กฎหมายฉลากสินค้าใหม่ 2026: SME ต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง?
ประเด็นเรื่องกฎหมายฉลากสินค้าใหม่ 2026: SME ต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง? กำลังเป็นหัวข้อสำคัญสำหรับผู้ประกอบการในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงข้อบังคับครั้งใหญ่นี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและสร้างความโปร่งใสให้กับผู้บริโภค โดยครอบคลุมตั้งแต่ฉลากโภชนาการอาหารไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐ การทำความเข้าใจข้อกำหนดใหม่และวางแผนปรับตัวล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจ SME เพื่อให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างถูกต้องและต่อเนื่อง
สรุปประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องทราบ

- กรอบเวลาผ่อนผัน: ผู้ประกอบการ SME มีระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนฉลากสินค้าอาหารตามกฎหมายใหม่จนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2570 หลังจากวันดังกล่าว สินค้าที่ใช้ฉลากรูปแบบเก่าจะไม่สามารถวางจำหน่ายได้
- ฉลากโภชนาการรูปแบบใหม่: การแสดงข้อมูลโภชนาการต้องใช้ค่า Thai RDI (Thai Recommended Daily Intakes) และ GDA (Guideline Daily Amounts) ที่ปรับปรุงใหม่ทั้งหมด พร้อมทั้งเพิ่มขนาดตัวอักษรให้อ่านง่ายและชัดเจนขึ้น
- ข้อกำหนดแยกตามประเภทสินค้า: สินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มมีข้อบังคับตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ในขณะที่สินค้าควบคุมฉลาก เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ข้าวสาร จะอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)
- ความยั่งยืนของบรรจุภัณฑ์: นอกเหนือจากฉลากแล้ว กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการใช้พลาสติกบางชนิดและโฟม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเลือกใช้วัสดุสำหรับบรรจุภัณฑ์ SME
- การเตรียมการเชิงรุก: การเตรียมตัวไม่จำกัดอยู่แค่การออกแบบฉลาก แต่ยังรวมถึงการคำนวณข้อมูลโภชนาการใหม่ การวางแผนจัดการสต็อกสินค้าเก่า และการปรึกษาโรงพิมพ์ฉลากที่มีความเชี่ยวชาญ
ทำความเข้าใจภาพรวมกฎหมายฉลากสินค้าใหม่ 2026
การปรับปรุงกฎหมายฉลากสินค้าครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สะท้อนถึงแนวโน้มด้านสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภคทั่วโลก โดยหน่วยงานภาครัฐของไทย เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ออกมาตรการและประกาศที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ เพื่อให้ข้อมูลบนฉลากผลิตภัณฑ์มีความถูกต้อง ชัดเจน และเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น
ความสำคัญและผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SME
สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบโดยตรงในหลายมิติ ตั้งแต่ต้นทุนการผลิตที่อาจเพิ่มขึ้นจากการออกแบบและพิมพ์ฉลากใหม่ ไปจนถึงกระบวนการภายในที่ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนด การแสดงข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วนอาจนำไปสู่บทลงโทษทางกฎหมายได้ ดังนั้น การศึกษาข้อบังคับอย่างละเอียดและการวางแผนอย่างรอบคอบจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่มาตรฐานใหม่ได้อย่างราบรื่น การปรับตัวให้เข้ากับกฎหมายใหม่ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมาย แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ในสายตาผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและความปลอดภัยมากขึ้น
กรอบเวลาและกำหนดการบังคับใช้
แม้ว่าประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 445-450) พ.ศ. 2567 จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2567 แต่ภาครัฐได้ให้ระยะเวลาผ่อนผันแก่ผู้ประกอบการเป็นเวลา 3 ปี เพื่อเตรียมความพร้อมในการปรับปรุงฉลากสินค้าอาหาร
ดังนั้น เส้นตายสุดท้ายที่ผู้ประกอบการ SME ต้องเปลี่ยนฉลากสินค้าอาหารให้เป็นไปตามข้อกำหนดใหม่ทั้งหมด คือ วันที่ 1 กรกฎาคม 2570 หลังจากวันดังกล่าว สินค้าที่ยังคงใช้ฉลากรูปแบบเดิมจะไม่สามารถผลิต นำเข้า หรือวางจำหน่ายในท้องตลาดได้อีกต่อไป
การมีกรอบเวลาที่ชัดเจนช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการผลิต จัดการสต็อกสินค้าเก่า และประสานงานกับผู้ให้บริการออกแบบฉลากและโรงพิมพ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาสินค้าคงค้างและการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ
เจาะลึกข้อกำหนดหลักสำหรับฉลากสินค้าอาหาร
สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่บรรจุในภาชนะพร้อมจำหน่าย ข้อกำหนดใหม่มุ่งเน้นการให้ข้อมูลที่จำเป็นต่อผู้บริโภคอย่างครบถ้วนและเข้าใจง่าย โดยอ้างอิงตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุขเป็นหลัก
7 รายการบังคับที่ต้องแสดงบนฉลากอาหาร
ฉลากสินค้าอาหารทุกชิ้นจะต้องแสดงข้อมูลบังคับ 7 รายการอย่างชัดเจน ดังนี้:
- ชื่ออาหาร: ต้องมีชื่อภาษาไทยที่สื่อถึงประเภทของอาหารอย่างชัดเจน และหากมีชื่อภาษาต่างประเทศ ขนาดของตัวอักษรภาษาไทยต้องไม่เล็กกว่า
- เลขสารบบอาหาร (เลข อย.): แสดงเลข 13 หลักในกรอบเครื่องหมาย อย. ที่คุ้นเคย โดยขนาดตัวอักษรต้องไม่ต่ำกว่า 2 มิลลิเมตร และใช้สีที่ตัดกับสีพื้นของฉลากเพื่อให้มองเห็นได้ง่าย
- ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า: ระบุข้อมูลของผู้รับผิดชอบผลิตภัณฑ์ให้ชัดเจน เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ
- ปริมาณสุทธิ: แสดงปริมาณของสินค้าเป็นหน่วยเมตริก เช่น กรัม, กิโลกรัม, มิลลิลิตร
- วันผลิต/วันหมดอายุ: ระบุข้อมูล “ผลิต”, “หมดอายุ” หรือ “ควรบริโภคก่อน” ให้ผู้บริโภคทราบอย่างชัดเจน
- ข้อมูลโภชนาการ: ต้องแสดงในกรอบมาตรฐานตามรูปแบบใหม่ที่กำหนด โดยใช้ค่า Thai RDI/GDA ที่ปรับปรุงแล้ว
- ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหารและคำเตือน (ถ้ามี): ระบุส่วนประกอบที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ และสำหรับอาหารบางประเภท เช่น ขนมขบเคี้ยว หรือเครื่องดื่ม ต้องมีข้อความคำเตือนตามที่กฎหมายกำหนด
การเปลี่ยนแปลงสำคัญ: ฉลากโภชนาการ GDA และ Thai RDI รูปแบบใหม่
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือการปรับปรุง “ฉลากโภชนาการ” ให้มีความละเอียดและเป็นมาตรฐานสากลมากขึ้น ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการดังนี้:
- ทบทวนและคำนวณข้อมูลใหม่: ค่าปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวันสำหรับคนไทย (Thai RDI) ได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด ทำให้ต้องมีการคำนวณเปอร์เซ็นต์ของสารอาหารแต่ละชนิด เช่น พลังงาน, น้ำตาล, ไขมัน, โซเดียม ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับค่ามาตรฐานล่าสุด
- ใช้กรอบมาตรฐาน: การแสดงผลต้องอยู่ในกรอบข้อมูลโภชนาการตามแบบที่ อย. กำหนดเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ใช้รูปแบบย่อ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบเป็นกรณีพิเศษ
- เพิ่มขนาดและความชัดเจน: กฎหมายใหม่เน้นย้ำให้ข้อมูลโภชนาการมีความโดดเด่น อ่านง่าย โดยกำหนดขนาดตัวอักษรขั้นต่ำและจัดวางในตำแหน่งที่เห็นได้ชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้น
ข้อบังคับฉลากสินค้าควบคุมโดย สคบ.
นอกเหนือจากสินค้าอาหารแล้ว สินค้าอุปโภคบริโภคหลายประเภทที่จัดเป็น “สินค้าที่ควบคุมฉลาก” จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ซึ่งมีข้อกำหนดเฉพาะที่แตกต่างออกไป
9 รายการบังคับสำหรับสินค้าควบคุมฉลาก
สำหรับสินค้าควบคุมฉลาก จะต้องมีข้อมูลบังคับ 9 รายการแสดงบนป้ายหรือตัวบรรจุภัณฑ์ ดังนี้:
- ประเภทหรือชื่อของสินค้า: ระบุให้ชัดเจนว่าเป็นสินค้าอะไร
- ชื่อผู้จัดจำหน่ายหรือผู้นำเข้า: พร้อมระบุที่อยู่และประเทศที่ผลิต
- เครื่องหมายการค้า: ที่จดทะเบียนอย่างถูกต้อง
- เลขทะเบียนต่างๆ: เช่น เลข อย. (สำหรับสินค้าบางชนิด), เลขที่ใบรับจดแจ้ง หรือ มผช. (มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน)
- ขนาด/ปริมาณ/น้ำหนัก: แสดงข้อมูลจำเพาะของสินค้า
- วิธีใช้: คำแนะนำในการใช้งานสินค้าอย่างถูกต้องและปลอดภัย
- ข้อแนะนำหรือคำเตือน: ระบุข้อควรระวังหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้งาน
- วัน/เดือน/ปี ที่ผลิตหรือหมดอายุ: เพื่อให้ผู้บริโภคทราบอายุของผลิตภัณฑ์
- ราคา: ระบุราคาจำหน่ายเป็นหน่วยบาทให้ชัดเจน
สำหรับผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดา สามารถใช้ชื่อ-นามสกุล และที่อยู่ตามทะเบียนบ้านในการแสดงข้อมูลผู้จัดจำหน่ายได้
ตัวอย่างสินค้าและข้อควรระวังพิเศษ
สินค้าที่เข้าข่ายเป็นสินค้าควบคุมฉลากมีหลากหลายประเภท เช่น ข้าวสารบรรจุถุง, เครื่องใช้ไฟฟ้า, แปรงสีฟัน, และภาชนะพลาสติก เป็นต้น จุดที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ “คำเตือน” ซึ่งกฎหมายกำหนดรายละเอียดที่เข้มงวดสำหรับสินค้าบางชนิด
ตัวอย่างเช่น เครื่องทำน้ำอุ่นไฟฟ้า จะต้องมีคำเตือน “อันตรายถึงชีวิต ถ้าไม่ติดตั้งสายดิน” โดยใช้ตัวอักษรสีแดงขนาดความสูงไม่น้อยกว่า 3 มิลลิเมตร ติดไว้ในตำแหน่งที่มองเห็นได้ชัดเจน การปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้อย่างเคร่งครัดเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดทางกฎหมาย
แนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ประกอบการ SME
การปรับตัวให้ทันตามกำหนดเวลาต้องอาศัยการวางแผนที่เป็นระบบ ผู้ประกอบการ SME ควรเริ่มดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
ขั้นตอนการทบทวนและปรับปรุงข้อมูลบนฉลาก
ขั้นตอนแรกคือการตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ปัจจุบันทั้งหมดเทียบกับข้อกำหนดใหม่ รวบรวมข้อมูลส่วนประกอบและข้อมูลทางโภชนาการเพื่อนำมาคำนวณค่า Thai RDI/GDA ใหม่ให้ถูกต้องแม่นยำ กระบวนการนี้อาจต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการหรือห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ อย.
การออกแบบฉลากสินค้าให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่
เมื่อได้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการออกแบบฉลากใหม่ การออกแบบที่ดีต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดวางข้อมูลบังคับทั้งหมดให้ครบถ้วนในพื้นที่จำกัด การใช้ขนาดตัวอักษรและกรอบข้อมูลโภชนาการตามมาตรฐานที่กำหนด และการรักษาเอกลักษณ์ของแบรนด์ไปพร้อมกัน การออกแบบฉลากที่ชัดเจนและสวยงามไม่เพียงแต่จะถูกต้องตามกฎหมาย แต่ยังช่วยดึงดูดความสนใจและสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้อีกด้วย
การเลือกวัสดุและการพิมพ์สติ๊กเกอร์สินค้า
การเลือกวัสดุสำหรับพิมพ์สติ๊กเกอร์สินค้าเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ ควรเลือกวัสดุที่มีความทนทาน เหมาะสมกับประเภทของบรรจุภัณฑ์และสภาวะการจัดเก็บ เช่น สติ๊กเกอร์กันน้ำสำหรับสินค้าแช่เย็น นอกจากนี้ การเลือกโรงพิมพ์ฉลากที่มีประสบการณ์และเข้าใจข้อกำหนดใหม่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ควรปรึกษาโรงพิมพ์เกี่ยวกับเทคนิคการพิมพ์ ปริมาณการผลิตขั้นต่ำที่เหมาะสมกับธุรกิจ SME และขอคำแนะนำเพื่อให้ได้ฉลากที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับกฎหมายมากที่สุด
ข้อกำหนดเพิ่มเติมที่ SME ควรทราบในปี 2026
นอกเหนือจากกฎหมายฉลากอาหารและสินค้าควบคุมโดย สคบ. แล้ว ยังมีข้อกำหนดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ซึ่งผู้ประกอบการ SME ควรติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้ากลุ่มเครื่องสำอางและเทรนด์บรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน
| ประเภทสินค้า/บรรจุภัณฑ์ | ข้อกำหนดหลัก | สิ่งที่ SME ต้องดำเนินการ |
|---|---|---|
| ผลิตภัณฑ์กันแดด (SPF/PA) | การแสดงค่า SPF/PA และคุณสมบัติกันน้ำ ต้องมีผลการทดสอบทางวิทยาศาสตร์รองรับ และห้ามแสดงค่าเกินช่วงที่กฎหมายกำหนด | ส่งผลิตภัณฑ์ทดสอบประสิทธิภาพ และปรับปรุงข้อมูลบนฉลากให้ถูกต้องตามผลการทดสอบก่อนปี 2569 |
| บรรจุภัณฑ์ | ตาม พ.ร.บ. การจัดการเพื่อความยั่งยืนฯ (คาดการณ์) จะเริ่มห้ามใช้พลาสติกบางชนิด เช่น ถุงพลาสติกหูหิ้วชนิดบาง, กล่องโฟมบรรจุอาหาร และหลอดพลาสติก ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป | วางแผนเปลี่ยนไปใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น พลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) หรือบรรจุภัณฑ์รีไซเคิล |
สรุปและคำแนะนำในการปรับตัวสู่มาตรฐานใหม่
การเปลี่ยนแปลงกฎหมายฉลากสินค้าใหม่ 2026 เป็นความท้าทายที่ผู้ประกอบการ SME ทุกรายต้องเผชิญ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสในการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน การเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งในด้านข้อมูล การออกแบบ และการผลิต จะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น การลงทุนในการทำฉลากสินค้าให้ถูกต้องและมีคุณภาพ ถือเป็นการลงทุนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับธุรกิจ
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการคำปรึกษาและผู้ช่วยมืออาชีพในการออกแบบและผลิตฉลากสินค้าให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ GIANT PRINT คือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่พร้อมให้บริการ ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญและเครื่องพิมพ์ที่ทันสมัย เราให้บริการออกแบบและพิมพ์สติ๊กเกอร์สินค้า ฉลากสินค้า และสื่อสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ SME โดยเฉพาะ
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่:
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
โทรศัพท์: 082-2262660
อีเมล: [email protected]
ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นได้ที่ FACEBOOK PAGE, LINE, และ TIKTOK
