กฎหมายฉลาก 2026! 5 จุดบน ‘สติ๊กเกอร์’ ต้องมี ไม่งั้นโดน อย. จับ
- สรุปประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ
- ความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงกฎหมายฉลากอาหาร 2569
- เจาะลึก 5 องค์ประกอบสำคัญที่ต้องมีบนฉลากตามกฎหมายฉลาก 2026
- กรอบเวลาและบทลงโทษ: สิ่งที่ต้องรู้ก่อนสาย
- ข้อกำหนดฉลากสำหรับสินค้าควบคุมประเภทอื่น
- แนวทางเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ประกอบการ SME
- สรุปและก้าวต่อไป: เตรียมฉลากให้พร้อมรับมาตรฐานใหม่
การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายครั้งสำคัญกำลังจะมาถึงสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร เมื่อ กฎหมายฉลาก 2026! 5 จุดบน ‘สติ๊กเกอร์’ ต้องมี ไม่งั้นโดน อย. จับ ได้กลายเป็นหัวข้อที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด การปรับปรุงข้อบังคับโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและสร้างความโปร่งใสของข้อมูลบนผลิตภัณฑ์อาหารให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จัดจำหน่ายทุกราย
สรุปประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ

- 5 จุดบังคับบนฉลาก: ข้อมูลโภชนาการแบบ GDA (พลังงาน, น้ำตาล, ไขมัน, โซเดียม), ข้อมูลผู้แพ้อาหาร, วันหมดอายุ, สถานที่ผลิต และเลขสารบบอาหาร (อย.) เป็นองค์ประกอบที่ต้องแสดงอย่างชัดเจนและถูกต้อง
- กรอบเวลาที่ชัดเจน: ประกาศกระทรวงสาธารณสุขมีผลบังคับใช้แล้ว โดยให้เวลาผู้ประกอบการในการปรับเปลี่ยนฉลากเดิมให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2570
- ฉลากโภชนาการ GDA รูปแบบใหม่: เป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลง โดยต้องออกแบบให้โดดเด่น อ่านง่าย และคำนวณตามเกณฑ์ Thai RDI (ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวันสำหรับคนไทย) ที่ปรับปรุงใหม่
- บทลงโทษที่เข้มงวด: หากฉลากสินค้าไม่เป็นไปตามข้อกำหนดหลังสิ้นสุดระยะเวลาผ่อนผัน อาจมีความผิดตามกฎหมายซึ่งมีโทษทั้งปรับ เรียกคืนสินค้า หรือระงับการจำหน่าย
- การเตรียมตัวล่วงหน้า: ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ควรเริ่มทบทวนและออกแบบฉลากสินค้าใหม่ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาและต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นในช่วงใกล้เส้นตาย
ความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงกฎหมายฉลากอาหาร 2569
การปรับปรุงกฎหมายฉลากอาหารครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับเล็กน้อย แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้ทัดเทียมสากล โดยมุ่งเน้นที่การให้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคอย่างครบถ้วนและเข้าใจง่าย เพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดีของประชากรในระยะยาว
ใครคือผู้ที่ได้รับผลกระทบ?
กฎหมายฉบับใหม่นี้ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทานอาหาร ตั้งแต่ผู้ผลิตรายใหญ่, ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่ผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย, ไปจนถึงผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารจากต่างประเทศ ทุกฝ่ายจำเป็นต้องศึกษาและปฏิบัติตามข้อกำหนดใหม่นี้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของตนสามารถวางจำหน่ายในตลาดได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
เหตุผลเบื้องหลังการปรับปรุงกฎหมาย
การเปลี่ยนแปลงนี้มีที่มาจากประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 445-448) พ.ศ. 2566 ซึ่งมีเป้าหมายหลักเพื่อ:
- คุ้มครองผู้บริโภค: สร้างความมั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเพียงพอต่อการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสุขภาพ โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับสารอาหารที่อาจส่งผลต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น พลังงาน, น้ำตาล, ไขมัน และโซเดียม
- สร้างมาตรฐานที่เป็นหนึ่งเดียว: กำหนดรูปแบบการแสดงข้อมูลโภชนาการ GDA (Guideline Daily Amounts) ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทำให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น
- ส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ: กระตุ้นให้ผู้ผลิตหันมาใส่ใจในการพัฒนาสูตรอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับข้อมูลที่ต้องแสดงบนฉลาก
เจาะลึก 5 องค์ประกอบสำคัญที่ต้องมีบนฉลากตามกฎหมายฉลาก 2026
เพื่อให้สอดคล้องกับข้อบังคับใหม่ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าสติ๊กเกอร์หรือฉลากสินค้าของตนมีข้อมูลครบถ้วนตามที่ กฎหมายฉลาก 2026! 5 จุดบน ‘สติ๊กเกอร์’ ต้องมี ไม่งั้นโดน อย. จับ กำหนดไว้ ซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้
1. ข้อมูลโภชนาการ (GDA) ฉบับใหม่: ต้องชัดเจนและโดดเด่น
ฉลากโภชนาการ GDA หรือที่เรียกกันว่า “ฉลากหวานมันเค็ม” คือส่วนที่ได้รับการปรับปรุงและเน้นย้ำมากที่สุดในกฎหมายฉบับใหม่ โดยมีข้อกำหนดให้แสดงข้อมูล 4 ด้านหลัก ได้แก่ พลังงาน, น้ำตาล, ไขมัน และโซเดียม ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค พร้อมทั้งแสดงค่าร้อยละของปริมาณสูงสุดที่บริโภคได้ต่อวัน (%GDA)
การออกแบบฉลาก GDA ใหม่ต้องจัดวางในตำแหน่งที่เห็นได้ชัดเจนบนบรรจุภัณฑ์ด้านหน้า อาจใช้พื้นที่แยกต่างหากหรือมีสีสันที่โดดเด่น เพื่อให้ผู้บริโภคสังเกตเห็นและทำความเข้าใจข้อมูลได้ในทันที
2. พลังงาน (Energy): ตัวเลขแรกที่ผู้บริโภคตัดสินใจ
ข้อมูลด้านพลังงานจะต้องแสดงอย่างชัดเจนในหน่วย “กิโลแคลอรี” (Kilocalorie) ต่อหนึ่งหน่วยบริโภคที่แนะนำของผลิตภัณฑ์นั้นๆ พร้อมระบุเปอร์เซ็นต์เทียบกับปริมาณที่แนะนำต่อวัน (โดยทั่วไปคิดจากฐาน 2,000 กิโลแคลอรี) เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถประเมินและจัดการปริมาณพลังงานที่ได้รับในแต่ละวันได้อย่างเหมาะสม
3. น้ำตาล (Sugars): ปริมาณที่ต้องเปิดเผย
กฎหมายใหม่ให้ความสำคัญกับปริมาณน้ำตาลทั้งหมด (Total Sugars) ในผลิตภัณฑ์ โดยบังคับให้ระบุปริมาณเป็น “กรัม” (g) ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค และต้องแสดงค่า GDA% ควบคู่กันไป เพื่อเป็นข้อมูลเตือนใจให้ผู้บริโภคตระหนักถึงปริมาณน้ำตาลที่บริโภค และช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะน้ำหนักเกินและโรคเบาหวาน
4. ไขมัน (Fat) และโซเดียม (Sodium): สารอาหารที่ต้องจับตา
เช่นเดียวกับน้ำตาล ปริมาณไขมันทั้งหมด (Total Fat) และโซเดียม (Sodium) ก็เป็นข้อมูลบังคับที่ต้องแสดงบนฉลาก GDA โดยระบุปริมาณเป็นกรัมสำหรับไขมัน และมิลลิกรัม (mg) สำหรับโซเดียม พร้อมค่า GDA% การแสดงข้อมูลนี้จะช่วยให้ผู้บริโภคที่ต้องควบคุมปริมาณไขมันและโซเดียม โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจ สามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ได้อย่างปลอดภัย
5. ข้อมูลจำเป็นอื่นๆ ที่ห้ามละเลย
นอกเหนือจากฉลาก GDA แล้ว ข้อมูลพื้นฐาน 9 รายการยังคงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีบนฉลากสินค้าอาหารอย่างครบถ้วน ได้แก่:
- ชื่อสินค้า: ต้องสื่อถึงประเภทของอาหารอย่างชัดเจน
- เลขสารบบอาหาร (เลข อย.): ในเครื่องหมาย อย. ที่ถูกต้องและตรวจสอบได้
- ชื่อและที่อยู่ของผู้ผลิต/ผู้จัดจำหน่าย/ผู้นำเข้า: ต้องระบุสถานที่ผลิตตามความเป็นจริงและสามารถติดต่อได้
- ปริมาณสุทธิ: แสดงในหน่วยเมตริก เช่น กรัม, กิโลกรัม, หรือลิตร
- ส่วนประกอบที่สำคัญ: เรียงลำดับจากปริมาณมากไปน้อย และต้องแสดงข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหารอย่างชัดเจน (เช่น “มีถั่ว”, “มีนม”)
- วันเดือนปีที่ผลิต และ/หรือ วันเดือนปีที่หมดอายุ: ต้องใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่มองเห็นได้ง่ายและชัดเจน
- คำเตือน (ถ้ามี): เช่น “เด็กไม่ควรรับประทาน”
- วิธีใช้และเก็บรักษา (ถ้ามี): เพื่อให้ผู้บริโภคใช้งานผลิตภัณฑ์ได้อย่างถูกต้อง
กรอบเวลาและบทลงโทษ: สิ่งที่ต้องรู้ก่อนสาย
การทำความเข้าใจกรอบเวลาบังคับใช้และบทลงโทษที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถวางแผนการดำเนินงานและปรับเปลี่ยนฉลากสินค้าได้ทันท่วงที
เส้นตายการเปลี่ยนแปลง: 1 กรกฎาคม 2570
แม้ว่าประกาศกระทรวงสาธารณสุขจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2567 แต่หน่วยงานภาครัฐได้ให้ระยะเวลาผ่อนผัน (Grace Period) เป็นเวลา 3 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาในการปรับตัวและจัดการกับสต็อกสินค้าที่ใช้ฉลากแบบเดิม ดังนั้น สินค้าที่ผลิตก่อนและยังคงใช้ฉลากเก่าจะต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ทั้งหมดภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2570 ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นใหม่หลังประกาศมีผลบังคับใช้ ควรพิจารณาใช้ฉลากรูปแบบใหม่ทันทีเพื่อลดความซับซ้อนในการจัดการ
ความเสี่ยงและบทลงโทษหากไม่ปฏิบัติตาม
หลังจากพ้นกำหนดเส้นตาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จะเริ่มดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มงวด หากตรวจพบว่าผลิตภัณฑ์ใดมีฉลากไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วนตามข้อกำหนด ผู้ประกอบการอาจต้องเผชิญกับบทลงโทษดังนี้:
- การปรับ: อัตราโทษปรับอาจแตกต่างกันไปตามความรุนแรงของความผิด
- การเรียกคืนสินค้า: อาจถูกสั่งให้นำสินค้าทั้งหมดออกจากชั้นวางจำหน่าย ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียทางการเงินอย่างมหาศาล
- การระงับการขาย: อาจถูกสั่งห้ามจำหน่ายผลิตภัณฑ์จนกว่าจะมีการแก้ไขฉลากให้ถูกต้อง
- ความล่าช้าในการขึ้นทะเบียน อย.: สำหรับสินค้าใหม่ การมีฉลากที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้กระบวนการขออนุญาตล่าช้าออกไปหลายเดือน
ข้อกำหนดฉลากสำหรับสินค้าควบคุมประเภทอื่น
นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์อาหารแล้ว สินค้าควบคุมประเภทอื่นๆ ก็มีการปรับปรุงข้อกำหนดด้านฉลากเช่นกัน ซึ่งผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างถูกต้อง
| ประเภทสินค้า | ข้อกำหนดฉลากเพิ่มเติมที่สำคัญ |
|---|---|
| ผลิตภัณฑ์กันแดด (เครื่องสำอาง) | บังคับแสดงค่า SPF, PA/UVAPF และความสามารถในการกันน้ำ (Water Resistance) อย่างชัดเจน |
| เครื่องมือแพทย์ | ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การแสดงฉลากสำหรับเครื่องมือแพทย์ฉบับใหม่ พ.ศ. 2568 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในวันที่ 20 มิถุนายน 2569 |
| ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร | ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดฉลากโภชนาการฉบับที่ 5 ซึ่งเน้นการแสดงข้อมูลสารอาหารและคำเตือนที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด |
แนวทางเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ประกอบการ SME
สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม การเตรียมตัวล่วงหน้าคือกลยุทธ์ที่ดีที่สุดในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เพื่อลดผลกระทบและเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์
เช็กลิสต์การตรวจสอบและปรับปรุงฉลากสินค้า
ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นได้ด้วยขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้:
- ทบทวนฉลากปัจจุบัน: ตรวจสอบฉลากของผลิตภัณฑ์ทุกรายการว่ามีข้อมูลครบถ้วนตามข้อกำหนดเดิมหรือไม่ และมีจุดใดที่ต้องแก้ไขตามกฎหมายใหม่
- คำนวณข้อมูลโภชนาการใหม่: ดำเนินการคำนวณหรือส่งตรวจวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องตามเกณฑ์ Thai RDI ฉบับปรับปรุง
- ออกแบบฉลาก GDA ใหม่: จัดจ้างนักออกแบบหรือปรึกษาโรงพิมพ์เพื่อออกแบบกราฟิกสำหรับฉลาก GDA ให้มีความโดดเด่น สวยงาม และเป็นไปตามข้อกำหนดของ อย.
- ตรวจสอบความครบถ้วน: ตรวจทานข้อมูลทั้งหมดบนฉลากอีกครั้ง ตั้งแต่ชื่อสินค้า ส่วนประกอบ ไปจนถึงข้อมูลผู้ผลิตและวันหมดอายุ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีข้อผิดพลาด
- วางแผนการผลิตและสั่งพิมพ์: ประสานงานกับโรงพิมพ์เพื่อวางแผนการผลิตสติ๊กเกอร์หรือบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้ทันต่อความต้องการและกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด
ทำไมการเลือกโรงพิมพ์ที่เชี่ยวชาญจึงสำคัญ
การเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดทางกฎหมายที่ซับซ้อนเช่นนี้ การมีพันธมิตรทางธุรกิจที่ดีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โรงพิมพ์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการทำสติ๊กเกอร์อาหารและมีความเข้าใจในกฎหมายฉลากสินค้าจะสามารถให้คำแนะนำที่ถูกต้อง ช่วยลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดที่อาจนำไปสู่การสูญเสียทั้งเงินและเวลา การเลือกโรงพิมพ์ที่มีคุณภาพและประสบการณ์จึงไม่ใช่แค่การสั่งพิมพ์ แต่คือการลงทุนเพื่อความถูกต้องและความยั่งยืนของธุรกิจ
สรุปและก้าวต่อไป: เตรียมฉลากให้พร้อมรับมาตรฐานใหม่
การปรับปรุง กฎหมายฉลาก 2026! 5 จุดบน ‘สติ๊กเกอร์’ ต้องมี ไม่งั้นโดน อย. จับ ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารไทย แม้อาจสร้างความท้าทายให้กับผู้ประกอบการในระยะสั้น แต่ในระยะยาวแล้ว นี่คือโอกาสในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล การเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะการตรวจสอบและออกแบบฉลากให้ถูกต้องตาม 5 องค์ประกอบหลัก รวมถึงการเลือกใช้บริการจากผู้ผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ที่น่าเชื่อถือ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่มาตรฐานใหม่ได้อย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ
สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ที่ครบวงจรและเชี่ยวชาญด้านการพิมพ์ฉลากสินค้าและสติ๊กเกอร์ที่ถูกต้องตามข้อกำหนด GIANT PRINT คือคำตอบ โรงงานของเราเป็นผู้ผลิตด้านสื่อสิ่งพิมพ์แบบครบวงจร พร้อมให้บริการออกแบบและผลิตสื่อทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์, สกรีนแก้วกาแฟ, นามบัตร, บัตรสะสมแต้ม, เมนูอาหาร, และอื่นๆ อีกมากมาย
ด้วยเครื่องพิมพ์มาตรฐานทันสมัยและวัสดุชั้นนำจากต่างประเทศ พร้อมทีมงานมืออาชีพที่พร้อมให้คำปรึกษาอย่างรวดเร็ว เรามุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME และลูกค้าทุกท่านให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่:
FACEBOOK PAGE | LINE | TIKTOK
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
อีเมล: [email protected]
หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์ของเรา
