ฉลาก GDA ใหม่! ร้านอาหาร-เครื่องดื่ม SME ต้องปรับอะไรบ้าง?
- สรุปประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ
- ความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงฉลากโภชนาการในยุคใหม่
- ทำความเข้าใจ ฉลาก GDA คืออะไร
- ใครบ้างที่ต้องปรับตัวตามข้อบังคับฉลาก GDA ใหม่
- เจาะลึกข้อกำหนดสำคัญ: SME ต้องปรับอะไรบ้าง
- คู่มือเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ประกอบการ SME
- ผลกระทบและความท้าทายต่อธุรกิจ SME
- แหล่งข้อมูลและหน่วยงานสนับสนุนสำหรับ SME
- บทสรุปและการเตรียมตัวสู่อนาคต
การเปลี่ยนแปลงข้อบังคับด้านฉลากโภชนาการครั้งสำคัญกำลังจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) การทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
สรุปประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ
- การบังคับใช้กฎหมาย: ประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยฉลาก GDA (Guideline Daily Amounts) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นไป ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนฉลากสินค้าให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่
- กลุ่มเป้าหมาย: ข้อบังคับนี้ครอบคลุมผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายอาหารสำเร็จรูปและเครื่องดื่มบรรจุพร้อมจำหน่ายทุกประเภท รวมถึงร้านอาหาร SME ที่มีการบรรจุสินค้าเพื่อวางขาย
- สาระสำคัญของการเปลี่ยนแปลง: ฉลาก GDA ใหม่เน้นการแสดงข้อมูลโภชนาการหลัก 4 อย่าง ได้แก่ พลังงาน, น้ำตาล, ไขมัน และโซเดียม ในรูปแบบร้อยละ (%) ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ง่ายและรวดเร็ว
- ระยะเวลาผ่อนผัน: ผู้ประกอบการสามารถใช้ฉลากรูปแบบเดิมที่ผลิตไว้ก่อนวันที่ประกาศมีผลบังคับใช้ได้ต่อไปอีกไม่เกิน 2 ปี ซึ่งหมายความว่าต้องปรับเปลี่ยนฉลากทั้งหมดให้เป็นรูปแบบใหม่ภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569
- การเตรียมตัว: ผู้ประกอบการควรเริ่มกระบวนการตรวจสอบผลิตภัณฑ์, ส่งวิเคราะห์ข้อมูลโภชนาการ, ออกแบบฉลากใหม่ และดำเนินการพิมพ์ให้ถูกต้องตามกฎหมายโดยเร็วที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต
ส่วนนำ (Lead)
ข้อบังคับเรื่อง ฉลาก GDA ใหม่! ร้านอาหาร-เครื่องดื่ม SME ต้องปรับอะไรบ้าง? ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวงการอุตสาหกรรมอาหารของไทย ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานข้อมูลโภชนาการให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงและทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2567 กำหนดให้ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มสำเร็จรูปที่บรรจุในภาชนะพร้อมจำหน่ายต้องแสดงฉลากโภชนาการรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Guideline Daily Amounts (GDA) การปรับตัวนี้จึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นข้อบังคับทางกฎหมายที่ผู้ประกอบการทุกราย โดยเฉพาะกลุ่ม SME ต้องให้ความสำคัญและดำเนินการปรับเปลี่ยนอย่างเร่งด่วน
ความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงฉลากโภชนาการในยุคใหม่
ในยุคที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ข้อมูลบนฉลากผลิตภัณฑ์จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจซื้อ การปรับเปลี่ยนมาใช้ฉลาก GDA มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีข้อมูลที่ชัดเจนและเพียงพอในการเลือกบริโภคอาหารที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคอ้วน เบาหวาน และความดันโลหิตสูง สำหรับผู้ประกอบการ การปฏิบัติตามกฎหมายใหม่นี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสให้กับแบรนด์สินค้า ซึ่งอาจนำไปสู่ความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว
ทำความเข้าใจ ฉลาก GDA คืออะไร
คำจำกัดความและหลักการทำงานของ GDA
GDA หรือ Guideline Daily Amounts คือ รูปแบบการแสดงข้อมูลทางโภชนาการที่เข้าใจง่าย โดยจะระบุปริมาณสารอาหารสำคัญ 4 ชนิด ได้แก่ พลังงาน (กิโลแคลอรี), น้ำตาล (กรัม), ไขมัน (กรัม) และโซเดียม (มิลลิกรัม) ที่ผู้บริโภคจะได้รับจากการบริโภคผลิตภัณฑ์นั้นๆ หนึ่งหน่วยบริโภค จากนั้นจะนำค่าที่ได้ไปเปรียบเทียบเป็นอัตราร้อยละ (%) ของปริมาณสูงสุดที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน โดยอ้างอิงจากความต้องการพลังงานเฉลี่ย 2,000 กิโลแคลอรีต่อวันสำหรับคนไทย หลักการนี้ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถประเมินได้อย่างรวดเร็วว่าการรับประทานอาหารชนิดนั้นๆ จะส่งผลต่อโควต้าสารอาหารในแต่ละวันของตนเองมากน้อยเพียงใด
ความแตกต่างระหว่างฉลาก GDA และฉลากโภชนาการแบบเดิม
ฉลากโภชนาการแบบเดิม หรือที่เรียกว่า “กรอบข้อมูลโภชนาการ” (Nutrition Facts) จะแสดงข้อมูลสารอาหารอย่างละเอียดเป็นตัวเลข เช่น ปริมาณไขมันทั้งหมด, คอเลสเตอรอล, โปรตีน, คาร์โบไฮเดรต, ใยอาหาร และวิตามินต่างๆ ซึ่งผู้บริโภคต้องมีความรู้พื้นฐานทางโภชนาการพอสมควรจึงจะสามารถคำนวณและเปรียบเทียบได้ ในทางกลับกัน ฉลาก GDA ถูกออกแบบมาให้เป็น “ฉลากหน้าซอง” ที่เน้นความกระชับและเข้าใจง่าย โดยดึงเฉพาะสารอาหาร 4 ชนิดที่มีผลต่อสุขภาพในระยะยาวมาแสดงผลเป็นเปอร์เซ็นต์ ทำให้ผู้บริโภคทุกระดับสามารถเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์และตัดสินใจได้ทันที ณ จุดขาย โดยไม่ต้องคำนวณเองให้ยุ่งยาก
ฉลาก GDA เปลี่ยนข้อมูลโภชนาการที่ซับซ้อนให้กลายเป็นภาพที่ชัดเจน ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีต่อสุขภาพได้ง่ายขึ้นเพียงแค่มองหน้าซองผลิตภัณฑ์
ใครบ้างที่ต้องปรับตัวตามข้อบังคับฉลาก GDA ใหม่
กลุ่มธุรกิจที่อยู่ในข่ายบังคับ
กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้กับผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานอาหารอย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่หรือเล็กก็ตาม โดยกลุ่มหลักที่ต้องปรับตัว ได้แก่:
- ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม: โรงงานที่ผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายในประเทศทั้งหมด
- ผู้นำเข้าอาหารและเครื่องดื่ม: บริษัทที่นำเข้าผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศเพื่อมาจำหน่ายในไทย
- ผู้จำหน่าย: รวมถึงผู้ว่าจ้างผลิต (OEM) ที่เป็นเจ้าของแบรนด์และจัดจำหน่ายสินค้า
- ผู้ประกอบการ SME: ร้านอาหาร, ร้านกาแฟ, ร้านเบเกอรี่ หรือธุรกิจขนาดเล็กที่มีการบรรจุสินค้าสำเร็จรูปในภาชนะปิดสนิทเพื่อวางจำหน่าย เช่น น้ำสลัดบรรจุขวด, ขนมปังบรรจุซอง, หรือเครื่องดื่มชงสดบรรจุขวดพร้อมดื่ม
ประเภทผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่ต้องมีฉลาก GDA
ข้อบังคับนี้ครอบคลุมอาหารสำเร็จรูปที่พร้อมบริโภคทันที ซึ่งบรรจุในภาชนะพร้อมจำหน่ายแทบทุกชนิด ตัวอย่างเช่น:
- ขนมขบเคี้ยว เช่น มันฝรั่งทอดกรอบ, ข้าวเกรียบ
- ช็อกโกแลตและผลิตภัณฑ์ขนมหวาน
- เบเกอรี่ เช่น เค้ก, คุกกี้, ขนมปัง ที่มีการบรรจุหีบห่อเรียบร้อย
- อาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, โจ๊กซอง
- เครื่องดื่มทุกชนิด เช่น น้ำอัดลม, น้ำผลไม้, ชา, กาแฟ, นมปรุงแต่ง
- ไอศกรีม
- อาหารเสริมและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ดังนั้น หากธุรกิจ SME ของท่านมีการผลิตหรือจำหน่ายสินค้าในกลุ่มเหล่านี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการปรับปรุงฉลากให้เป็นไปตามกฎหมายใหม่
เจาะลึกข้อกำหนดสำคัญ: SME ต้องปรับอะไรบ้าง
รายละเอียดการเปลี่ยนแปลงบนฉลากสินค้า
การปรับเปลี่ยนฉลากไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มข้อมูล GDA เข้าไปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงข้อกำหนดด้านรูปแบบและการแสดงผลอื่นๆ ที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด
| หัวข้อการเปลี่ยนแปลง | รายละเอียดข้อกำหนด |
|---|---|
| 1. รูปแบบกรอบข้อมูลโภชนาการ | ต้องใช้กรอบข้อมูลโภชนาการรูปแบบมาตรฐานเท่านั้น หากมีความจำเป็นต้องใช้รูปแบบอื่น (เช่น แบบย่อ) จะต้องยื่นเรื่องขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นกรณีไป |
| 2. ข้อมูลที่ต้องแสดง (GDA) | บังคับให้แสดงค่าพลังงาน, น้ำตาล, ไขมัน และโซเดียม ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค พร้อมทั้งแสดงค่าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน (%GDA) อย่างชัดเจน |
| 3. ขนาดตัวอักษร | ตัวอักษรและตัวเลขบนฉลากทั้งหมด โดยเฉพาะในส่วนข้อมูลโภชนาการ จะต้องมีความสูงไม่น้อยกว่า 1.0 มิลลิเมตร เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถอ่านข้อมูลได้อย่างชัดเจน |
| 4. การกล่าวอ้างทางสุขภาพ | หากต้องการระบุข้อความกล่าวอ้างทางสุขภาพหรือโภชนาการบนฉลาก (เช่น “ไขมันต่ำ”, “แคลอรีน้อย”, “เสริมวิตามินซี”) จะต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่ อย. กำหนด และต้องมีผลการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือมายืนยัน |
| 5. อาหารเสริม | ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกชนิดต้องแสดงข้อมูลโภชนาการและค่า GDA บนฉลากเช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์อาหารทั่วไป เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลครบถ้วน |
| 6. การใช้ฉลากเดิม | อนุญาตให้ใช้ฉลากรูปแบบเดิมที่ผลิตหรือนำเข้าก่อนวันที่ 2 กรกฎาคม 2567 ต่อไปได้อีกเป็นเวลาไม่เกิน 2 ปี (สิ้นสุดวันที่ 1 กรกฎาคม 2569) เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาในการปรับตัวและระบายสต็อกสินค้าเดิม |
คู่มือเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ประกอบการ SME
ขั้นตอนการดำเนินการเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ฉลากใหม่
สำหรับผู้ประกอบการ SME การวางแผนที่ดีเป็นหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่นและทันท่วงที โดยมีขั้นตอนหลักที่ควรปฏิบัติตามลำดับดังนี้:
- ตรวจสอบรายการสินค้า: เริ่มจากการสำรวจผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของธุรกิจว่ามีรายการใดบ้างที่เข้าข่ายต้องแสดงฉลาก GDA ตามข้อบังคับใหม่ เพื่อจัดลำดับความสำคัญในการดำเนินการ
- ส่งตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์ทางโภชนาการ: นำตัวอย่างผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดส่งไปยังห้องปฏิบัติการ (Lab) ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน เพื่อทำการตรวจวิเคราะห์หาค่าสารอาหารที่จำเป็น 4 ชนิด ได้แก่ พลังงาน, น้ำตาล, ไขมัน และโซเดียม ผลการวิเคราะห์นี้จะเป็นข้อมูลสำคัญที่ต้องระบุบนฉลาก
- ออกแบบฉลากสินค้าใหม่: ดำเนินการออกแบบฉลากสินค้าใหม่โดยยึดตามรูปแบบและข้อกำหนดที่ อย. กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ทั้งในเรื่องของรูปแบบกรอบ, ข้อมูลที่ต้องแสดง, ขนาดตัวอักษร และตำแหน่งการจัดวาง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบฉลากเพื่อให้มั่นใจว่าถูกต้องตามกฎหมาย
- ขออนุญาตหรือแจ้งข้อมูลกับ อย.: ในกรณีที่บนฉลากมีการกล่าวอ้างทางสุขภาพหรือโภชนาการ จะต้องเตรียมเอกสารและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อยื่นขออนุญาตจาก อย. ก่อนทำการพิมพ์และจัดจำหน่าย
- ดำเนินการผลิตและปรับปรุงฉลาก: เมื่อการออกแบบและการขออนุญาต (ถ้ามี) เสร็จสิ้นแล้ว ให้เริ่มกระบวนการพิมพ์ฉลากใหม่และนำไปใช้กับบรรจุภัณฑ์สินค้าทั้งหมด โดยต้องวางแผนให้การเปลี่ยนแปลงแล้วเสร็จก่อนสิ้นสุดระยะเวลาผ่อนผัน
ผลกระทบและความท้าทายต่อธุรกิจ SME
ต้นทุนและภาระที่เพิ่มขึ้น
การปรับเปลี่ยนฉลากตามกฎหมายใหม่ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SME อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในด้านค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งประกอบด้วย:
- ค่าตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ: ค่าใช้จ่ายในการส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ไปวิเคราะห์ข้อมูลโภชนาการ ซึ่งคิดค่าบริการต่อหนึ่งตัวอย่าง
- ค่าออกแบบและพิมพ์ฉลากใหม่: ต้นทุนในการจ้างนักออกแบบเพื่อจัดทำอาร์ตเวิร์กฉลากใหม่ให้ถูกต้อง และค่าพิมพ์ฉลากซึ่งอาจมีจำนวนขั้นต่ำในการผลิต
- ค่าบริหารจัดการ: เวลาและทรัพยากรบุคคลที่ต้องใช้ในการศึกษาข้อกฎหมาย, ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ และบริหารจัดการสต็อกสินค้าเก่าและใหม่
นอกจากนี้ ความท้าทายยังรวมถึงการสร้างความเข้าใจในข้อกฎหมายที่มีรายละเอียดซับซ้อน และการปรับปรุงกระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับฉลากใหม่ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาและการลงทุนเพิ่มเติม
โอกาสจากการปรับตัว
แม้จะมีความท้าทาย แต่การปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานใหม่ก็สร้างโอกาสทางธุรกิจได้เช่นกัน การมีฉลาก GDA ที่ชัดเจนและถูกต้องตามกฎหมายช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ในด้านความใส่ใจต่อผู้บริโภคและความโปร่งใส สิ่งนี้สามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือและสร้างความภักดีของลูกค้าได้ในระยะยาว นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ทบทวนและพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ของตนเองให้มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น เพื่อตอบสนองต่อกระแสรักสุขภาพที่กำลังเติบโต ซึ่งอาจเปิดตลาดสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ได้อีกด้วย
แหล่งข้อมูลและหน่วยงานสนับสนุนสำหรับ SME
เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่พร้อมให้การสนับสนุนและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์:
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.): เป็นหน่วยงานหลักที่กำกับดูแลกฎหมายนี้โดยตรง ผู้ประกอบการสามารถติดต่อเพื่อขอคำแนะนำ, ตรวจสอบร่างฉลาก, หรือสอบถามข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อบังคับต่างๆ ได้
- เว็บไซต์ของ อย. และกองอาหาร: เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่รวบรวมประกาศฉบับเต็ม, ตัวอย่างรูปแบบฉลากที่ถูกต้อง, และชุดคำถามที่พบบ่อย (FAQ) ซึ่งสามารถศึกษาได้ด้วยตนเอง
- หน่วยงานตรวจวิเคราะห์เอกชนและสถาบันของรัฐ: มีสถาบันและห้องปฏิบัติการหลายแห่งที่ให้บริการตรวจวิเคราะห์ข้อมูลโภชนาการและให้คำปรึกษาในการจัดทำฉลาก GDA สำหรับผู้ประกอบการ SME
บทสรุปและการเตรียมตัวสู่อนาคต
การบังคับใช้ ฉลาก GDA ใหม่ คือก้าวสำคัญของมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทย ที่มุ่งเน้นการให้ข้อมูลที่โปร่งใสและเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ผู้บริโภค สำหรับผู้ประกอบการ SME แม้การเปลี่ยนแปลงนี้จะมาพร้อมกับความท้าทายด้านต้นทุนและกระบวนการ แต่ก็เป็นโอกาสในการยกระดับผลิตภัณฑ์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับแบรนด์ การเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งในด้านการศึกษาข้อบังคับ, การวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ และการออกแบบฉลาก จะช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับตัวได้อย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมาย
ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือการมีฉลากสินค้าที่ถูกต้อง ชัดเจน และสวยงาม เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของคุณโดดเด่นและเป็นไปตามข้อกำหนด การเลือกโรงพิมพ์ที่มีความเชี่ยวชาญและเข้าใจในกฎระเบียบใหม่จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ที่ GIANT PRINT เราคือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่มีความพร้อมในการให้บริการออกแบบและ พิมพ์ฉลากสินค้า ตามข้อบังคับ ฉลาก อย. และ กฎหมายอาหาร ฉบับใหม่ล่าสุด ทีมงานมืออาชีพของเราพร้อมให้คำปรึกษาในการ ออกแบบฉลาก ที่สอดคล้องกับข้อกำหนด GDA และช่วยให้ SME อาหารและเครื่องดื่ม สามารถปรับเปลี่ยนฉลากได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ เรายังมีบริการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสติ๊กเกอร์, สกรีนแก้วกาแฟ, นามบัตร, บัตรสะสมแต้ม, เมนูอาหาร และโบรชัวร์ ด้วยเครื่องพิมพ์มาตรฐานสากลและวัสดุคุณภาพสูง
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม หรือปรึกษาเรื่องการออกแบบและพิมพ์ฉลากได้ที่:
ที่อยู่: ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไจแอนท์ ปริ้น 44 หมู่ 14 ถนน ศรีจันทร์ ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
Email: [email protected]
ติดตามเราได้ที่: FACEBOOK PAGE | LINE | TIKTOK
