รู้ก่อนพิมพ์! วิธีตั้งค่าไฟล์ CMYK ให้สีสติ๊กเกอร์สดตรงปก
- หัวใจสำคัญของการพิมพ์สติ๊กเกอร์ให้สีตรงปก
- ความเข้าใจพื้นฐานเรื่องระบบสี: เหตุผลที่สีหน้าจอไม่เหมือนสีงานพิมพ์
- เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างโหมดสี RGB และ CMYK
- ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อไฟล์งานพิมพ์ไม่ใช่ CMYK
- คู่มือการตั้งค่าไฟล์ CMYK ทีละขั้นตอนสำหรับโปรแกรมยอดนิยม
- เทคนิคเพิ่มเติมเพื่อให้สีสติ๊กเกอร์สดและคมชัดที่สุด
- สรุปขั้นตอนตรวจสอบไฟล์ก่อนส่งโรงพิมพ์
- ยกระดับงานพิมพ์ฉลากสินค้าอย่างมืออาชีพ
การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำนั้น ฉลากสินค้าหรือสติ๊กเกอร์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง สีสันที่สดใสและถูกต้องตามอัตลักษณ์ของแบรนด์สามารถดึงดูดสายตาและสร้างความน่าเชื่อถือได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาคลาสสิกที่ผู้ประกอบการและนักออกแบบหลายคนต้องเผชิญคือสีของสติ๊กเกอร์ที่พิมพ์ออกมาไม่ตรงกับที่เห็นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งปัญหานี้มักมีต้นตอมาจากการขาดความเข้าใจในระบบสีสำหรับงานพิมพ์
หัวใจสำคัญของการพิมพ์สติ๊กเกอร์ให้สีตรงปก

เพื่อให้ได้ผลลัพธ์งานพิมพ์สติ๊กเกอร์ที่มีสีสันสดใส คมชัด และใกล้เคียงกับไฟล์ต้นฉบับมากที่สุด มีหลักการสำคัญที่ต้องคำนึงถึงก่อนส่งไฟล์ให้โรงพิมพ์เสมอ ประเด็นเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่จะช่วยลดความผิดพลาดและประหยัดค่าใช้จ่ายในการแก้ไขงานได้
- เริ่มต้นไฟล์งานในโหมดสี CMYK: การตั้งค่าโหมดสีของไฟล์เป็น CMYK ตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการออกแบบเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะเป็นระบบสีมาตรฐานที่เครื่องพิมพ์ใช้ในการผสมสี
- ตั้งค่าความละเอียดไฟล์ที่ 300 DPI: เพื่อให้ภาพกราฟิกและตัวอักษรบนสติ๊กเกอร์มีความคมชัด ไม่แตกเบลอเมื่อพิมพ์ออกมาเป็นชิ้นงานจริง ความละเอียด 300 DPI (Dots Per Inch) คือมาตรฐานสำหรับงานพิมพ์คุณภาพสูง
- ตรวจสอบไฟล์ขั้นสุดท้ายก่อนส่ง: ก่อนส่งไฟล์ให้โรงพิมพ์ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าองค์ประกอบทั้งหมดในไฟล์ โดยเฉพาะรูปภาพที่นำเข้ามาใช้ อยู่ในโหมดสี CMYK และการตั้งค่าต่างๆ ถูกต้องครบถ้วน
- ทำความเข้าใจข้อจำกัดของสี CMYK: สีบางเฉดที่เห็นบนหน้าจอ โดยเฉพาะสีสะท้อนแสงหรือสีที่สว่างมากๆ อาจไม่สามารถพิมพ์ออกมาให้สดใสเท่าเดิมได้ในระบบ CMYK การเลือกใช้สีโดยคำนึงถึงขอบเขตนี้จะช่วยให้คาดการณ์ผลลัพธ์ได้แม่นยำขึ้น
ความเข้าใจพื้นฐานเรื่องระบบสี: เหตุผลที่สีหน้าจอไม่เหมือนสีงานพิมพ์
สาเหตุหลักที่ทำให้สีของงานพิมพ์ผิดเพี้ยนไปจากที่เห็นบนหน้าจอ มาจากการใช้ระบบสีที่แตกต่างกันระหว่างอุปกรณ์แสดงผล (จอคอมพิวเตอร์, โทรศัพท์มือถือ) และเครื่องพิมพ์ การทำความเข้าใจความแตกต่างของระบบสี RGB และ CMYK จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการแก้ปัญหานี้
ระบบสี RGB: สีแห่งแสงสำหรับหน้าจอแสดงผล
ระบบสี RGB ย่อมาจาก Red (แดง), Green (เขียว), และ Blue (น้ำเงิน) ซึ่งเป็นแม่สีของแสง การทำงานของระบบนี้เป็นแบบ “การผสมสีแบบบวก” (Additive Color) หมายความว่าเมื่อนำแม่สีทั้งสามมาผสมกันด้วยความเข้มสูงสุด จะได้ผลลัพธ์เป็นแสงสีขาว
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีหน้าจอแสดงผลทุกชนิด เช่น จอคอมพิวเตอร์, โทรทัศน์, สมาร์ทโฟน, และกล้องดิจิทัล ล้วนใช้ระบบสี RGB ในการสร้างภาพสีสันต่างๆ ที่เรามองเห็น ด้วยเหตุนี้ สีในโหมด RGB จึงมักมีความสดใสและสว่างกว่า เนื่องจากเป็นการแสดงผลด้วยแสงโดยตรง ขอบเขตของสี (Gamut) ในระบบ RGB นั้นกว้างกว่าระบบ CMYK ทำให้สามารถแสดงเฉดสีที่จัดจ้านและหลากหลายได้มากกว่า
ระบบสี CMYK: สีแห่งสารสีสำหรับงานพิมพ์
ในทางกลับกัน ระบบสี CMYK เป็นมาตรฐานสำหรับอุตสาหกรรมการพิมพ์ทั้งหมด ชื่อนี้ย่อมาจาก Cyan (ฟ้า), Magenta (บานเย็น), Yellow (เหลือง), และ Key (สีดำ) การทำงานของระบบนี้เป็นแบบ “การผสมสีแบบลบ” (Subtractive Color) ซึ่งเป็นการผสมสารสี (หมึกพิมพ์) ลงบนพื้นผิววัสดุ เช่น กระดาษ หรือสติ๊กเกอร์
เมื่อแสงสีขาวตกกระทบลงบนหมึกพิมพ์ หมึกจะดูดกลืนความยาวคลื่นแสงบางส่วนและสะท้อนส่วนที่เหลือกลับมาเข้าตาเรา ทำให้เรามองเห็นเป็นสีต่างๆ เมื่อนำแม่สี C, M, และ Y มาผสมกัน จะเป็นการ “ลบ” หรือ “ลดทอน” แสงสะท้อน ทำให้ได้สีที่เข้มขึ้นเรื่อยๆ และตามทฤษฎีควรจะได้เป็นสีดำ แต่ในทางปฏิบัติ การผสมหมึกสามสีนี้มักจะได้เป็นสีน้ำตาลเข้ม จึงต้องมีการเพิ่มหมึกสีดำ (K) เข้ามาเพื่อให้ได้สีดำที่สนิทและช่วยเพิ่มมิติความลึกให้กับภาพพิมพ์ ด้วยเหตุนี้ ไฟล์งานที่เตรียมสำหรับส่งโรงพิมพ์จึงต้องอยู่ในโหมด CMYK เท่านั้น เพื่อให้การจำลองสีบนหน้าจอใกล้เคียงกับผลลัพธ์ที่จะได้จากเครื่องพิมพ์มากที่สุด
เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างโหมดสี RGB และ CMYK
| คุณสมบัติ | ระบบสี RGB | ระบบสี CMYK |
|---|---|---|
| หลักการทำงาน | การผสมสีแบบบวก (Additive) – ใช้แม่สีของแสง | การผสมสีแบบลบ (Subtractive) – ใช้แม่สีของสารสี (หมึก) |
| แม่สีหลัก | Red (แดง), Green (เขียว), Blue (น้ำเงิน) | Cyan (ฟ้า), Magenta (บานเย็น), Yellow (เหลือง), Key (ดำ) |
| การผสมสี | ยิ่งผสมสียิ่งสว่าง (R+G+B = สีขาว) | ยิ่งผสมสียิ่งมืด (C+M+Y = สีน้ำตาลเข้ม) |
| การใช้งานหลัก | หน้าจอแสดงผลดิจิทัลทุกชนิด (เว็บไซต์, แอปพลิเคชัน, โซเชียลมีเดีย) | งานพิมพ์ทุกประเภท (สติ๊กเกอร์, ฉลากสินค้า, โบรชัวร์, นิตยสาร) |
| ขอบเขตสี (Gamut) | กว้างกว่า สามารถแสดงสีที่สดใสและจัดจ้านได้มากกว่า | แคบกว่า ไม่สามารถพิมพ์สีที่สว่างจัดบางเฉดของ RGB ได้ |
| ขนาดไฟล์ | โดยทั่วไปมีขนาดเล็กกว่า เนื่องจากใช้ 3 แชนเนลสี | โดยทั่วไปมีขนาดใหญ่กว่า เนื่องจากใช้ 4 แชนเนลสี |
ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อไฟล์งานพิมพ์ไม่ใช่ CMYK
การส่งไฟล์งานที่ตั้งค่าเป็นโหมดสี RGB ให้กับโรงพิมพ์โดยตรง อาจนำไปสู่ปัญหาด้านสีที่ควบคุมไม่ได้ เนื่องจากโรงพิมพ์จำเป็นต้องแปลงไฟล์นั้นเป็น CMYK ก่อนทำการพิมพ์ ซึ่งกระบวนการแปลงสีอัตโนมัตินี้มักทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ดังนี้
สีดรอปและหม่นหมองกว่าที่คิด
นี่คือปัญหาที่พบได้บ่อยที่สุด สีที่เคยสดใสบนหน้าจอ เช่น สีเขียวนีออน, สีฟ้าสว่าง, หรือสีชมพูช็อกกิงพิงก์ เมื่อถูกแปลงเป็น CMYK จะสูญเสียความสว่างและความอิ่มตัวไปอย่างเห็นได้ชัด ทำให้สีของสติ๊กเกอร์ที่ได้ดูหม่นหมอง ไม่สดใสเท่าที่คาดหวังไว้ เนื่องจากสีเหล่านั้นอยู่นอกขอบเขต (Out of Gamut) ของระบบสี CMYK
สีเพี้ยนไปจากต้นฉบับอย่างสิ้นเชิง
นอกจากการที่สีจะหม่นลงแล้ว ในบางกรณีสียังอาจเพี้ยนไปเป็นคนละเฉดได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น สีน้ำเงินรอยัลบลู (Royal Blue) ที่สว่างสดใสในโหมด RGB เมื่อถูกแปลงเป็น CMYK อาจกลายเป็นสีน้ำเงินอมม่วง หรือสีเทาที่เคยดูเป็นกลางในโหมด RGB อาจติดอมเหลืองหรืออมฟ้าเล็กน้อยเมื่อพิมพ์ออกมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์โดยตรง
สีดำที่ไม่ดำสนิท
การใช้สีดำในโหมด RGB (ค่า R=0, G=0, B=0) เมื่อถูกแปลงเป็น CMYK โดยอัตโนมัติ อาจไม่ได้ค่าสีดำที่สนิท (K=100) แต่อาจกลายเป็นสีดำที่เกิดจากการผสมของทั้งสี่สี (Rich Black) ซึ่งอาจทำให้ตัวอักษรเล็กๆ ไม่คมชัด หรือหากตั้งค่าไม่เหมาะสมอาจทำให้หมึกเยิ้มได้ การกำหนดค่าสีดำในโหมด CMYK ตั้งแต่แรกจึงเป็นสิ่งจำเป็น
คู่มือการตั้งค่าไฟล์ CMYK ทีละขั้นตอนสำหรับโปรแกรมยอดนิยม
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว การเตรียมไฟล์งานให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้นจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด โปรแกรมออกแบบกราฟิกมาตรฐานอย่าง Adobe Illustrator และ Adobe Photoshop มีเครื่องมือที่ช่วยให้สามารถตั้งค่าโหมดสี CMYK ได้อย่างง่ายดาย
การตั้งค่าพื้นฐานที่ต้องทำก่อนเริ่มออกแบบ
ก่อนจะเริ่มลงมือออกแบบ ควรตั้งค่าเอกสารใหม่ให้พร้อมสำหรับงานพิมพ์เสมอ ซึ่งมีสองส่วนหลักที่ต้องให้ความสำคัญ
การสร้างไฟล์ใหม่ในโหมด CMYK
ไม่ว่าจะใช้โปรแกรมใดก็ตาม เมื่อสร้างไฟล์งานใหม่ (New Document) ให้มองหาตัวเลือก “Color Mode” หรือ “โหมดสี” และเลือกเป็น “CMYK Color” ตั้งแต่ขั้นตอนนี้ การทำเช่นนี้จะทำให้โปรแกรมแสดงขอบเขตสีที่ใกล้เคียงกับงานพิมพ์จริง ช่วยให้การเลือกใช้สีมีความแม่นยำและคาดการณ์ผลลัพธ์ได้ดีกว่า
การตั้งค่าความละเอียด (Resolution) ที่ 300 DPI
ความละเอียดของไฟล์เป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพงานพิมพ์ สำหรับงานที่ต้องการความคมชัดสูงอย่างสติ๊กเกอร์และฉลากสินค้า ควรตั้งค่า “Raster Effects” หรือ “Resolution” ไว้ที่ “High (300 ppi)” หรือ 300 DPI (Dots Per Inch) เพื่อให้แน่ใจว่าทั้งภาพและตัวอักษรจะมีความคมชัดสูงสุด ไม่เกิดปัญหาภาพแตกหรือขอบเบลอ
วิธีการตั้งค่าใน Adobe Illustrator
Adobe Illustrator เป็นโปรแกรมที่นิยมใช้ในการออกแบบโลโก้และกราฟิกแบบเวกเตอร์ ซึ่งเหมาะสำหรับงานทำฉลากสินค้าอย่างยิ่ง
- การสร้างเอกสารใหม่: ไปที่ File > New… ในหน้าต่าง New Document ที่ปรากฏขึ้นมา ให้มองหาแท็บ “Advanced Options” หรือ “ตัวเลือกขั้นสูง” แล้วตั้งค่า Color Mode เป็น “CMYK Color” และ Raster Effects เป็น “High (300 ppi)”
- การตรวจสอบและเปลี่ยนโหมดสีของไฟล์ที่มีอยู่: หากมีไฟล์งานเดิมที่สร้างไว้ในโหมด RGB สามารถตรวจสอบได้โดยดูที่แท็บชื่อไฟล์ด้านบน (เช่น “FileName.ai @ 50% (RGB/Preview)”) หากต้องการเปลี่ยน ให้ไปที่เมนู File > Document Color Mode > CMYK Color โปรแกรมจะทำการแปลงสีทั้งหมดในไฟล์ ซึ่งอาจทำให้สีบางส่วนเปลี่ยนแปลงไป
วิธีการตั้งค่าใน Adobe Photoshop
Adobe Photoshop เหมาะสำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับรูปภาพหรือกราฟิกที่มีความซับซ้อนของสี
- การสร้างเอกสารใหม่: ไปที่ File > New… ในหน้าต่างตั้งค่า ให้กำหนดขนาดที่ต้องการ จากนั้นในส่วนของ “Color Mode” ให้เลือกเป็น “CMYK Color” และตั้งค่า “Resolution” เป็น “300 Pixels/Inch”
- การตรวจสอบและเปลี่ยนโหมดสี: หากต้องการแปลงไฟล์รูปภาพจาก RGB เป็น CMYK ให้ไปที่เมนู Image > Mode > CMYK Color โปรแกรมจะแสดงหน้าต่างแจ้งเตือนเกี่ยวกับการแปลงโปรไฟล์สี ซึ่งอาจส่งผลต่อลักษณะของสีในภาพ
ข้อควรระวัง: การแปลงไฟล์จาก RGB เป็น CMYK
แม้ว่าโปรแกรมจะสามารถแปลงโหมดสีได้ แต่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดมาจากการทำงานในโหมด CMYK ตั้งแต่ต้น การออกแบบในโหมด RGB แล้วค่อยมาแปลงเป็น CMYK ในขั้นตอนสุดท้ายเป็นสิ่งที่ไม่แนะนำ เนื่องจากนักออกแบบจะไม่ได้เห็นข้อจำกัดของสีในระบบงานพิมพ์ตั้งแต่แรก ทำให้การเลือกใช้สีอาจผิดพลาดได้
การเริ่มต้นทำงานในโหมด CMYK เปรียบเสมือนการวาดภาพโดยใช้ชุดสีที่มีอยู่จริงสำหรับงานพิมพ์ ทำให้สามารถควบคุมและคาดการณ์ผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยงที่สีจะผิดเพี้ยนไปจากความคาดหวังในขั้นตอนสุดท้าย
เทคนิคเพิ่มเติมเพื่อให้สีสติ๊กเกอร์สดและคมชัดที่สุด
นอกเหนือจากการตั้งค่าโหมดสีและความละเอียดพื้นฐานแล้ว ยังมีเทคนิคปลีกย่อยอีกหลายอย่างที่ช่วยให้ไฟล์งานพิมพ์มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น
การใช้ค่าสีดำให้เหมาะสมกับงานพิมพ์
สำหรับตัวอักษรหรือลายเส้นสีดำขนาดเล็ก ควรใช้ค่าสีดำล้วน คือ C=0, M=0, Y=0, K=100 เพื่อความคมชัดสูงสุดและป้องกันปัญหาการพิมพ์เหลื่อมของแม่สี แต่สำหรับพื้นที่สีดำขนาดใหญ่ที่ต้องการความดำสนิทและลึก อาจพิจารณาใช้ “Rich Black” ซึ่งเป็นการผสมสีอื่นเข้าไปเล็กน้อย เช่น C=60, M=40, Y=40, K=100 อย่างไรก็ตาม ค่าผสมนี้ควรปรึกษากับโรงพิมพ์ก่อนเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
การตรวจสอบสีก่อนพิมพ์ด้วย Overprint Preview
ในโปรแกรมอย่าง Adobe Illustrator มีเครื่องมือที่ชื่อว่า “Overprint Preview” (View > Overprint Preview) ซึ่งช่วยจำลองลักษณะของสีเมื่อพิมพ์ทับซ้อนกัน การเปิดโหมดนี้จะช่วยให้เห็นภาพรวมของสีที่ใกล้เคียงกับงานพิมพ์จริงมากขึ้น และสามารถตรวจสอบข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ล่วงหน้า เช่น สีขาวที่ตั้งค่าเป็น Overprint โดยไม่ตั้งใจ ซึ่งจะทำให้สีขาวนั้นหายไปเมื่อพิมพ์
ทำความเข้าใจขอบเขตสี (Color Gamut) ของ CMYK
ดังที่กล่าวไปข้างต้น ระบบสี CMYK มีขอบเขตสีที่แคบกว่า RGB สีที่สดใสจัดจ้านบนหน้าจอจึงอาจพิมพ์ออกมาไม่ได้ตามนั้น โปรแกรมออกแบบจะมีฟังก์ชัน “Gamut Warning” (View > Gamut Warning ใน Photoshop) เพื่อแสดงพื้นที่สีที่อยู่นอกขอบเขตของ CMYK ทำให้สามารถปรับแก้สีเหล่านั้นให้อยู่ในขอบเขตที่พิมพ์ได้ก่อนที่จะส่งไฟล์ ช่วยลดความผิดหวังเมื่อเห็นชิ้นงานจริง
สรุปขั้นตอนตรวจสอบไฟล์ก่อนส่งโรงพิมพ์
ก่อนที่จะบันทึกไฟล์และส่งให้กับโรงพิมพ์ ควรทบทวนรายการตรวจสอบต่อไปนี้เพื่อความมั่นใจ
- โหมดสีของไฟล์: ไฟล์งานหลักถูกตั้งค่าเป็น CMYK หรือไม่?
- โหมดสีของรูปภาพ: รูปภาพทุกรูปที่นำเข้ามาในไฟล์งานถูกแปลงเป็น CMYK แล้วหรือยัง?
- ความละเอียดของไฟล์: ตั้งค่าความละเอียดไว้ที่ 300 DPI หรือไม่?
- ขนาดงาน: ตั้งค่าขนาดของอาร์ตเวิร์กตรงตามขนาดสติ๊กเกอร์ที่ต้องการหรือไม่?
- ระยะตัดตก (Bleed): ได้เผื่อพื้นที่สีหรือพื้นหลังให้เกินขอบงานออกมาประมาณ 3-5 มิลลิเมตรสำหรับระยะตัดตกแล้วหรือไม่?
- ฟอนต์: ได้ทำการ Create Outlines หรือแปลงฟอนต์ทั้งหมดให้เป็นวัตถุ เพื่อป้องกันปัญหาฟอนต์เพี้ยนแล้วหรือไม่?
- รูปแบบไฟล์: บันทึกไฟล์เป็นฟอร์แมตที่โรงพิมพ์แนะนำ เช่น .ai, .pdf, หรือ .eps หรือไม่?
การตรวจสอบอย่างละเอียดตามขั้นตอนเหล่านี้ จะช่วยลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการพิมพ์ได้อย่างมาก ทำให้ได้งานพิมพ์สติ๊กเกอร์และฉลากสินค้าที่มีคุณภาพ สีสันสดใส และตรงตามความต้องการของแบรนด์
ยกระดับงานพิมพ์ฉลากสินค้าอย่างมืออาชีพ
การเตรียมไฟล์พิมพ์ที่ถูกต้องเป็นรากฐานสำคัญของการได้มาซึ่งฉลากสินค้าและสติ๊กเกอร์ที่มีคุณภาพ การทำความเข้าใจและนำหลักการตั้งค่าไฟล์ CMYK ไปปรับใช้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการ SME และนักออกแบบสามารถควบคุมคุณภาพงานพิมพ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหาสีเพี้ยน และสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการความมั่นใจสูงสุด หรืออาจไม่สะดวกในการเตรียมไฟล์ด้วยตนเอง การเลือกใช้บริการจากโรงพิมพ์มืออาชีพคือทางเลือกที่ชาญฉลาด ที่ GIANT PRINT เราเป็นโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจร พร้อมให้คำปรึกษาและบริการออกแบบสำหรับลูกค้าทุกท่าน ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญและเครื่องพิมพ์ Fuji Xerox คุณภาพสูง ทำให้มั่นใจได้ว่าฉลากสินค้าทุกชิ้นจะมีสีสันสดใส คมชัด ตรงปก พร้อมบริการไดคัทฟรีและจัดส่งทั่วประเทศ
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม หรือปรึกษาเรื่องงานออกแบบและงานพิมพ์ได้ที่:
- FACEBOOK PAGE: GiantprintMedia
- LINE: @giantprint
- TIKTOK: @giantprint_official
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
อีเมล: [email protected]
