เช็คด่วน! 6 สิ่งต้องมีบน ‘ฉลากอาหาร-เครื่องสำอาง’ ปี 2026 พิมพ์ผิดเสี่ยงโดนปรับ
- สรุปประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ
- ความสำคัญของฉลากสินค้าตามกฎหมายปี 2026
- เจาะลึก 6 ข้อบังคับหลักบนฉลากเครื่องสำอาง
- ข้อกำหนดสำหรับฉลากอาหารและการแสดงข้อมูลโภชนาการ
- ตารางเปรียบเทียบข้อกำหนดฉลากอาหารและเครื่องสำอาง ปี 2026
- กระบวนการตรวจสอบและบทลงโทษหากไม่ปฏิบัติตาม
- สรุปและแนวทางเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ประกอบการ
การดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องสำอางนั้นมีความซับซ้อนและต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด หนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดคือ “ฉลากสินค้า” ซึ่งเป็นหน้าต่างบานแรกที่สื่อสารกับผู้บริโภคโดยตรง การแสดงข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วนอาจนำไปสู่ปัญหาร้ายแรงตามมาได้
สรุปประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ

- ข้อมูลบังคับ 6 ประการ: ฉลากอาหารและเครื่องสำอางต้องระบุข้อมูลสำคัญ 6 อย่างเป็นภาษาไทยให้ชัดเจน เช่น ชื่อสินค้า, เลข อย., ผู้ผลิต, ปริมาณ, วันผลิต/หมดอายุ, และส่วนประกอบ
- บทลงโทษที่รุนแรง: การพิมพ์ข้อมูลบนฉลากผิดพลาด ไม่ครบถ้วน หรือทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด อาจมีโทษปรับสูงสุดถึง 30,000 บาทต่อชิ้นสินค้า ตาม พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้อง
- ข้อกำหนดใหม่ปี 2026: มีการปรับปรุงข้อบังคับเพิ่มเติม โดยเฉพาะฉลากโภชนาการแบบ GDA สำหรับอาหารบางประเภท และการแสดงค่า SPF/PA สำหรับผลิตภัณฑ์กันแดด
- ความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ: ผู้ผลิตและผู้นำเข้ามีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดทำและตรวจสอบฉลากให้ถูกต้องตามกฎหมายทั้งของ อย. และ สคบ. ก่อนวางจำหน่าย
- ความสำคัญของการออกแบบ: การออกแบบฉลากที่ถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่แรกช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ และป้องกันความสูญเสียจากการแก้ไขหรือพิมพ์ใหม่
ความสำคัญของฉลากสินค้าตามกฎหมายปี 2026
สำหรับผู้ประกอบการแบรนด์ใหม่และผู้ที่อยู่ในวงการมาระยะหนึ่งแล้ว การทำความเข้าใจและปฏิบัติตามข้อบังคับเรื่องฉลากสินค้าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถละเลยได้ โดยเฉพาะเมื่อต้อง เช็คด่วน! 6 สิ่งต้องมีบน ‘ฉลากอาหาร-เครื่องสำอาง’ ปี 2026 พิมพ์ผิดเสี่ยงโดนปรับ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจให้ราบรื่นและถูกกฎหมาย หน่วยงานภาครัฐอย่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่อสร้างมาตรฐานและความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค การปรับปรุงข้อบังคับในปี 2026 นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการให้ข้อมูลที่โปร่งใสและจำเป็นต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากขึ้น
กฎหมายเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างอุปสรรค แต่เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันและคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค ผู้ประกอบการทุกคน ตั้งแต่รายย่อย (SME) ไปจนถึงโรงงานขนาดใหญ่ รวมถึงผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ล้วนอยู่ภายใต้ข้อบังคับเดียวกัน การละเลยหรือไม่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดบนฉลาก อาจส่งผลให้สินค้าถูกตีกลับจากคู่ค้า ถูกสั่งเก็บออกจากชั้นวางจำหน่าย หรือร้ายแรงที่สุดคือการถูกดำเนินคดีและเสียค่าปรับจำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุน ภาพลักษณ์ และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในระยะยาว ดังนั้น การลงทุนเวลาเพื่อศึกษาและออกแบบฉลากให้ถูกต้องจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและจำเป็นอย่างยิ่ง
เจาะลึก 6 ข้อบังคับหลักบนฉลากเครื่องสำอาง
ตามประกาศคณะกรรมการเครื่องสำอาง พ.ศ. 2562 และข้อบังคับที่ปรับปรุงเพิ่มเติมสำหรับปี 2026 กำหนดให้เครื่องสำอางทุกชนิดที่จดแจ้งกับ อย. ต้องแสดงข้อมูลบนฉลากเป็นภาษาไทยที่อ่านง่ายและชัดเจน โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 6 ประการดังนี้
1. ชื่อเครื่องสำอางและประเภทผลิตภัณฑ์
ส่วนนี้เป็นข้อมูลพื้นฐานที่สุดที่ผู้บริโภคต้องรับรู้ ประกอบด้วยสองส่วนหลักคือ ชื่อการค้า (Brand Name) และ ชื่อเครื่องสำอาง (Product Name) ซึ่งต้องสอดคล้องกับที่ได้จดแจ้งไว้กับ อย. นอกจากนี้ ต้องระบุ ประเภทหรือชนิดของผลิตภัณฑ์ ให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจวัตถุประสงค์การใช้งานที่ถูกต้อง
ตัวอย่าง:
ชื่อการค้า: ABC
ชื่อเครื่องสำอาง: Moisturizing Cream
ประเภท: ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า
2. ข้อมูลผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า
ฉลากต้องระบุชื่อและที่ตั้งของผู้ที่รับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์นั้น ๆ อย่างครบถ้วน เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับและติดต่อได้กรณีเกิดปัญหา
- กรณีผลิตในประเทศ: ต้องระบุชื่อและที่ตั้งของโรงงานผู้ผลิต
- กรณีนำเข้า: ต้องระบุชื่อและที่ตั้งของบริษัทผู้นำเข้า
ข้อมูลนี้สร้างความโปร่งใสและความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่าผลิตภัณฑ์มีแหล่งที่มาที่ชัดเจนและมีผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย
3. ปริมาณสุทธิที่ถูกต้อง
การระบุปริมาณสุทธิเป็นข้อบังคับที่ต้องแสดงอย่างแม่นยำตามระบบเมตริก เช่น กรัม (g), มิลลิลิตร (ml) หรือหน่วยอื่น ๆ ที่เหมาะสมกับลักษณะของผลิตภัณฑ์ ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบปริมาณการบรรจุให้ตรงกับที่ระบุบนฉลาก เพื่อไม่ให้เข้าข่ายการหลอกลวงผู้บริโภค
4. เลขที่ใบรับจดแจ้ง (อย.)
นี่คือองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความน่าเชื่อถือ เลขที่ใบรับจดแจ้งเป็นตัวเลข 10 หลัก (หรือ 13 หลักในบางกรณี) ที่ออกโดย อย. เพื่อยืนยันว่าเครื่องสำอางนั้นได้ผ่านกระบวนการจดแจ้งตามกฎหมายแล้ว ผู้บริโภคสามารถนำเลขนี้ไปตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ที่เว็บไซต์ของ อย. เพื่อยืนยันความถูกต้องและปลอดภัย
5. วันเดือนปีที่ผลิตและหมดอายุ
ข้อมูลนี้จำเป็นต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยมีข้อกำหนดดังนี้:
- วันเดือนปีที่ผลิต (MFG/Mfd. Date): ต้องระบุไว้อย่างชัดเจน
- วันเดือนปีที่หมดอายุ (EXP/Exp. Date): บังคับให้ระบุสำหรับเครื่องสำอางที่มีอายุการใช้งานน้อยกว่า 30 เดือน หากมีอายุมากกว่านั้น อาจระบุเป็น “ควรใช้ก่อน (Best Before)” หรือแสดงสัญลักษณ์ Period After Opening (PAO) แทนได้
ตำแหน่งที่แสดงข้อมูลนี้อาจอยู่บนตัวบรรจุภัณฑ์โดยตรง เช่น ก้นขวด, ขอบหลอด ซึ่งฉลากควรชี้แจงตำแหน่งให้ผู้บริโภคทราบหากหาได้ยาก เช่น “วันหมดอายุ: ดูที่ใต้กล่อง”
6. ส่วนประกอบ คำเตือน และข้อมูลเฉพาะ
ส่วนนี้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์:
- ส่วนประกอบ (Ingredients): ต้องแสดงรายการส่วนประกอบทั้งหมด โดยใช้ชื่อสากลตามระบบ INCI (International Nomenclature of Cosmetic Ingredients) และเรียงลำดับจากปริมาณมากที่สุดไปน้อยที่สุด
- คำเตือน (Warning): หากผลิตภัณฑ์มีส่วนประกอบหรือวิธีใช้ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ต้องระบุคำเตือนให้ชัดเจนตามที่กฎหมายกำหนด เช่น “ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี” หรือ “หากใช้แล้วมีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น ต้องหยุดใช้และปรึกษาแพทย์”
- เลขที่ครั้งที่ผลิต (Lot/Batch No.): จำเป็นสำหรับการควบคุมคุณภาพและตรวจสอบย้อนกลับหากเกิดปัญหาในสายการผลิต
สำหรับบรรจุภัณฑ์ที่มีขนาดเล็กมาก (พื้นที่แสดงฉลากน้อยกว่า 20 ตารางเซนติเมตร) กฎหมายอนุโลมให้แสดงข้อมูลอย่างน้อย 4 อย่างบนฉลาก ได้แก่ ชื่อเครื่องสำอาง, เลขที่ครั้งที่ผลิต, เดือนปีที่ผลิต, และเลขที่ใบรับจดแจ้ง ส่วนข้อมูลอื่น ๆ สามารถแสดงในใบแทรกหรือเอกสารกำกับแทนได้
ข้อกำหนดเพิ่มเติมสำหรับปี 2026: ผลิตภัณฑ์กันแดดถือเป็นกลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยกฎหมายบังคับให้แสดงค่าประสิทธิภาพการป้องกันรังสีอย่างชัดเจน ได้แก่ SPF, PA หรือ UVAPF และต้องระบุคุณสมบัติการกันน้ำ (Water Resistance) หากมีการกล่าวอ้างสรรพคุณดังกล่าว
ข้อกำหนดสำหรับฉลากอาหารและการแสดงข้อมูลโภชนาการ
เช่นเดียวกับเครื่องสำอาง ฉลากอาหารก็มีข้อบังคับที่เข้มงวดเพื่อความปลอดภัยและการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้บริโภค โดยเน้นหนักไปที่ข้อมูลโภชนาการเพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดี
ข้อมูลพื้นฐานที่ต้องมีบนฉลากอาหาร
ข้อมูลหลักที่ต้องปรากฏบนฉลากอาหารประกอบด้วย:
- ชื่ออาหารและประเภท: ต้องระบุชื่อที่สื่อถึงผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจนและไม่ทำให้เข้าใจผิด
- เลขสารบบอาหาร (เลข อย.): ตัวเลข 13 หลักในกรอบเครื่องหมาย อย.
- ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า: เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ
- ปริมาณสุทธิ: แสดงในระบบเมตริก
- ส่วนประกอบที่สำคัญ: เรียงลำดับจากปริมาณมากไปน้อย
- ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร: หากมีส่วนผสมของสารก่อภูมิแพ้ เช่น นม, ถั่ว, แป้งสาลี ต้องระบุให้เห็นชัดเจน
- วันเดือนปีที่ผลิตและควรบริโภคก่อน: เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค
ฉลากโภชนาการรูปแบบใหม่ (GDA และ Thai RDI)
การปรับปรุงกฎหมายสำหรับปี 2026 ให้ความสำคัญกับฉลากโภชนาการเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ ฉลาก GDA (Guideline Daily Amount) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ฉลากหวาน มัน เค็ม” ซึ่งบังคับใช้กับอาหาร 9 ประเภท เช่น ขนมขบเคี้ยว, ช็อกโกแลต, อาหารแปรรูป, และเครื่องดื่มบางชนิด ฉลากรูปแบบนี้จะแสดงข้อมูลด้านหน้าบรรจุภัณฑ์ให้เห็นง่าย ประกอบด้วย 4 ค่าสำคัญต่อหนึ่งหน่วยบริโภค:
- พลังงาน (กิโลแคลอรี)
- น้ำตาล (กรัม)
- ไขมัน (กรัม)
- โซเดียม (มิลลิกรัม)
นอกจากนี้ ยังมี ฉลากข้อมูลโภชนาการแบบเต็ม (Thai RDI) ที่แสดงรายละเอียดสารอาหารต่าง ๆ ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค และเทียบเป็นร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการด้านสุขภาพของตนเองได้ดียิ่งขึ้น
ตารางเปรียบเทียบข้อกำหนดฉลากอาหารและเครื่องสำอาง ปี 2026
| หัวข้อข้อมูล | ฉลากเครื่องสำอาง | ฉลากอาหาร |
|---|---|---|
| เลขทะเบียน อย. | เลขที่ใบรับจดแจ้ง (10 หลัก) | เลขสารบบอาหาร (13 หลัก) |
| ส่วนประกอบ | แสดงทั้งหมด เรียงจากมากไปน้อย (ชื่อ INCI) | แสดงส่วนประกอบสำคัญ เรียงจากมากไปน้อย |
| ข้อมูลโภชนาการ | ไม่บังคับ | บังคับ (GDA และ/หรือ Thai RDI) สำหรับอาหารบางประเภท |
| คำเตือน | บังคับหากมีส่วนผสมหรือวิธีใช้ที่อาจเป็นอันตราย | บังคับแสดง “ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร” |
| ข้อกำหนดพิเศษ | ต้องแสดงค่า SPF/PA และคุณสมบัติกันน้ำ (ถ้ามี) สำหรับผลิตภัณฑ์กันแดด | ต้องแสดงฉลาก GDA (หวาน มัน เค็ม) ด้านหน้าสำหรับอาหาร 9 ประเภท |
กระบวนการตรวจสอบและบทลงโทษหากไม่ปฏิบัติตาม
การมีกฎระเบียบที่ชัดเจนย่อมมาพร้อมกับกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด ผู้ประกอบการจึงต้องให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอนเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางกฎหมายและการเงิน
ขั้นตอนการตรวจสอบฉลากที่ผู้ประกอบการต้องใส่ใจ
การตรวจสอบความถูกต้องของฉลากควรเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการควบคุมคุณภาพ (QC) ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบ, การรับวัตถุดิบ, การผลิต, ไปจนถึงการบรรจุและปล่อยสินค้าออกสู่ตลาด
- การออกแบบ: ก่อนสั่งพิมพ์ฉลากลอตใหญ่ ควรส่งแบบร่างให้ผู้เชี่ยวชาญหรือที่ปรึกษาด้านกฎหมายอาหารและยาตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลทั้งหมด
- ระหว่างการผลิต: ต้องมีการตรวจสอบเลขที่ครั้งที่ผลิต (Lot Number) และวันผลิต/หมดอายุบนฉลากให้ตรงกับสินค้าที่ผลิตในแต่ละรอบ
- สำหรับสินค้านำเข้า: ผู้นำเข้ามีหน้าที่จัดทำฉลากภาษาไทยและติดบนผลิตภัณฑ์ให้เรียบร้อยภายใน 30 วันนับจากวันที่สินค้าผ่านด่านของ อย.
บทลงโทษตามกฎหมาย
หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าฉลากสินค้าไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบผลิตภัณฑ์จะต้องรับโทษตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 หรือ พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ซึ่งบทลงโทษอาจแตกต่างกันไปตามความรุนแรงของความผิด แต่โดยทั่วไปแล้วอาจครอบคลุมถึง:
- การเปรียบเทียบปรับ: บทลงโทษที่พบบ่อยที่สุดคือการปรับ โดยมีอัตราโทษสูงสุดถึง 30,000 บาทต่อสินค้าหนึ่งชิ้นที่พบว่ามีฉลากไม่ถูกต้อง
- คำสั่งพักใช้ใบอนุญาต: ในกรณีที่มีความผิดซ้ำซากหรือร้ายแรง อาจมีการพิจารณาสั่งพักใช้ใบรับจดแจ้งหรือใบอนุญาตผลิต/นำเข้าชั่วคราว
- คำสั่งให้แก้ไข: เจ้าหน้าที่จะสั่งให้ผู้ประกอบการแก้ไขฉลากให้ถูกต้องก่อนจึงจะสามารถวางจำหน่ายต่อไปได้ ซึ่งก่อให้เกิดต้นทุนและเสียเวลาอย่างมาก
สรุปและแนวทางเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ประกอบการ
การปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยฉลากอาหารและเครื่องสำอาง ปี 2026 ไม่ใช่เพียงภาระหน้าที่ แต่เป็นโอกาสในการสร้างมาตรฐานและความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ การใส่ใจในรายละเอียดทั้ง 6 ข้อที่กฎหมายบังคับ การทำความเข้าใจข้อกำหนดใหม่ ๆ เกี่ยวกับฉลากโภชนาการ GDA และข้อมูลผลิตภัณฑ์กันแดด จะช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างราบรื่น ลดความเสี่ยงในการถูกปรับ และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้อย่างยั่งยืน
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการความมั่นใจว่าฉลากสินค้าของคุณถูกต้องตามกฎหมายและมีความสวยงามโดดเด่น การเลือกใช้บริการจากโรงพิมพ์มืออาชีพคือคำตอบ ที่ GIANT PRINT เราเป็นโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่เข้าใจความต้องการของผู้ประกอบการ SME เป็นอย่างดี เรามีบริการออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์, สกรีนแก้วกาแฟ, นามบัตร, ไปจนถึงเมนูอาหารและโบรชัวร์ ด้วยทีมงานมืออาชีพที่พร้อมให้คำปรึกษาอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ผสานกับเครื่องพิมพ์มาตรฐานทันสมัยและวัสดุคุณภาพสูงจากต่างประเทศ ทำให้ทุกชิ้นงานที่ออกจากเราไม่เพียงสวยงาม แต่ยังถูกต้องตามข้อบังคับล่าสุด เพื่อให้การลงทุนของคุณคุ้มค่าและไม่ต้องเสี่ยงกับการแก้ไขในอนาคต
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่:
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
Email: [email protected]
ติดตามผลงานและโปรโมชั่นได้ที่:
FACEBOOK PAGE | LINE | TIKTOK
