ฉลากสินค้าอาหาร SME ต้องมีอะไรบ้าง? เช็กลิสต์กฎหมาย 2569
- ภาพรวมข้อกำหนดฉลากอาหาร SME ปี 2569
- กฎหมายและประกาศสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องทราบ
-
ฉลากสินค้าอาหาร SME ต้องมีอะไรบ้าง? เช็กลิสต์กฎหมาย 2569
- 1. รูปแบบกรอบข้อมูลโภชนาการแบบใหม่
- 2. เงื่อนไขการแสดงข้อมูลสารอาหารที่ปรับปรุง
- 3. ค่าอ้างอิงสารอาหารต่อวันสำหรับคนไทย (THAI RDIs)
- 4. สัญลักษณ์โภชนาการ (GDA) ที่ต้องแสดง
- 5. ข้อมูลระบุตัวตนผลิตภัณฑ์และผู้ผลิต
- 6. การแสดงข้อมูลส่วนประกอบและสารก่อภูมิแพ้
- 7. ข้อความส่งเสริมการขายและคำกล่าวอ้าง
- 8. ข้อกำหนดด้านภาษาและขนาดตัวอักษร
- 9. กรณีพิเศษสำหรับอาหารเฉพาะกลุ่ม
- 10. มาตรฐานฉลากสำหรับการนำเข้าและส่งออก
- แนวทางการปรับตัวสำหรับผู้ประกอบการ SME
- สรุปและเตรียมความพร้อมสู่มาตรฐานใหม่
การปรับปรุงข้อกำหนดทางกฎหมายเกี่ยวกับฉลากสินค้าอาหารเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น ถูกต้อง และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ส่งผลโดยตรงต่อการออกแบบและการแสดงข้อมูลบนบรรจุภัณฑ์
ภาพรวมข้อกำหนดฉลากอาหาร SME ปี 2569
- การบังคับใช้กฎหมายใหม่: ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับใหม่หลายฉบับมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2569 ซึ่งเป็นการปรับปรุงข้อกำหนดฉลากโภชนาการครั้งสำคัญในรอบกว่า 2 ทศวรรษ
- ข้อมูลโภชนาการที่เข้มข้นขึ้น: ผู้ประกอบการ SME ต้องแสดงข้อมูลโภชนาการในรูปแบบมาตรฐานที่กำหนดเท่านั้น พร้อมปรับปรุงวิธีการคำนวณและค่าอ้างอิงสารอาหารต่อวัน (THAI RDIs) ใหม่
- ความชัดเจนและความโปร่งใส: กฎหมายใหม่เน้นย้ำเรื่องความชัดเจนของข้อมูล ทั้งข้อมูลผู้ผลิต ส่วนประกอบ สารก่อภูมิแพ้ และห้ามใช้ข้อความกล่าวอ้างเกินจริง เช่น คำว่า “พรีเมียม” บนฉลาก
- การเตรียมตัวล่วงหน้า: SME ควรเริ่มตรวจสอบและปรับปรุงฉลากสินค้าให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่โดยเร็วที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการถูกระงับการจำหน่ายสินค้าในอนาคต
สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังสร้างแบรนด์อาหาร การทำความเข้าใจว่าฉลากสินค้าอาหาร SME ต้องมีอะไรบ้าง? เช็กลิสต์กฎหมาย 2569 ถือเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ การปฏิบัติตามข้อกำหนดไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของกฎหมาย แต่ยังเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจากผู้บริโภค ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของธุรกิจอาหารที่ยั่งยืน บทความนี้จะสรุปทุกประเด็นที่จำเป็น เพื่อให้ผู้ประกอบการ SME สามารถเตรียมความพร้อมและปรับตัวได้อย่างถูกต้องทันท่วงที
กฎหมายใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการแสดงฉลากอาหารมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและให้ข้อมูลที่ครบถ้วนแก่ผู้บริโภค เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารได้อย่างเหมาะสมกับสภาวะสุขภาพของตนเอง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ครอบคลุมตั้งแต่รูปแบบของกรอบข้อมูลโภชนาการ ไปจนถึงรายละเอียดเล็กน้อย เช่น ขนาดตัวอักษรและข้อความที่อนุญาตให้ใช้ได้ ผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวได้ก่อนย่อมมีความได้เปรียบในการแข่งขันและสามารถรักษาฐานลูกค้าไว้ได้
กฎหมายและประกาศสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องทราบ
เพื่อให้การจัดทำฉลากสินค้าอาหารเป็นไปอย่างถูกต้องตามข้อบังคับล่าสุด ผู้ประกอบการ SME จำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับต่างๆ ที่เป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ซึ่งมีผลบังคับใช้ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2569 โดยมีฉบับหลักๆ ที่ต้องให้ความสำคัญดังนี้
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 445 พ.ศ. 2567
ประกาศฉบับนี้ถือเป็นการปฏิรูปข้อกำหนดเกี่ยวกับฉลากโภชนาการครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 20 ปี มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป และเป็นรากฐานของกฎหมายฉลากอาหารที่จะใช้ในปี 2569 สาระสำคัญคือการปรับปรุงรูปแบบและเนื้อหาของข้อมูลโภชนาการให้ทันสมัยและเข้าใจง่ายขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด การเปลี่ยนแปลงนี้รวมถึงการกำหนดรูปแบบกรอบข้อมูลโภชนาการที่เป็นมาตรฐาน และการปรับปรุงค่าปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 453 พ.ศ. 2567
ประกาศฉบับนี้เป็นฉบับที่ 2 ที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง “การแสดงสัญลักษณ์โภชนาการบนฉลากอาหาร” หรือที่รู้จักกันในชื่อ GDA (Guideline Daily Amounts) ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2567 กฎหมายนี้กำหนดให้ผู้ผลิตต้องแสดงค่าพลังงาน, น้ำตาล, ไขมัน และโซเดียม อย่างชัดเจนที่ด้านหน้าของบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นข้อมูลสำคัญได้อย่างรวดเร็วก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการควบคุมการบริโภคสารอาหารเหล่านี้ให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 456 พ.ศ. 2568
ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 โดยเน้นไปที่ “การแสดงฉลากของอาหารแปรรูปบางชนิด” ซึ่งอาจมีข้อกำหนดเฉพาะเจาะจงเพิ่มเติมจากกฎหมายทั่วไป ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าในกลุ่มนี้จำเป็นต้องตรวจสอบรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนว่าผลิตภัณฑ์ของตนเข้าข่ายและต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดพิเศษใดบ้าง เพื่อให้ฉลากสินค้ามีความสมบูรณ์และถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ
ฉลากสินค้าอาหาร SME ต้องมีอะไรบ้าง? เช็กลิสต์กฎหมาย 2569
เพื่อให้ผู้ประกอบการ SME สามารถตรวจสอบและจัดทำฉลากสินค้าอาหารได้อย่างครบถ้วนตามกฎหมายใหม่ปี 2569 ต่อไปนี้คือเช็กลิสต์ 10 ข้อสำคัญที่ต้องมีบนบรรจุภัณฑ์
1. รูปแบบกรอบข้อมูลโภชนาการแบบใหม่
กฎหมายใหม่กำหนดให้ใช้ กรอบข้อมูลโภชนาการแบบมาตรฐาน เท่านั้น การใช้รูปแบบย่อหรือรูปแบบอื่นๆ ที่เคยได้รับอนุญาตก่อนหน้านี้จะไม่สามารถทำได้ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นกรณีพิเศษ นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงข้อความภายในกรอบให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น การระบุ “หนึ่งหน่วยบริโภค” และ “จำนวนหน่วยบริโภคต่อ…” ให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ง่ายว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ ควรแบ่งรับประทานอย่างไร
2. เงื่อนไขการแสดงข้อมูลสารอาหารที่ปรับปรุง
ฉลากต้องแสดงข้อมูลสารอาหารที่สำคัญอย่างครบถ้วน ได้แก่ พลังงาน (แคลอรี), โปรตีน, คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด, น้ำตาลทั้งหมด, ไขมันทั้งหมด, ไขมันอิ่มตัว, โซเดียม รวมถึงวิตามินและเกลือแร่ที่สำคัญ มีการปรับปรุงเงื่อนไขการคำนวณสำหรับอาหารที่มีหน่วยบริโภคขนาดเล็ก (น้อยกว่าหรือเท่ากับ 30 กรัม หรือ 2 ช้อนโต๊ะ) โดยให้คำนวณข้อมูลต่อ 2 เท่าของปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง เพื่อให้ข้อมูลสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น นอกจากนี้ยังต้องแสดงเงื่อนไขหากมี “น้ำตาลทั้งหมด” มากกว่า 13 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค
3. ค่าอ้างอิงสารอาหารต่อวันสำหรับคนไทย (THAI RDIs)
มีการปรับปรุงค่าอ้างอิงสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน โดยใช้ชื่อใหม่ว่า ค่าอ้างอิงสารอาหารต่อวันสำหรับคนไทย (THAI REFERENCE DAILY INTAKES – THAI RDIs) จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือการปรับช่วงอายุอ้างอิงจากเดิม “6 ปีขึ้นไป” เป็น “3 ปีขึ้นไป” เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มผู้บริโภคที่กว้างขึ้น และมีการยกเลิกการกำหนดค่า Thai RDIs สำหรับฟลูออไรด์ ผู้ประกอบการต้องใช้ค่าใหม่นี้ในการคำนวณร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวันบนฉลาก
4. สัญลักษณ์โภชนาการ (GDA) ที่ต้องแสดง
สัญลักษณ์ GDA หรือ “ฉลากหวาน มัน เค็ม” ต้องแสดงอย่างชัดเจนที่ด้านหน้าบรรจุภัณฑ์ตามรูปแบบและขนาดที่ อย. กำหนด เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบและตัดสินใจเลือกซื้อได้อย่างรวดเร็ว การออกแบบฉลากจึงต้องคำนึงถึงพื้นที่สำหรับสัญลักษณ์นี้ด้วย หากต้องการใช้สัญลักษณ์อื่นใดนอกเหนือจากที่กำหนด จะต้องยื่นขออนุญาตจาก อย. ก่อน
5. ข้อมูลระบุตัวตนผลิตภัณฑ์และผู้ผลิต
ข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นและต้องแสดงให้ครบถ้วน ประกอบด้วย:
- ชื่ออาหาร: ต้องสื่อถึงผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้อง ไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด
- เลขสารบบอาหาร (เลข อย.): ในกรอบเครื่องหมาย อย.
- ชื่อและที่อยู่ของผู้ผลิต / ผู้นำเข้า / ผู้จัดจำหน่าย: ต้องระบุให้ชัดเจนเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ
- น้ำหนักสุทธิ หรือปริมาตรสุทธิ: ในระบบเมตริก เช่น กรัม, กิโลกรัม, มิลลิลิตร
- วันเดือนปีที่ผลิต และวันหมดอายุ: ต้องแสดงข้อความ “ผลิต” และ “ควรบริโภคก่อน” อย่างชัดเจน
- คำแนะนำในการเก็บรักษา: เช่น “ควรเก็บในที่แห้งและเย็น”
- รหัสรุ่นการผลิต (Lot Number): สำหรับการติดตามและควบคุมคุณภาพ
6. การแสดงข้อมูลส่วนประกอบและสารก่อภูมิแพ้
ต้องแสดงรายการส่วนประกอบทั้งหมด โดยเรียงลำดับจากปริมาณมากที่สุดไปน้อยที่สุด นอกจากนี้ กฎหมายยังให้ความสำคัญกับการแสดงข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร โดยต้องระบุส่วนผสมที่อาจก่อให้เกิดภูมิแพ้ เช่น ถั่ว, นม, ไข่, แป้งสาลี (กลูเตน), อาหารทะเล ฯลฯ อย่างชัดเจน ซึ่งอาจแสดงเป็นข้อความตัวหนาในรายการส่วนประกอบ หรือระบุแยกต่างหากในหัวข้อ “ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร”
7. ข้อความส่งเสริมการขายและคำกล่าวอ้าง
กฎหมายใหม่มีความเข้มงวดกับการใช้ข้อความเพื่อส่งเสริมการขายมากขึ้น
ตามประกาศใหม่ของ อย. ได้มีการยกเลิกการอนุญาตให้ใช้คำว่า “พรีเมียม” (Premium) บนฉลากสินค้าอาหารทุกชนิด เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดแก่ผู้บริโภค
นอกจากนี้ การกล่าวอ้างคุณค่าทางโภชนาการ เช่น “ไม่มีน้ำตาล”, “ไขมัน 0%”, “แคลอรีต่ำ” จะต้องเป็นความจริงและมีผลการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์รองรับ ห้ามกล่าวอ้างสรรพคุณเกินจริงหรือในลักษณะที่เป็นยา
8. ข้อกำหนดด้านภาษาและขนาดตัวอักษร
ข้อมูลทั้งหมดบนฉลากต้องแสดงเป็น ภาษาไทย เป็นหลัก อาจมีภาษาต่างประเทศกำกับได้ แต่ภาษาไทยต้องมีความหมายตรงกันและชัดเจน ขนาดของตัวอักษรต้องมีความสูงตามเกณฑ์ที่ อย. กำหนดเมื่อเทียบกับขนาดของบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคทุกกลุ่มวัยสามารถอ่านข้อมูลได้อย่างสะดวกและชัดเจน
9. กรณีพิเศษสำหรับอาหารเฉพาะกลุ่ม
สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารที่ผลิตขึ้นเพื่อผู้บริโภคกลุ่มพิเศษ เช่น อาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก, อาหารสำหรับผู้สูงอายุ, หรืออาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วย จะต้องมีข้อมูลและคำเตือนเฉพาะกลุ่มเพิ่มเติมตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงคำแนะนำในการเตรียมและการบริโภคที่เหมาะสม เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้บริโภคกลุ่มเปราะบาง
10. มาตรฐานฉลากสำหรับการนำเข้าและส่งออก
สำหรับ SME ที่นำเข้าสินค้าอาหารมาจำหน่ายในประเทศ จะต้องจัดทำฉลากภาษาไทยที่มีข้อมูลครบถ้วนตามกฎหมายไทยกำกับบนผลิตภัณฑ์เสมอ ในทางกลับกัน หากต้องการส่งออกสินค้าไปจำหน่ายต่างประเทศ ผู้ประกอบการต้องศึกษาและปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านฉลากของประเทศปลายทาง ซึ่งอาจมีความแตกต่างจากของประเทศไทย
แนวทางการปรับตัวสำหรับผู้ประกอบการ SME
การเปลี่ยนแปลงข้อกฎหมายครั้งใหญ่นี้อาจสร้างความท้าทายให้กับผู้ประกอบการ SME แต่การวางแผนและปรับตัวอย่างเป็นระบบจะช่วยให้สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่มาตรฐานใหม่ได้อย่างราบรื่น
การจัดการสินค้าคงคลังที่มีฉลากรูปแบบเก่า
เป็นเรื่องที่น่ายินดีว่ากฎหมายได้มีระยะเวลาผ่อนผันให้ โดยผู้ประกอบการที่ผลิตอาหารและยื่นขออนุญาตแสดงฉลากโภชนาการตามประกาศฉบับเดิม (ฉบับที่ 182) ก่อนที่กฎหมายใหม่จะมีผลบังคับใช้ ยังคงสามารถจำหน่ายสินค้าเหล่านั้นต่อไปได้จนกว่าจะหมดอายุ อย่างไรก็ตาม สำหรับล็อตการผลิตใหม่ทั้งหมด จะต้องเปลี่ยนไปใช้ฉลากรูปแบบใหม่ตามกฎหมายปี 2569 เท่านั้น ดังนั้น ผู้ประกอบการควรวางแผนการผลิตและจัดการสต็อกสินค้าอย่างรัดกุม เพื่อหลีกเลี่ยงการมีสินค้าฉลากเก่าค้างสต็อกจนไม่สามารถจำหน่ายได้
ความสำคัญของการใช้บริการตรวจวิเคราะห์ฉลากโภชนาการ
เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลโภชนาการที่แสดงบนฉลากมีความถูกต้องแม่นยำและสอดคล้องกับกฎหมายใหม่ การส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ไปตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองจึงเป็นขั้นตอนที่จำเป็นอย่างยิ่ง หน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่งมีบริการนี้ เช่น สถาบันอาหาร หรือหน่วยงานภายใต้การส่งเสริมของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) การลงทุนในส่วนนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ได้ฉลากที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์อีกด้วย
| รายการตรวจสอบ | ข้อกำหนดสำคัญที่ต้องปฏิบัติ |
|---|---|
| รูปแบบกรอบข้อมูลโภชนาการ | ต้องใช้รูปแบบมาตรฐานตามที่ อย. กำหนดเท่านั้น |
| ข้อมูลสารอาหาร | แสดงข้อมูลสำคัญครบถ้วน (พลังงาน, ไขมัน, น้ำตาล, โซเดียม ฯลฯ) |
| ค่าอ้างอิงสารอาหาร (THAI RDIs) | ใช้ค่าอ้างอิงใหม่สำหรับช่วงอายุ 3 ปีขึ้นไป |
| สัญลักษณ์โภชนาการ (GDA) | ต้องแสดงที่ด้านหน้าบรรจุภัณฑ์ตามรูปแบบที่กำหนด |
| ข้อมูลผู้ผลิต/ผู้จัดจำหน่าย | ต้องมีชื่อ, ที่อยู่, เลข อย., วันผลิต/หมดอายุ ครบถ้วน |
| ข้อมูลส่วนประกอบ | เรียงตามปริมาณจากมากไปน้อย และระบุสารก่อภูมิแพ้ชัดเจน |
| ข้อความส่งเสริมการขาย | ห้ามใช้คำว่า “พรีเมียม” และห้ามกล่าวอ้างสรรพคุณเกินจริง |
| ภาษาและขนาดตัวอักษร | ต้องใช้ภาษาไทยเป็นหลัก และขนาดตัวอักษรต้องอ่านง่าย ชัดเจน |
สรุปและเตรียมความพร้อมสู่มาตรฐานใหม่
การปรับปรุงกฎหมายฉลากสินค้าอาหารในปี 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารของไทยและคุ้มครองผู้บริโภค สำหรับผู้ประกอบการ SME แม้จะต้องมีการปรับตัวและลงทุนในการออกแบบและพิมพ์ฉลากสินค้าใหม่ แต่การปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัดจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ เพิ่มโอกาสทางการตลาด และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในยุคที่ผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพมากขึ้น
การออกแบบและจัดพิมพ์ฉลากที่ถูกต้องตามกฎหมายและมีความสวยงามดึงดูดใจ เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างแบรนด์อาหารให้ประสบความสำเร็จ สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการมืออาชีพมาช่วยดูแลในส่วนนี้ GIANT PRINT คือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่พร้อมให้บริการออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์ติดขนม, สกรีนแก้วกาแฟ, นามบัตร, บัตรสะสมแต้ม, เมนูอาหาร, และอื่นๆ อีกมากมาย ด้วยเครื่องพิมพ์มาตรฐานทันสมัยและวัสดุคุณภาพสูง พร้อมทีมงานมืออาชีพที่พร้อมให้คำปรึกษาอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ SME ทุกท่าน
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
ที่อยู่: ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไจแอนท์ ปริ้น 44 หมู่ 14 ถนน ศรีจันทร์ ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
อีเมล: [email protected]
ช่องทางการติดต่อออนไลน์: FACEBOOK PAGE, LINE, TIKTOK
