เตือน SME! กฎหมายฉลากสินค้าฉบับใหม่ 2026 ต้องระบุอะไรบ้าง? พิมพ์ผิดเสี่ยงโดนปรับ!
- สรุปประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ
- ความสำคัญของกฎหมายฉลากสินค้าฉบับใหม่ 2026
- เจาะลึกสาระสำคัญ: กฎหมายฉลากสินค้าฉบับใหม่ 2026 เปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
- ฉลากสินค้าและความเชื่อมโยงกับกฎหมายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน
- เช็กลิสต์ข้อมูลสำคัญที่ต้องมีบนฉลากสินค้าปี 2026
- ความเสี่ยงและบทลงโทษหากฉลากสินค้าไม่เป็นไปตามกฎหมาย
- แนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ประกอบการ SME
- บทสรุปและการก้าวต่อไปอย่างมั่นใจ
การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายครั้งสำคัญกำลังจะเกิดขึ้นในปี 2569 (ค.ศ. 2026) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ กฎหมายฉลากสินค้าฉบับใหม่ 2026 ที่กำลังจะบังคับใช้ ซึ่งมาพร้อมกับข้อกำหนดที่เข้มงวดและครอบคลุมมากขึ้น เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม การทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการถูกปรับและผลกระทบต่อธุรกิจ
สรุปประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ

- ความเข้มงวดที่เพิ่มขึ้น: กฎหมายฉบับใหม่จะเพิ่มความเข้มงวดในการระบุข้อมูลบนฉลากสินค้า โดยเฉพาะข้อมูลด้านโภชนาการ ส่วนประกอบ และคำเตือนต่างๆ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน
- เชื่อมโยงกับความยั่งยืน: ข้อกำหนดใหม่จะผสานเข้ากับกฎหมายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน โดยนำหลักการ EPR (Extended Producer Responsibility) มาใช้ ซึ่งผู้ผลิตต้องรับผิดชอบต่อบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต
- ข้อบังคับสำหรับฉลาก ECO: ผู้ประกอบการจะต้องระบุข้อมูลเกี่ยวกับวัสดุของบรรจุภัณฑ์ว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ รวมถึงสัญลักษณ์การรีไซเคิล เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
- บทลงโทษที่ชัดเจน: การไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดบนฉลากสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน หรือการพิมพ์รายละเอียดผิดพลาด จะมีบทลงโทษเป็นการปรับตามกฎหมายของหน่วยงานที่กำกับดูแล เช่น สคบ. และ อย.
บทความนี้จะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสาระสำคัญของ กฎหมายฉลากสินค้าฉบับใหม่ 2026 ว่าผู้ประกอบการ SME ต้องระบุอะไรบ้างบนฉลากสินค้า เพื่อให้สามารถออกแบบฉลากให้ถูกกฎหมาย และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการพิมพ์ผิดที่อาจนำไปสู่การถูกปรับมูลค่าสูง การเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่เพียงแต่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างราบรื่น แต่ยังเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจให้แก่ผู้บริโภคในระยะยาวอีกด้วย
ความสำคัญของกฎหมายฉลากสินค้าฉบับใหม่ 2026
การปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยฉลากสินค้าครั้งนี้เกิดขึ้นจากความจำเป็นในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคให้เท่าทันกับรูปแบบการค้าและพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะการเติบโตของการค้าออนไลน์ (E-commerce) ซึ่งผู้บริโภคไม่สามารถสัมผัสหรือตรวจสอบสินค้าได้โดยตรงก่อนตัดสินใจซื้อ ฉลากสินค้าจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการให้ข้อมูลและสร้างความมั่นใจ กฎหมายฉบับใหม่นี้จึงมุ่งเน้นอุดช่องว่างของกฎหมายเดิม และเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลให้ครอบคลุมทุกมิติ
ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือกกลุ่มผู้ประกอบการ SME ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจประเทศ การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นทั้งความท้าทายและโอกาส ความท้าทายคือการต้องปรับตัวให้ทันกับข้อกำหนดที่ซับซ้อนและมีรายละเอียดมากขึ้น ซึ่งอาจมีต้นทุนในการปรับเปลี่ยนการออกแบบและสั่งพิมพ์ฉลากสินค้าเพิ่มขึ้น แต่อีกด้านหนึ่ง นี่คือโอกาสในการสร้างความแตกต่างและยกระดับแบรนด์ให้มีความน่าเชื่อถือ สอดคล้องกับกระแสความใส่ใจในสุขภาพและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การปฏิบัติตามกฎหมายจึงไม่ใช่แค่การทำตามข้อบังคับ แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาด
เจาะลึกสาระสำคัญ: กฎหมายฉลากสินค้าฉบับใหม่ 2026 เปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
กฎหมายฉบับใหม่ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขข้อความเล็กน้อย แต่เป็นการปรับโครงสร้างและเพิ่มข้อบังคับที่สำคัญหลายประการ โดยมีหน่วยงานหลักที่กำกับดูแลคือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำหรับผลิตภัณฑ์อาหาร ยา เครื่องสำอาง และเครื่องมือแพทย์
การกำกับดูแลที่เข้มข้นขึ้นจาก สคบ. และ อย.
สคบ. กำลังอยู่ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นเพื่อทบทวนและปรับปรุงประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลากให้มีความทันสมัย เป้าหมายหลักคือการเพิ่มความชัดเจนในการแสดงข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค ลดปัญหาการให้ข้อมูลที่คลุมเครือหรือทำให้เข้าใจผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ข้อมูลบนหน้าผลิตภัณฑ์ต้องสอดคล้องกับฉลากจริงอย่างครบถ้วน ขณะที่ อย. ก็มีการปรับปรุงข้อกำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์ในความดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและความปลอดภัยของผู้บริโภค
ข้อกำหนดเฉพาะสำหรับฉลากอาหารและเครื่องดื่ม
สำหรับสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของ อย. มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการบังคับใช้กรอบข้อมูลโภชนาการแบบมาตรฐาน (Standard Nutrition Facts) อย่างเคร่งครัด ผู้ประกอบการจะไม่สามารถใช้กรอบข้อมูลแบบย่อได้อีกต่อไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจาก อย. เป็นกรณีพิเศษ นอกจากนี้ ข้อความเกี่ยวกับ “หนึ่งหน่วยบริโภค” (Serving size) และข้อมูลที่เกี่ยวข้องจะต้องมีความชัดเจนและเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อป้องกันความสับสนและช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการระหว่างผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น
| หัวข้อ | กฎหมายฉลากสินค้าปัจจุบัน | แนวโน้มกฎหมายฉลากสินค้าฉบับใหม่ 2026 |
|---|---|---|
| ข้อมูลโภชนาการ (อาหาร) | อนุญาตให้ใช้กรอบข้อมูลแบบย่อได้ในบางกรณี | บังคับใช้กรอบข้อมูลโภชนาการแบบมาตรฐานเป็นหลัก |
| ข้อมูลบรรจุภัณฑ์ | ไม่มีข้อบังคับที่ชัดเจนเรื่องการระบุวัสดุเพื่อความยั่งยืน | ต้องระบุข้อมูลวัสดุบรรจุภัณฑ์, สัญลักษณ์รีไซเคิล, และฉลาก ECO |
| การค้าออนไลน์ | กฎหมายยังไม่ครอบคลุมการแสดงข้อมูลบนแพลตฟอร์มอย่างสมบูรณ์ | เพิ่มความเข้มงวดให้ข้อมูลออนไลน์ต้องตรงกับฉลากจริงทุกประการ |
| ความรับผิดชอบผู้ผลิต | จำกัดอยู่ที่ตัวผลิตภัณฑ์เป็นหลัก | ขยายความรับผิดชอบครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต (หลักการ EPR) |
ฉลากสินค้าและความเชื่อมโยงกับกฎหมายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกประการหนึ่งคือการที่กฎหมายฉลากสินค้าฉบับใหม่จะทำงานควบคู่ไปกับ ร่างพระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ซึ่งคาดว่าจะบังคับใช้เต็มรูปแบบในวันที่ 1 มกราคม 2569 เช่นกัน กฎหมายนี้จะเปลี่ยนภาระการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์จากภาครัฐและผู้บริโภคไปสู่ผู้ผลิตโดยตรง
หลักการ EPR: ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต
หัวใจสำคัญของกฎหมายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนคือ หลักการ EPR (Extended Producer Responsibility) ซึ่งหมายความว่าผู้ผลิตสินค้า (รวมถึง SME) จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรวบรวม คัดแยก และรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ของตนเองหลังการบริโภค หลักการนี้จะกระตุ้นให้ผู้ประกอบการต้องหันมาออกแบบและเลือกใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลได้ง่าย ลดการใช้วัสดุที่ไม่จำเป็น และมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มากขึ้น ข้อมูลเหล่านี้จะต้องถูกสื่อสารไปยังผู้บริโภคผ่านทางฉลากสินค้าอย่างชัดเจน
วัสดุและบรรจุภัณฑ์ที่ถูกจำกัดการใช้งาน
กฎหมายใหม่ยังกำหนดรายการพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งซึ่งจะถูกห้ามผลิต นำเข้า และจำหน่ายโดยเด็ดขาด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ได้แก่:
- ถุงพลาสติกหูหิ้วที่มีความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอน
- หลอดพลาสติกทุกชนิด
- แก้วน้ำพลาสติกแบบบางที่ใช้ครั้งเดียว
- ช้อนและส้อมพลาสติก
- กล่องโฟมสำหรับบรรจุอาหาร 100%
ผู้ประกอบการ SME ที่ยังใช้บรรจุภัณฑ์เหล่านี้อยู่ จำเป็นต้องวางแผนเปลี่ยนไปใช้วัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) หรือวัสดุจากธรรมชาติอื่นๆ โดยเร็วที่สุด
ฉลาก ECO และมาตรฐานการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม
เพื่อสนับสนุนหลักการ EPR และให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภค ฉลากสินค้าในอนาคตจะต้องมีส่วนของ ฉลาก ECO (ECO Label) ที่ระบุประเภทของวัสดุที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์ วิธีการจัดการหลังการใช้งาน และสัญลักษณ์การรีไซเคิลที่เป็นมาตรฐานสากล สิ่งนี้จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถแยกขยะได้อย่างถูกต้อง และยังเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่สำคัญสำหรับแบรนด์ที่ต้องการสื่อสารจุดยืนด้านความยั่งยืน การเลือกใช้วัสดุพิมพ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น สติ๊กเกอร์ชีวภาพ หรือหมึกพิมพ์จากถั่วเหลือง ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการปฏิบัติตามมาตรฐานนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-design) และสร้างแบรนด์ที่ยั่งยืน
เช็กลิสต์ข้อมูลสำคัญที่ต้องมีบนฉลากสินค้าปี 2026
แม้ว่ารายละเอียดสุดท้ายของกฎหมายยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา แต่จากแนวโน้มและข้อมูลปัจจุบัน ผู้ประกอบการ SME ควรเตรียมความพร้อมในการระบุข้อมูลบนฉลากสินค้าให้ครอบคลุมหัวข้อต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย:
- ข้อมูลระบุผลิตภัณฑ์: ชื่อทางการค้าและชื่อประเภทของสินค้าต้องชัดเจน ไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด
- ชื่อและที่อยู่ผู้ผลิต/ผู้นำเข้า: ต้องระบุข้อมูลที่สามารถติดต่อได้จริง ทั้งชื่อบริษัท ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ
- ปริมาณสุทธิ: แสดงน้ำหนัก ปริมาตร หรือจำนวน ตามหน่วยเมตริกที่เป็นมาตรฐาน
- ส่วนประกอบสำคัญ: ระบุส่วนผสมทั้งหมดโดยเรียงลำดับจากปริมาณมากไปน้อย และต้องแสดงข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร (Allergen information) อย่างชัดเจนและเด่นชัด
- วันเดือนปีที่ผลิตและหมดอายุ: ข้อความ “ผลิต” (MFG/Mfd. Date) และ “ควรบริโภคก่อน” (Best Before) หรือ “หมดอายุ” (EXP/Expiry Date) ต้องมีขนาดตัวอักษรที่อ่านง่ายและอยู่ในตำแหน่งที่เห็นได้ชัดเจน
- คำแนะนำในการใช้และเก็บรักษา: หากสินค้ามีวิธีใช้ที่เฉพาะเจาะจงหรือต้องการการเก็บรักษาเป็นพิเศษ ต้องระบุให้ชัดเจน
- ข้อมูลโภชนาการ (สำหรับอาหาร): ต้องใช้กรอบข้อมูลโภชนาการรูปแบบมาตรฐานตามที่ อย. กำหนด
- คำเตือนหรือข้อควรระวัง: สำหรับสินค้าที่อาจเป็นอันตรายหรือมีข้อจำกัดในการใช้งาน เช่น ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก หรือสินค้าที่มีสารเคมี
- เครื่องหมายรับรองมาตรฐาน: หากสินค้าได้รับการรับรองมาตรฐาน เช่น มอก. หรือ อย. ต้องแสดงเครื่องหมายให้ถูกต้อง
- ข้อมูลด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม: ระบุประเภทของวัสดุบรรจุภัณฑ์ (เช่น PET, PP, กระดาษ) และสัญลักษณ์การรีไซเคิลที่เป็นสากล
ความเสี่ยงและบทลงโทษหากฉลากสินค้าไม่เป็นไปตามกฎหมาย
การเพิกเฉยต่อข้อกำหนดของกฎหมายฉลากสินค้าฉบับใหม่นำมาซึ่งความเสี่ยงและผลกระทบที่รุนแรงต่อธุรกิจ ไม่ใช่เพียงแค่ค่าปรับ แต่ยังรวมถึงความเสียหายต่อชื่อเสียงของแบรนด์ที่สร้างมา
การพิมพ์ฉลากสินค้าที่ผิดพลาดหรือไม่ครบถ้วนเพียงเล็กน้อย อาจหมายถึงต้นทุนในการแก้ไข การถูกเรียกคืนสินค้าทั้งหมด และความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าที่ไม่สามารถประเมินค่าได้
บทลงโทษทางกฎหมายและค่าปรับ
ผู้ประกอบการที่จัดทำฉลากไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค อาจต้องระวางโทษปรับตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอัตราค่าปรับอาจสูงขึ้นในกฎหมายฉบับใหม่ ในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้การกำกับของ อย. การแสดงฉลากที่ไม่เป็นจริงหรือทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญถือเป็น “ฉลากลวง” ซึ่งมีบทลงโทษที่รุนแรงกว่า นอกจากนี้ ภายใต้กฎหมายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนที่กำลังจะเกิดขึ้น การไม่ปฏิบัติตามหลักการ EPR หรือการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ถูกแบนอาจมีทั้งโทษปรับทางแพ่งและโทษทางปกครองเพิ่มเติมอีกด้วย
ผลกระทบเชิงลบต่อธุรกิจและแบรนด์
นอกเหนือจากบทลงโทษทางกฎหมายแล้ว ผลกระทบทางธุรกิจอาจรุนแรงยิ่งกว่า สินค้าที่มีฉลากไม่ถูกต้องอาจถูกสั่งให้เรียกคืนออกจากตลาดทั้งหมด ซึ่งหมายถึงต้นทุนที่สูญเปล่าทั้งค่าผลิต ค่าขนส่ง และค่าทำลายสินค้า อีกทั้งยังทำให้เสียโอกาสในการขายและสูญเสียพื้นที่บนชั้นวางสินค้า ที่สำคัญที่สุดคือความเสียหายต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ในยุคที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลและแบ่งปันเรื่องราวผ่านโซเชียลมีเดียได้อย่างรวดเร็ว ข่าวเชิงลบเพียงครั้งเดียวอาจส่งผลกระทบต่อยอดขายและความภักดีของลูกค้าในระยะยาว
แนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ประกอบการ SME
การเตรียมตัวล่วงหน้าเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ SME สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่ข้อกำหนดใหม่ได้อย่างราบรื่นและลดผลกระทบเชิงลบให้ได้มากที่สุด
ทบทวนและวางแผนการออกแบบฉลากและบรรจุภัณฑ์ใหม่
สิ่งแรกที่ควรทำคือการตรวจสอบฉลากและบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่มีอยู่ แล้วเปรียบเทียบกับเช็กลิสต์ข้อกำหนดใหม่ที่คาดว่าจะบังคับใช้ จากนั้นจึงวางแผนการออกแบบใหม่ให้สอดคล้อง โดยคำนึงถึงพื้นที่ในการใส่ข้อมูลที่เพิ่มขึ้น การเลือกใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน และการสื่อสารกับโรงพิมพ์หรือผู้ให้บริการออกแบบฉลากที่มีความรู้ความเข้าใจในข้อกฎหมายใหม่ เพื่อให้มั่นใจว่าการสั่งพิมพ์ฉลากสินค้าล็อตต่อไปจะถูกต้องและไม่เกิดปัญหาตามมา
การเข้าถึงข้อมูลและการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ
ผู้ประกอบการควรติดตามข่าวสารและประกาศอย่างเป็นทางการจาก สคบ. และ อย. อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ การสมัครเป็นสมาชิกของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) อาจช่วยให้เข้าถึงข้อมูล สิทธิประโยชน์ และโครงการสนับสนุนต่างๆ จากภาครัฐได้ง่ายขึ้น เช่น กองทุนที่ช่วยเหลือในการปรับปรุงธุรกิจเพื่อให้ได้มาตรฐานสากล สำหรับผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจส่งออก ควรตรวจสอบข้อตกลงทางการค้า (FTA) และระเบียบศุลกากรของประเทศปลายทางควบคู่กันไป เพื่อให้การออกแบบฉลากสอดคล้องกับข้อกำหนดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
บทสรุปและการก้าวต่อไปอย่างมั่นใจ
กฎหมายฉลากสินค้าฉบับใหม่ 2026 คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ผู้ประกอบการ SME ไม่อาจมองข้าม การปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ไม่ใช่แค่ภาระหน้าที่ตามกฎหมาย แต่เป็นโอกาสในการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ สร้างความโปร่งใส และเสริมสร้างความไว้วางใจจากผู้บริโภค ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว การเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งในด้านความรู้ การออกแบบ และการเลือกใช้บริการสั่งพิมพ์ฉลากสินค้าที่มีคุณภาพ คือการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อป้องกันความเสี่ยงและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมาย การเลือกพันธมิตรด้านการพิมพ์ที่มีความเชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งสำคัญ GIANT PRINT คือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่พร้อมให้บริการออกแบบและผลิตฉลากสินค้าและสติ๊กเกอร์คุณภาพสูง ด้วยทีมงานมืออาชีพที่พร้อมให้คำปรึกษาด้านการออกแบบฉลากให้ถูกกฎหมาย พร้อมด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ที่ทันสมัยและวัสดุมาตรฐานสากล เราพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ธุรกิจ SME ของท่านเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กฎระเบียบใหม่
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม หรือปรึกษาเรื่องการออกแบบและผลิตฉลากสินค้าได้ที่:
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
Email: [email protected]
ติดตามผลงานและโปรโมชันได้ทาง:
FACEBOOK PAGE | LINE | TIKTOK
