กฎหมายฉลากใหม่ 2569: SME ต้องอัปเดตอะไรบนสติ๊กเกอร์?
- สรุปประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ
- ภาพรวมของกฎหมายฉลากใหม่ 2569
-
7 การเปลี่ยนแปลงสำคัญบนสติ๊กเกอร์ที่ SME ต้องปรับปรุง
- 1. กรอบข้อมูลโภชนาการต้องใช้รูปแบบมาตรฐานใหม่เท่านั้น
- 2. ปรับปรุงรายการสารอาหารบังคับเหลือ 9 รายการหลัก
- 3. อัปเดตค่าอ้างอิงสารอาหาร (Thai RDIs) และนิยามกลุ่มอายุ
- 4. เกณฑ์การกล่าวอ้างทางโภชนาการ (Claims) ที่เข้มงวดขึ้น
- 5. การแสดงข้อมูลสารก่อภูมิแพ้ (Allergens) ต้องชัดเจนและอ่านง่าย
- 6. กำหนดการและช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน: ทำไมปี 2569 ถึงสำคัญ?
- 7. เช็กลิสต์สำหรับไฟล์ Artwork ก่อนส่งพิมพ์สติ๊กเกอร์
- สินค้ากลุ่มใดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด?
- ตารางเปรียบเทียบฉลากรูปแบบเก่าและใหม่ (2569)
- กลยุทธ์การเตรียมตัวสำหรับ SME: เปลี่ยนข้อบังคับให้เป็นโอกาส
- บทสรุปและแนวทางการดำเนินการต่อ
การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายด้านฉลากสินค้ากำลังจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ประเด็นสำคัญของ กฎหมายฉลากใหม่ 2569: SME ต้องอัปเดตอะไรบนสติ๊กเกอร์? คือการปรับปรุงข้อบังคับด้านการแสดงข้อมูลโภชนาการและสารก่อภูมิแพ้ให้มีความชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและปลอดภัย การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการในการปรับเปลี่ยนการออกแบบและผลิตฉลากให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่
สรุปประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ

- เปลี่ยนรูปแบบกรอบโภชนาการ: ผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนไปใช้กรอบข้อมูลโภชนาการรูปแบบมาตรฐานใหม่ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนดเท่านั้น โดยจะไม่มีการอนุญาตให้ใช้กรอบแบบย่ออีกต่อไป
- ปรับข้อมูลสารอาหารและค่า RDI: รายการสารอาหารบังคับบนฉลากถูกปรับปรุงเหลือ 9 รายการหลัก และมีการปรับปรุงค่าปริมาณสารอาหารที่แนะนำต่อวัน (Thai RDIs) ใหม่ โดยอ้างอิงฐานคำนวณจากกลุ่มอายุ 3 ปีขึ้นไป
- เพิ่มความชัดเจนของสารก่อภูมิแพ้: กฎหมายฉบับใหม่เน้นย้ำให้การแสดงข้อมูลสารก่อภูมิแพ้มีความชัดเจนและอ่านง่ายขึ้น เช่น การใช้ตัวหนา หรือการระบุข้อความคำเตือนแยกต่างหาก
- กรอบเวลาสำคัญ: แม้กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2567 แต่มีช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านให้ผู้ประกอบการปรับตัวจนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2570 ทำให้ปี 2569 กลายเป็นช่วงเวลาเชิงกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดในการวางแผนและปรับเปลี่ยนฉลาก
ภาพรวมของกฎหมายฉลากใหม่ 2569
ข้อบังคับที่หลายฝ่ายกล่าวถึงในชื่อ “กฎหมายฉลากใหม่ 2569” นั้น มีที่มาจากประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับใหม่ที่มุ่งเน้นการปฏิรูปข้อมูลบนฉลากอาหาร โดยเฉพาะฉลากโภชนาการและการแสดงสารก่อภูมิแพ้ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและสร้างความโปร่งใสให้กับผู้บริโภค ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญต่อสุขภาพได้อย่างง่ายดายและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
กฎหมายดังกล่าวได้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2567 แต่ภาครัฐได้ให้ช่วงเวลาผ่อนผัน (Grace Period) เป็นเวลา 3 ปี แก่ผู้ประกอบการที่ยื่นขออนุญาตฉลากโภชนาการไว้ก่อนหน้าวันบังคับใช้ ซึ่งหมายความว่าเส้นตายสุดท้ายที่สินค้าทุกชิ้นในตลาดจะต้องใช้ฉลากตามรูปแบบใหม่ทั้งหมดคือวันที่ 1 กรกฎาคม 2570 ด้วยเหตุนี้ หลายภาคส่วนจึงมองว่าปี 2569 คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับ SME ในการเตรียมการและดำเนินการเปลี่ยนแปลง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาด้านการผลิต การจัดการสต็อกฉลากเก่า และความแออัดของโรงพิมพ์ในช่วงใกล้สิ้นสุดกำหนดเวลา
กลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือธุรกิจที่ผลิตหรือจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มบรรจุหีบห่อ ไม่ว่าจะเป็นอาหารพร้อมทาน, ขนมขบเคี้ยว, เบเกอรี, เครื่องดื่ม, ผลิตภัณฑ์นม, อาหารแช่แข็ง ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ที่กล่าวอ้างคุณสมบัติทางโภชนาการเป็นจุดขาย การปรับตัวให้ทันท่วงทีไม่เพียงแต่จะช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ในสายตาของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น
7 การเปลี่ยนแปลงสำคัญบนสติ๊กเกอร์ที่ SME ต้องปรับปรุง
เพื่อให้ผู้ประกอบการ SME สามารถเตรียมไฟล์อาร์ตเวิร์กสำหรับพิมพ์สติ๊กเกอร์รอบใหม่ได้อย่างถูกต้อง การทำความเข้าใจในรายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงแต่ละส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยมี 7 ประเด็นหลักที่ต้องได้รับการปรับปรุงบนฉลากสินค้า
1. กรอบข้อมูลโภชนาการต้องใช้รูปแบบมาตรฐานใหม่เท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือรูปแบบของกรอบข้อมูลโภชนาการ (Nutrition Facts) ข้อกำหนดใหม่ระบุให้ใช้ “รูปแบบกรอบมาตรฐาน” ที่ อย. กำหนดเพียงแบบเดียวเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า “กรอบแบบย่อ” ที่เคยได้รับอนุญาตให้ใช้ในสินค้าบางประเภทจะถูกยกเลิกไป หากผู้ประกอบการต้องการใช้รูปแบบพิเศษ เช่น การจัดวางในแนวตั้งหรือแนวนอนที่แตกต่างไปจากมาตรฐานสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่มีพื้นที่จำกัด จะต้องยื่นเรื่องเพื่อขอความเห็นชอบจาก อย. เป็นรายกรณี นอกจากนี้ ถ้อยคำบางส่วนในกรอบก็มีการปรับเปลี่ยน เช่น “หนึ่งหน่วยบริโภค” และ “จำนวนหน่วยบริโภคต่อบรรจุภัณฑ์” ซึ่งต้องใช้คำตามแบบฟอร์มใหม่อย่างเคร่งครัด
ผลกระทบต่องานออกแบบ: นักออกแบบต้องลบไฟล์เทมเพลตกรอบโภชนาการเดิมทั้งหมด และดาวน์โหลดไฟล์มาตรฐานใหม่จาก อย. มาใช้งานแทน การปรับขนาดหรือหมุนกรอบโดยพลการอาจทำให้ฉลากไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
2. ปรับปรุงรายการสารอาหารบังคับเหลือ 9 รายการหลัก
เนื้อหาภายในตารางโภชนาการได้รับการปรับปรุงให้กระชับและเข้าใจง่ายขึ้น โดยลดจำนวนรายการสารอาหารที่บังคับให้แสดงผลเหลือเพียง 9 รายการหลัก ได้แก่ พลังงาน, โปรตีน, คาร์โบไฮเดรต, ไขมันทั้งหมด, ไขมันอิ่มตัว, โคเลสเตอรอล, น้ำตาล, โซเดียม และใยอาหาร (ในบางกรณี) รายการย่อยบางตัวที่เคยมีในรูปแบบเก่าได้ถูกตัดออกหรือรวมเข้าด้วยกัน เพื่อลดความซับซ้อนและเน้นข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค
ผลกระทบต่อข้อมูลบนสติ๊กเกอร์: ผู้ประกอบการต้องทำงานร่วมกับนักโภชนาการหรือที่ปรึกษาเพื่อคำนวณค่าสารอาหารใหม่ตามรายการทั้ง 9 นี้ ไม่สามารถคัดลอกข้อมูลจากฉลากรูปแบบเดิมมาใช้ได้โดยตรง เนื่องจากทั้งรายการและสูตรคำนวณบางส่วนมีการเปลี่ยนแปลง
3. อัปเดตค่าอ้างอิงสารอาหาร (Thai RDIs) และนิยามกลุ่มอายุ
ประกาศใหม่ได้ปรับปรุงนิยามและค่าอ้างอิงสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวันสำหรับคนไทย หรือ Thai RDIs (THAI REFERENCE DAILY INTAKES) โดยมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ 2 ประการคือ:
- ชื่อบัญชีและข้อความ: ต้องใช้ชื่อเต็มว่า “ค่าอ้างอิงสารอาหารต่อวันสำหรับคนไทย (THAI REFERENCE DAILY INTAKES – THAI RDIs)” บนฉลาก
- เกณฑ์อายุ: ฐานการคำนวณค่า Thai RDIs ถูกปรับจากเดิมที่อ้างอิง “ประชากรอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป” เป็น “ประชากรอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป” เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มผู้บริโภคที่กว้างขึ้น
ผลกระทบต่อข้อความบนสติ๊กเกอร์: ต้องแก้ไขข้อความอธิบายท้ายตารางโภชนาการให้สอดคล้องกับชื่อบัญชีและเกณฑ์อายุใหม่ทั้งหมด
4. เกณฑ์การกล่าวอ้างทางโภชนาการ (Claims) ที่เข้มงวดขึ้น
สำหรับสินค้าที่ใช้ข้อความกล่าวอ้างทางโภชนาการบนบรรจุภัณฑ์ เช่น “ไขมันต่ำ”, “น้ำตาลน้อย”, “แคลอรีต่ำ” หรือ “แหล่งของใยอาหาร” ข้อบังคับใหม่ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณเกณฑ์ในบางกรณี โดยเฉพาะสำหรับอาหารที่มีปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงน้อยกว่าหรือเท่ากับ 30 กรัม หรือ 2 ช้อนโต๊ะ ซึ่งเดิมคำนวณเทียบต่อ 50 กรัม ได้เปลี่ยนเป็นคำนวณเทียบต่อ “2 เท่าของปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง” แทน นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มเงื่อนไขใหม่เกี่ยวกับปริมาณน้ำตาลทั้งหมดที่มากกว่า 13 กรัม ซึ่งอาจส่งผลให้ไม่สามารถใช้การกล่าวอ้างบางประเภทได้
ผลกระทบต่อการตลาด: ผู้ประกอบการต้องทบทวนและคำนวณคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ตามเกณฑ์ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้แน่ใจว่าข้อความกล่าวอ้างที่ใช้บนฉลากยังคงได้รับอนุญาต หากไม่เป็นไปตามเกณฑ์ใหม่ จะต้องลบข้อความเหล่านั้นออกจากฉลากโดยสิ้นเชิง
5. การแสดงข้อมูลสารก่อภูมิแพ้ (Allergens) ต้องชัดเจนและอ่านง่าย
แม้ว่าประกาศฉบับใหม่จะเน้นที่ฉลากโภชนาการ แต่ทิศทางของกฎหมายโดยรวมมุ่งไปสู่การให้ข้อมูลสารก่อภูมิแพ้ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ผู้ประกอบการควรเตรียมพร้อมโดยการแสดงรายชื่อสารก่อภูมิแพ้หลักอย่างชัดเจน เช่น กลูเตนจากข้าวสาลี, ถั่วลิสง, ถั่วเปลือกแข็ง, นม, ไข่, ปลา, และสัตว์น้ำมีเปลือก โดยแนะนำให้ใช้รูปแบบที่ผู้บริโภคสังเกตได้ง่าย เช่น:
- ใช้ข้อความนำว่า “ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร: มีส่วนประกอบของ…”
- ทำเครื่องหมาย ตัวหนา หรือ ขีดเส้นใต้ ที่ส่วนประกอบที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ในรายการส่วนประกอบ
- ระบุคำเตือนเกี่ยวกับการปนเปื้อนข้าม (Cross-contamination) เช่น “ผลิตภัณฑ์นี้ผลิตในสายการผลิตเดียวกับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของถั่ว”
สิ่งที่ SME ควรทำทันที: ตรวจสอบสูตรการผลิตและวัตถุดิบทั้งหมดอย่างละเอียดเพื่อระบุสารก่อภูมิแพ้ที่อาจแฝงอยู่ และเพิ่มบรรทัดคำเตือนสารก่อภูมิแพ้ไว้ใต้รายการส่วนประกอบบนฉลากให้ชัดเจน
6. กำหนดการและช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน: ทำไมปี 2569 ถึงสำคัญ?
การวางแผนด้านเวลาเป็นหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ กำหนดการที่ผู้ประกอบการต้องจำให้ขึ้นใจคือ:
- วันเริ่มบังคับใช้: 2 กรกฎาคม 2567
- เส้นตายสุดท้าย: 1 กรกฎาคม 2570
เหตุผลที่ปี 2569 ถูกมองว่าเป็นปีแห่งการดำเนินการที่สำคัญ เพราะการรอจนถึงปีสุดท้าย (2570) มีความเสี่ยงสูง ทั้งในด้านการบริหารจัดการสต็อกฉลากเก่าที่อาจเหลือทิ้งจำนวนมาก, ปัญหาคิวการผลิตของโรงพิมพ์ที่อาจยาวนาน, และความจำเป็นที่ต้องแก้ไขข้อมูลโภชนาการอย่างเร่งด่วน การวางแผนเปลี่ยนฉลากให้แล้วเสร็จภายในปี 2569 จะช่วยให้มีเวลาเพียงพอสำหรับการทดสอบตลาด ระบายสต็อกเก่า และแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างไม่ติดขัด
7. เช็กลิสต์สำหรับไฟล์ Artwork ก่อนส่งพิมพ์สติ๊กเกอร์
ก่อนส่งไฟล์ออกแบบฉลากให้กับโรงพิมพ์ในครั้งต่อไป ผู้ประกอบการควรตรวจสอบรายการต่อไปนี้อย่างละเอียด:
- กรอบตารางโภชนาการ: ใช้กรอบมาตรฐานรูปแบบใหม่จาก อย. แล้วหรือไม่?
- รายการสารอาหาร: ปรับปรุงเป็น 9 รายการหลักตามข้อบังคับใหม่แล้วหรือยัง?
- ค่า Thai RDIs: ใช้ชื่อบัญชีและช่วงอายุ 3 ปีขึ้นไป ถูกต้องหรือไม่?
- ถ้อยคำบนฉลาก: คำว่า “หน่วยบริโภค” และอื่นๆ เป็นไปตามที่ อย. กำหนดหรือไม่?
- ข้อความกล่าวอ้าง: คำนวณซ้ำตามเกณฑ์ใหม่ และตรวจสอบว่าไม่ขัดต่อเงื่อนไข (เช่น ปริมาณน้ำตาล) แล้วหรือยัง?
- ข้อมูลสารก่อภูมิแพ้: มีการระบุอย่างชัดเจน อ่านง่าย และถูกต้องหรือไม่?
- ความชัดเจนของกราฟิก: ขนาดตัวอักษรเป็นไปตามเกณฑ์ (ไม่เล็กเกินไป) และสีพื้นหลังกับสีตัวอักษรตัดกันชัดเจนเพียงพอหรือไม่?
สินค้ากลุ่มใดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด?
แม้ว่ากฎหมายใหม่จะครอบคลุมอาหารบรรจุหีบห่อส่วนใหญ่ แต่มีบางกลุ่มสินค้าที่ถือว่ามีความเสี่ยงสูงและมักจะถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้จึงควรเร่งดำเนินการปรับปรุงฉลากโดยเร็วที่สุด:
- อาหารพร้อมทานและขนมขบเคี้ยว: เช่น อาหารแช่แข็ง, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, มันฝรั่งทอดกรอบ, และเบเกอรีบรรจุห่อ
- เครื่องดื่มทุกประเภท: โดยเฉพาะเครื่องดื่มรสหวาน, น้ำอัดลม, ชาและกาแฟพร้อมดื่ม, และน้ำผลไม้
- ผลิตภัณฑ์จากนม: เช่น นมพร้อมดื่ม, โยเกิร์ต, และไอศกรีม
- อาหารแปรรูปและเครื่องปรุงรส: เช่น อาหารกระป๋อง, ไส้กรอก, และซอสปรุงรสต่างๆ
- ผลิตภัณฑ์ที่เน้นการเคลมสุขภาพ: สินค้าที่ใช้จุดขายด้านสุขภาพ เช่น อาหารเสริม, อาหารสำหรับผู้ควบคุมน้ำหนัก หรือผลิตภัณฑ์ที่มีการกล่าวอ้างทางโภชนาการเป็นพิเศษ
ตารางเปรียบเทียบฉลากรูปแบบเก่าและใหม่ (2569)
| หัวข้อบนฉลาก | ข้อกำหนดเดิม | ข้อกำหนดใหม่ (บังคับใช้ภายใน 1 ก.ค. 2570) |
|---|---|---|
| กรอบข้อมูลโภชนาการ | อนุญาตให้ใช้รูปแบบมาตรฐานและแบบย่อได้ | บังคับใช้เฉพาะรูปแบบมาตรฐานเท่านั้น (ยกเลิกแบบย่อ) |
| รายการสารอาหาร | มีรายการสารอาหารบังคับจำนวนมากและซับซ้อน | ปรับปรุงเหลือ 9 รายการหลักที่จำเป็น |
| ค่า Thai RDIs | อ้างอิงประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไป | ปรับฐานคำนวณเป็นประชากรอายุ 3 ปีขึ้นไป และใช้ชื่อบัญชีใหม่ |
| การกล่าวอ้างทางโภชนาการ | มีเกณฑ์การคำนวณแบบเดิม (เช่น เทียบต่อ 50 กรัม) | ปรับเกณฑ์คำนวณใหม่สำหรับสินค้าหน่วยบริโภคเล็ก และเพิ่มเงื่อนไขด้านปริมาณน้ำตาล |
| ข้อมูลสารก่อภูมิแพ้ | ไม่มีรูปแบบการแสดงผลที่ชัดเจนตายตัว | เน้นย้ำให้แสดงผลอย่างชัดเจน อ่านง่าย และเป็นระบบ (เช่น ใช้ตัวหนา) |
กลยุทธ์การเตรียมตัวสำหรับ SME: เปลี่ยนข้อบังคับให้เป็นโอกาส
การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายครั้งนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงภาระหรือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นโอกาสอันดีที่ SME จะได้ทบทวนและยกระดับผลิตภัณฑ์ของตนเองให้มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในตลาดมากขึ้น กลยุทธ์ที่แนะนำสำหรับผู้ประกอบการมีดังนี้:
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนออกแบบ: ก่อนที่จะเริ่มกระบวนการออกแบบฉลากใหม่ ควรปรึกษานักโภชนาการหรือที่ปรึกษาด้านกฎหมายอาหาร เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลทั้งหมดถูกต้องและสอดคล้องกับข้อบังคับใหม่ การลงทุนในขั้นตอนนี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกปฏิเสธหรือต้องแก้ไขงานในภายหลัง
- ส่งฉลากให้ อย. ตรวจสอบล่วงหน้า: สำหรับสินค้าบางกลุ่มที่ต้องยื่นขออนุญาต การจัดทำฉลากต้นแบบ (Mockup) แล้วส่งให้ อย. ตรวจสอบความถูกต้องก่อนสั่งพิมพ์จำนวนมาก เป็นขั้นตอนที่ช่วยสร้างความมั่นใจและป้องกันความผิดพลาดได้เป็นอย่างดี
- ใช้โอกาสนี้ในการรีแบรนด์ (Rebrand): ในเมื่อต้องมีการพิมพ์ฉลากใหม่ทั้งหมดอยู่แล้ว นี่จึงเป็นจังหวะที่ดีในการปรับปรุงดีไซน์ของบรรจุภัณฑ์ไปพร้อมกัน อาจจะมีการปรับโลโก้, สีสัน, หรือการจัดวางองค์ประกอบต่างๆ เพื่อให้แบรนด์ดูทันสมัยและเป็นมืออาชีพมากขึ้น
- สร้างจุดแข็งด้านความโปร่งใส: การแสดงข้อมูลโภชนาการและสารก่อภูมิแพ้ที่ชัดเจนและถูกต้อง ไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ยังเป็นการสร้างความไว้วางใจให้กับผู้บริโภค แบรนด์สามารถใช้ความโปร่งใสนี้เป็นจุดแข็งทางการตลาด เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ใส่ใจในสุขภาพ ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
บทสรุปและแนวทางการดำเนินการต่อ
กฎหมายฉลากใหม่ 2569 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ผู้ประกอบการ SME ในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มต้องให้ความสำคัญและเตรียมการอย่างจริงจัง การปรับปรุงข้อมูลบนสติ๊กเกอร์และบรรจุภัณฑ์ ทั้งในส่วนของกรอบข้อมูลโภชนาการ, รายการสารอาหาร, ค่า Thai RDIs, เกณฑ์การกล่าวอ้าง และการแสดงข้อมูลสารก่อภูมิแพ้ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การวางแผนและดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2569 จะช่วยให้ธุรกิจสามารถเปลี่ยนผ่านได้อย่างราบรื่นและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงใกล้สิ้นสุดกำหนดเวลา
การเตรียมความพร้อมไม่ได้จบลงแค่การทำความเข้าใจข้อบังคับ แต่ยังรวมถึงการหาพันธมิตรทางธุรกิจที่เชี่ยวชาญและไว้วางใจได้ เพื่อให้กระบวนการออกแบบและผลิตฉลากเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและได้มาตรฐาน สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการคำปรึกษาและบริการด้านการพิมพ์ฉลากและสติ๊กเกอร์ที่สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ GIANT PRINT คือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่พร้อมให้บริการ ด้วยทีมงานมืออาชีพ เครื่องพิมพ์ที่ทันสมัย และวัสดุคุณภาพสูง เราพร้อมให้คำแนะนำในการออกแบบและผลิตฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์, สกรีนแก้วกาแฟ และสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของ SME ทุกระดับ
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการออกแบบและพิมพ์สติ๊กเกอร์ที่สอดคล้องกับกฎหมายฉลากใหม่ได้ที่:
FACEBOOK PAGE: GiantprintMedia
LINE: @282iufnx
TIKTOK: @giantprint_official
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
อีเมล: [email protected]
หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์ของเรา
