหน้าเพื่อรวบรวมยอดสั่งผลิตจำนวนมากจะช่วยให้ใช้ประโยชน์จากความคุ้มค่าของระบบออฟเซ็ทได้เต็มที่
ความยืดหยุ่นและการปรับเปลี่ยนข้อมูล
หากโครงการพิมพ์ต้องการการปรับเปลี่ยนข้อมูลในแต่ละชิ้น เช่น การพิมพ์บัตรพนักงาน, บัตรเชิญ, หรือแคมเปญการตลาดที่ต้องการสร้างความเป็นส่วนตัว (Personalization) การพิมพ์ดิจิตอลเป็นเพียงทางเลือกเดียวที่สามารถทำได้ เนื่องจากระบบออฟเซ็ทใช้แม่พิมพ์เดียวกันสำหรับทุกสำเนา
วัสดุและเทคนิคพิเศษ
ทั้งสองระบบรองรับวัสดุได้หลากหลาย แต่สำหรับงานที่ต้องการเทคนิคหลังการพิมพ์ที่ซับซ้อนในปริมาณมาก เช่น การปั๊มฟอยล์, การปั๊มนูน, หรือการเคลือบเฉพาะจุด การผลิตด้วยระบบออฟเซ็ทอาจมีความสะดวกและคุ้มค่ากว่าในกระบวนการผลิตแบบครบวงจร อย่างไรก็ตาม งานพิมพ์ดิจิตอลก็สามารถนำไปผ่านกระบวนการเหล่านี้ได้เช่นกัน ควรปรึกษาโรงพิมพ์เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเทคนิคที่ต้องการ
การขอใบเสนอราคาเปรียบเทียบจากโรงพิมพ์สำหรับงานเดียวกันทั้งสองระบบ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการค้นหาจุดคุ้มทุนและตัดสินใจเลือกเทคนิคการพิมพ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับโครงการของคุณ
สรุปและแนวทางการเลือกที่เหมาะสมกับธุรกิจ
โดยสรุปแล้ว การตัดสินใจระหว่างการพิมพ์ดิจิตอลและออฟเซ็ทไม่มีคำตอบที่ตายตัวว่าระบบใดดีกว่า แต่ขึ้นอยู่กับความต้องการเฉพาะของแต่ละงานเป็นสำคัญ หลักการง่ายๆ คือ “จำนวนน้อย งานด่วน ข้อมูลหลากหลาย เลือก Digital” และ “จำนวนมาก ต้องการสีแม่นยำ ต้นทุนต่อชิ้นต่ำ เลือก Offset” การเข้าใจหลักการนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการ SME สามารถวางแผนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ได้อย่างชาญฉลาด บริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้ผลงานที่มีคุณภาพตรงตามเป้าหมาย
สำหรับผู้ประกอบการที่ยังไม่แน่ใจหรือต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ การเลือกใช้บริการจากโรงพิมพ์ที่มีความพร้อมทั้งสองระบบและสามารถให้คำปรึกษาได้อย่างครบวงจรคือทางออกที่ดีที่สุด
ที่ GIANT PRINT เราเป็นโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์แบบครบวงจร พร้อมให้บริการทั้งระบบพิมพ์ดิจิตอลและออฟเซ็ทเพื่อตอบสนองทุกความต้องการทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นงานพิมพ์จำนวนน้อยหรืองานผลิตจำนวนมาก ทีมงานมืออาชีพของเราพร้อมให้คำแนะนำเพื่อหาโซลูชันที่คุ้มค่าและเหมาะสมกับงานของคุณที่สุด บริการของเราครอบคลุมการออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ เช่น ฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์, สกรีนแก้วกาแฟ, นามบัตร, บัตรสะสมแต้ม, เมนูอาหาร, โบรชัวร์, การ์ดแต่งงาน และอื่นๆ อีกมากมาย ด้วยเครื่องพิมพ์มาตรฐานทันสมัยและวัสดุคุณภาพสูง
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม หรือปรึกษาเกี่ยวกับโครงการพิมพ์ของคุณได้ที่:
- FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/GiantprintMedia
- LINE: @282iufnx
- TIKTOK: @giantprint_official
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
อีเมล: [email protected]
