เทรนด์ ‘แพ็คเกจจิ้งรักษ์โลก’ 2026 ที่ SME ไทยต้องปรับตัว
ในปี 2026 ภูมิทัศน์ของธุรกิจค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภคกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยมีปัจจัยสำคัญคือความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ เทรนด์ ‘แพ็คเกจจิ้งรักษ์โลก’ 2026 ที่ SME ไทยต้องปรับตัว ไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่กลายเป็นกลยุทธ์ที่จำเป็นต่อการอยู่รอดและการเติบโตทางธุรกิจ บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน (Sustainable Packaging) หรือ Eco Packaging ได้ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงกระแสชั่วคราวสู่การเป็นมาตรฐานใหม่ที่ผู้บริโภคคาดหวังจากแบรนด์ การปรับตัวในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ SME ในการสร้างความแตกต่าง สร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่น่าเชื่อถือ และตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างยั่งยืน
- ความต้องการของผู้บริโภคเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก: ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และ Millennials ให้ความสำคัญกับแบรนด์ที่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลกจึงส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อ
- เศรษฐกิจ BCG Model เป็นนโยบายสนับสนุน: นโยบายเศรษฐกิจ Bio-Circular-Green (BCG) ของภาครัฐ ผลักดันให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ส่งเสริมการใช้บรรจุภัณฑ์หมุนเวียน (Circular Packaging) และวัสดุที่ย่อยสลายได้
- นวัตกรรมวัสดุทำให้เข้าถึงง่ายและคุ้มค่า: มีการพัฒนาวัสดุทางเลือกใหม่ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีต้นทุนที่ SME สามารถเข้าถึงได้ เช่น กล่องกระดาษรีไซเคิล, วัสดุจากธรรมชาติ และพลาสติกชีวภาพ
- การออกแบบเพื่อลดขยะ (Minimalist Design): เทรนด์การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เรียบง่าย ไม่เพียงแต่ช่วยลดปริมาณขยะและต้นทุน แต่ยังสะท้อนถึงความทันสมัยและความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมของแบรนด์
- มีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้การสนับสนุน: ผู้ประกอบการ SME สามารถเข้าถึงความรู้ คำปรึกษา และกิจกรรมส่งเสริมต่างๆ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การใช้บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนได้ง่ายขึ้น
เจาะลึกเทรนด์ ‘แพ็คเกจจิ้งรักษ์โลก’ 2026 ที่ SME ไทยต้องปรับตัว

เทรนด์ ‘แพ็คเกจจิ้งรักษ์โลก’ 2026 ที่ SME ไทยต้องปรับตัว คือการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในการเลือกใช้วัสดุ การออกแบบ และการจัดการบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เพื่อลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด โดยหัวใจสำคัญคือการลดการสร้างขยะ (Reduce), การนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse), และการนำไปรีไซเคิล (Recycle) ซึ่งสอดคล้องกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่ตอบสนองต่อข้อกำหนดหรือกฎระเบียบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต แต่ยังเป็นการลงทุนในภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของแบรนด์ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ประเมินค่าไม่ได้ในระยะยาว
ทำไมบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกจึงกลายเป็นมาตรฐานใหม่
การเปลี่ยนผ่านสู่บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมถูกขับเคลื่อนโดยหลายปัจจัยประกอบกัน ประการแรกคือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ผลสำรวจจำนวนมากชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ใช้บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน และมักจะเลือกสนับสนุนแบรนด์ที่แสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ประการที่สองคือแรงผลักดันจากนโยบายภาครัฐ เช่น โมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ทำให้ธุรกิจที่ปรับตัวได้ก่อนจะมีความได้เปรียบในการแข่งขัน และสุดท้ายคือแรงกดดันจากคู่แข่งในตลาด เมื่อแบรนด์ใหญ่เริ่มนำเสนอบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกเป็นจุดขาย ก็จะสร้างมาตรฐานใหม่ที่ทำให้แบรนด์อื่นๆ รวมถึง SME จำเป็นต้องปรับตัวตามเพื่อรักษาฐานลูกค้าและส่วนแบ่งทางการตลาดไว้
แนวโน้มหลักที่ขับเคลื่อนบรรจุภัณฑ์แห่งอนาคต
ในปี 2026 และปีต่อๆ ไป เทรนด์บรรจุภัณฑ์รักษ์โลกจะมีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น โดยมีแนวโน้มที่น่าจับตามองดังนี้:
ระบบบรรจุภัณฑ์หมุนเวียน (Circular Packaging) ตามแนวทาง BCG
แนวคิดนี้คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สามารถหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจได้นานที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการรีไซเคิล การใช้ซ้ำ หรือการย่อยสลายกลับสู่ธรรมชาติ เพื่อลดการเกิดขยะให้เป็นศูนย์ (Zero Waste) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ร่วมกับสมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย ได้ผลักดันให้ SME นำระบบนี้มาใช้อย่างจริงจัง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการพัฒนา กล่องกระดาษชิ้นเดียวที่ขึ้นรูปได้โดยไม่ต้องใช้กาว ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการผลิตและทำให้กระบวนการรีไซเคิลง่ายขึ้น การเปลี่ยนไปใช้เยื่อไม้ที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งโปรแกรมรับคืนบรรจุภัณฑ์ เช่น การรับคืนฟอยล์ช็อกโกแลตเพื่อนำไปรีไซเคิล แนวทางเหล่านี้ไม่เพียงช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบในระยะยาว และตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการเห็นความสมดุลระหว่างมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม
การใช้วัสดุยั่งยืนและรีไซเคิลที่คุ้มค่า
สำหรับ SME การควบคุมต้นทุนเป็นสิ่งสำคัญ การเลือกใช้วัสดุที่ยั่งยืนจึงต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าควบคู่กันไป วัสดุที่ได้รับความนิยมอย่างสูงคือ กล่องกระดาษลูกฟูก ที่ผลิตจากกระดาษรีไซเคิล เช่น กระดาษคราฟท์ ซึ่งมีความแข็งแรงทนทานและราคาไม่สูง นอกจากนี้ยังมี ถุงโพลี (Poly Mailer) ที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิลหรือพลาสติกชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้ ซึ่งมีคุณสมบัติทนน้ำและเหมาะกับการขนส่งสินค้าอีคอมเมิร์ซ
นอกจากการเลือกวัสดุแล้ว การลดปริมาณบรรจุภัณฑ์ (Source Reduction) ก็เป็นอีกกลยุทธ์ที่สำคัญ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีขนาดพอดีกับสินค้า การลดน้ำหนักและปริมาตร ไม่เพียงช่วยประหยัดวัตถุดิบ แต่ยังช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งและลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์อีกด้วย การใช้กล่องลูกฟูก 2-3 ชั้นสำหรับสินค้าทั่วไปก็เป็นทางเลือกที่ช่วยปกป้องสินค้าได้ดีและมีราคาที่จับต้องได้
นวัตกรรมจากวัสดุเหลือใช้: จากธรรมชาติสู่ธรรมชาติ
หนึ่งในเทรนด์ที่สร้างแรงบันดาลใจและได้รับรางวัลระดับโลกคือการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาสร้างสรรค์เป็นบรรจุภัณฑ์ ตัวอย่างที่โดดเด่นคือผลงาน “Good Nature” ที่ผลิตบรรจุภัณฑ์สำหรับส้มจากใบส้มที่ร่วงหล่น โดยนำใบส้มมาบดอัดขึ้นรูปเป็นฐานรองรับผลส้ม มีโครงสร้างภายในคล้ายรังมดเพื่อความแข็งแรง และห่อหุ้มด้วยใบส้มสดที่สามารถบ่งบอกอายุของสินค้าได้ เมื่อใบส้มเริ่มแห้งเหี่ยว ก็เป็นสัญญาณว่าส้มด้านในใกล้จะหมดอายุขัย
แนวคิด “เกิดจากดิน…กลับสู่ดิน” (From earth…back to earth) ของบรรจุภัณฑ์นี้ สะท้อนหลักการของ Circular Economy ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดสามารถย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยกลับคืนสู่ธรรมชาติได้ 100%
นวัตกรรมลักษณะนี้แสดงให้เห็นว่า SME ไทยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและจุดเด่นให้กับผลิตภัณฑ์ของตนเองได้ด้วยความคิดสร้างสรรค์และการใช้วัสดุในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด
บรรจุภัณฑ์กันกระแทกและดีไซน์พิเศษเพื่อลดขยะ
พลาสติกกันกระแทกหรือบับเบิ้ลเป็นหนึ่งในตัวการสำคัญที่สร้างขยะพลาสติกจำนวนมหาศาล เทรนด์ใหม่จึงมุ่งเน้นการพัฒนาวัสดุกันกระแทก (Cushioning) จากวัสดุรีไซเคิลหรือย่อยสลายได้ เช่น เยื่อกระดาษขึ้นรูป (Paper Pulp) ซึ่งสามารถออกแบบให้พอดีกับรูปทรงของสินค้าได้ ตัวอย่างเช่น “Paper Pulp Delivery Briefcase” ที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจกาแฟโดยเฉพาะ หรือกล่องสำหรับอาหารไทยอย่าง “ซาแซ” ที่ออกแบบให้สามารถเรียงซ้อนกันได้อย่างมั่นคง ลดความจำเป็นในการใช้วัสดุกันกระแทกเพิ่มเติม การลงทุนในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ชาญฉลาดตั้งแต่แรกจึงช่วยลดขยะและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้ในเวลาเดียวกัน
กลยุทธ์การปรับตัวสำหรับ SME ไทย
เพื่อที่จะแข่งขันในตลาดปี 2026 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ประกอบการ SME ควรเริ่มวางแผนและปรับตัวตั้งแต่วันนี้ โดยมีกลยุทธ์ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงดังนี้:
- เปลี่ยนสู่วัสดุธรรมชาติและรีไซเคิล: เริ่มต้นจากการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์หลัก เช่น กล่องพัสดุ ซองเอกสาร ไปใช้วัสดุที่ทำจากกระดาษรีไซเคิล หรือพิจารณาวัสดุทางเลือกจากธรรมชาติสำหรับสินค้าบางประเภท
- ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว: หาทางเลือกอื่นทดแทนพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single-use Plastic) เช่น การใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติกสำหรับหน้าร้าน หรือใช้เทปกระดาษแทนเทปพลาสติกในการปิดกล่อง
- ส่งเสริมการนำกลับมาใช้ใหม่: ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีความสวยงามและทนทานเพื่อให้ลูกค้านำกลับไปใช้ประโยชน์อื่นต่อได้ หรือจัดทำโปรแกรมรับคืนบรรจุภัณฑ์เพื่อนำมารีไซเคิล
- ใช้การออกแบบที่เรียบง่าย (Minimalist Design): ลดความซับซ้อนของการออกแบบ ลดการใช้สีหรือหมึกพิมพ์ที่ไม่จำเป็น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนแล้ว ยังสะท้อนภาพลักษณ์แบรนด์ที่ทันสมัยและใส่ใจสิ่งแวดล้อม การเลือกใช้ หมึกพิมพ์ถั่วเหลือง (Soy Ink) ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะย่อยสลายได้ง่ายกว่าหมึกพิมพ์ทั่วไป
หลายคนอาจกังวลว่าการเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลกจะมีต้นทุนสูง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การออกแบบที่เรียบง่าย การลดขนาดและน้ำหนักของบรรจุภัณฑ์ สามารถช่วยชดเชยต้นทุนวัตถุดิบที่อาจสูงขึ้นได้ และในระยะยาว การสร้างแบรนด์ที่ยั่งยืนจะนำมาซึ่งความภักดีของลูกค้าและผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่า
แนวทางการเลือกใช้วัสดุและลดต้นทุนสำหรับ SME
การเลือกวัสดุบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมเป็นก้าวแรกที่สำคัญสำหรับ SME ที่ต้องการปรับตัวสู่ความยั่งยืน การทำความเข้าใจคุณสมบัติ ข้อดี และต้นทุนของวัสดุแต่ละประเภทจะช่วยให้สามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับงบประมาณของธุรกิจ
ตารางเปรียบเทียบวัสดุบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกยอดนิยม
เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้น สามารถเปรียบเทียบคุณสมบัติของวัสดุบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกประเภทต่างๆ ที่เหมาะกับ SME ได้ดังตารางต่อไปนี้
| ประเภทบรรจุภัณฑ์ | คุณสมบัติหลักสำหรับ SME | ข้อดี |
|---|---|---|
| กล่องกระดาษลูกฟูก 2 ชั้น (Single Face) | ราคาถูกที่สุด, น้ำหนักเบา, มีความยืดหยุ่น | เหมาะสำหรับห่อหุ้มสินค้าขนาดเล็กหรือใช้เป็นวัสดุกันกระแทกภายในกล่องใหญ่ ช่วยลดต้นทุนได้สูงสุด |
| กล่องกระดาษลูกฟูก 3 ชั้น (Single Wall) | เป็นที่นิยมสูงสุด, รับน้ำหนักได้ปานกลาง, หาซื้อง่าย | มีความสมดุลระหว่างราคาและความแข็งแรง, ปกป้องพัสดุได้ดี, รีไซเคิลได้ง่าย 100% |
| วัสดุจากธรรมชาติ (ใบส้ม, เยื่อไม้) | เป็นนวัตกรรม, ย่อยสลายได้ 100% ตามธรรมชาติ | สร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่โดดเด่น, สนับสนุนเศรษฐกิจ BCG, มีโอกาสคว้ารางวัลด้านการออกแบบ |
| ถุง/ซองยั่งยืน (Sustainable Mailer) | ทำจากพลาสติกรีไซเคิลหรือพลาสติกชีวภาพ, ทนน้ำ | เหมาะกับสินค้าแฟชั่นหรือสินค้าที่ไม่แตกหัก, ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากพลาสติก |
โอกาสและการสนับสนุนสำหรับผู้ประกอบการไทย
การปรับเปลี่ยนสู่บรรจุภัณฑ์รักษ์โลกไม่ใช่เรื่องที่ SME ต้องทำเพียงลำพัง ปัจจุบันมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่พร้อมให้การสนับสนุน ทั้งในด้านองค์ความรู้ การให้คำปรึกษา และการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการ
กิจกรรมและหน่วยงานที่น่าสนใจในปี 2025-2026
ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถติดตามและเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เพื่ออัปเดตความรู้และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจได้ ตัวอย่างกิจกรรมที่น่าสนใจได้แก่:
- Packaging Design Clinic: จัดโดยสมาคมการออกแบบบรรจุภัณฑ์ไทย (ThaiPDA) ร่วมกับงาน ProPak Asia 2025 (11-14 มิถุนายน 2568) ซึ่งเป็นกิจกรรมให้คำปรึกษาด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์แบบตัวต่อตัวโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เหมาะสำหรับ SME ที่ต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
- เวิร์คช็อปบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน: จัดขึ้นโดยสถาบันพลาสติกแห่งประเทศไทย (ตัวอย่างเช่น วันที่ 24 เมษายน 2568) โดยมีเป้าหมายเพื่อมุ่งสู่ Net Zero และให้ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับการเลือกใช้วัสดุและเทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- โครงการจากภาคเอกชน: บริษัทขนาดใหญ่อย่าง SCGP มักจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z เกิดไอเดียในการลดขยะด้วยการนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ใหม่ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลและแรงบันดาลใจที่ดีสำหรับผู้ประกอบการ
การเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้ SME สามารถปรับตัวได้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง และสามารถเข้าถึงนวัตกรรมและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์
สรุป: ก้าวต่อไปของ SME ไทยกับบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน
สรุปได้ว่า เทรนด์ ‘แพ็คเกจจิ้งรักษ์โลก’ 2026 ไม่ใช่ภาระ แต่คือโอกาสครั้งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ SME ไทยในการยกระดับธุรกิจ สร้างความสามารถในการแข่งขัน และครองใจผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจในความยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และจะกลายเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมในไม่ช้า การเริ่มต้นจากการเลือกใช้วัสดุที่เข้าถึงง่าย เช่น กล่องกระดาษรีไซเคิล, การออกแบบที่เรียบง่ายเพื่อลดขยะและต้นทุน ควบคู่ไปกับการติดตามข่าวสารและเข้าร่วมกิจกรรมสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน จะทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและนำมาซึ่งการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว
นอกจากการเลือกใช้กล่องพัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว องค์ประกอบอื่นๆ เช่น ฉลากสินค้า และสติกเกอร์ ก็เป็นส่วนสำคัญในการสื่อสารแบรนด์และสร้างความสมบูรณ์ให้กับบรรจุภัณฑ์ การเลือกใช้บริการจากโรงพิมพ์ที่มีความเชี่ยวชาญและเข้าใจความต้องการของ SME จึงเป็นสิ่งจำเป็น
สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาโซลูชันด้านการพิมพ์ที่ครบวงจร GIANT PRINT คือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการ ด้วยบริการออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์, สกรีนแก้วกาแฟ, นามบัตร, บัตรสะสมแต้ม, เมนูอาหาร, โบรชัวร์, การ์ดแต่งงาน และอื่นๆ อีกมากมาย ด้วยเครื่องพิมพ์มาตรฐานทันสมัยและวัสดุชั้นนำจากต่างประเทศ พร้อมทีมงานมืออาชีพที่พร้อมให้คำปรึกษาอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างสรรค์ชิ้นงานที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์และสนับสนุนเป้าหมายทางธุรกิจของคุณ
สามารถดูผลงานและ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านช่องทางต่างๆ ของเราได้ที่:
FACEBOOK PAGE: GiantprintMedia
LINE: @282iufnx
TIKTOK: @giantprint_official
ที่อยู่ของเรา:
269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ:
082-2262660
Email:
[email protected]
