กลยุทธ์สื่อสิ่งพิมพ์ O2O ดึงลูกค้าออฟไลน์สู่ออนไลน์ 2026
การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลยุทธ์สื่อสิ่งพิมพ์ O2O ดึงลูกค้าออฟไลน์สู่ออนไลน์ 2026 จำเป็นต้องมีการปรับมุมมองใหม่ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่มุ่งเน้นการนำผู้คนจากโลกออฟไลน์ไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ ปัจจุบันแนวคิดนี้ได้วิวัฒนาการไปสู่การใช้ประโยชน์จากช่องทางออนไลน์เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามามีปฏิสัมพันธ์และสร้างยอดขาย ณ หน้าร้านจริง ซึ่งเป็นกลยุทธ์แบบ Online-to-Offline ที่สื่อสิ่งพิมพ์เข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะเครื่องมือเชื่อมต่อที่ทรงพลัง
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ

- นิยามใหม่ของ O2O: ในปี 2026 กลยุทธ์ O2O ได้เปลี่ยนทิศทางจากการดึงลูกค้า “ออฟไลน์สู่ออนไลน์” มาเป็นการใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าเดินทางมายัง “หน้าร้าน” หรือจุดบริการออฟไลน์
- บทบาทของสื่อสิ่งพิมพ์: สื่อสิ่งพิมพ์ เช่น ป้ายโฆษณา, บรรจุภัณฑ์, และนามบัตร ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญระหว่างโลกดิจิทัลและโลกกายภาพ โดยอาศัยเทคโนโลยีอย่าง QR Code และคูปองดิจิทัล
- หัวใจของความสำเร็จ: แคมเปญ O2O ที่มีประสิทธิภาพต้องประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ Content ที่น่าดึงดูด, Data ที่แม่นยำเพื่อการวิเคราะห์ และ Conversion ที่สามารถใช้งานได้จริง ณ จุดขาย
- เทรนด์ในประเทศไทย: Live Commerce, Personalized Marketing, และการใช้สมาร์ทโฟนเป็นศูนย์กลาง คือแนวโน้มหลักที่ขับเคลื่อนกลยุทธ์ O2O ในตลาดไทย
- ประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ: เป้าหมายสูงสุดของ O2O คือการสร้างประสบการณ์ที่ราบรื่น (Seamless Experience) ให้กับลูกค้า โดยผสานช่องทางออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว
ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจทวีความรุนแรง การสร้างประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบให้กับลูกค้ากลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความได้เปรียบ กลยุทธ์ กลยุทธ์สื่อสิ่งพิมพ์ O2O ดึงลูกค้าออฟไลน์สู่ออนไลน์ 2026 ในนิยามใหม่นี้ จึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นแนวทางที่จำเป็นสำหรับธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเป็นการผสมผสานจุดแข็งของโลกออนไลน์ในด้านการเข้าถึงและความรวดเร็ว เข้ากับจุดแข็งของโลกออฟไลน์ในด้านการสร้างประสบการณ์ที่จับต้องได้และความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า บทความนี้จะเจาะลึกถึงองค์ประกอบ ความสำคัญ และแนวทางการนำกลยุทธ์ O2O มาปรับใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในบริบทปัจจุบัน
พลิกความเข้าใจใหม่: ภูมิทัศน์ของกลยุทธ์ O2O ในปี 2026
เพื่อที่จะเข้าใจและนำกลยุทธ์ O2O ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการปรับความเข้าใจเกี่ยวกับนิยามและเป้าหมายของมันในยุคปัจจุบัน ซึ่งแตกต่างจากความเข้าใจดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
นิยามและเป้าหมายที่เปลี่ยนไปของ O2O
O2O หรือ Online-to-Offline คือกลยุทธ์การตลาดที่มุ่งเน้นการผสานช่องทางออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันเพื่อสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่ราบรื่นและครบวงจร ในบริบทของปี 2026 หัวใจหลักของ O2O คือการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดีย, เว็บไซต์, หรือแอปพลิเคชัน เพื่อเป็นเครื่องมือในการดึงดูดและสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคเดินทางไปยังหน้าร้านจริง เพื่อสัมผัสสินค้า, รับบริการ, หรือเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ
เป้าหมายหลักของกลยุทธ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเพิ่มยอดขายในช่องทางใดช่องทางหนึ่ง แต่เป็นการตอบสนองต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มักจะค้นหาข้อมูลและตัดสินใจเบื้องต้นจากโลกออนไลน์ แต่ยังคงต้องการประสบการณ์จริงจากการสัมผัสสินค้าหรือการได้รับบริการที่มีคุณภาพที่หน้าร้าน การผสานสองโลกนี้เข้าด้วยกันจึงช่วยเพิ่มยอดขายโดยรวม, สร้างความภักดีต่อแบรนด์ และช่วยให้ธุรกิจสามารถควบคุมมาตรฐานการบริการได้อย่างทั่วถึง
ความแตกต่างจากอดีตและแนวโน้ม OMO
ในอดีต O2O มักถูกตีความในทางกลับกัน คือการนำลูกค้าจากหน้าร้าน (Offline) ไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ (Online) เช่น การแจกนามบัตรที่มีที่อยู่เว็บไซต์ หรือการแนะนำให้ลูกค้าไปสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ แต่ปัจจุบัน กระแสได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่ใกล้เคียงกันและกำลังทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ คือ OMO (Online Merge with Offline) ซึ่งเป็นแนวคิดที่มองว่าโลกออนไลน์และออฟไลน์นั้นหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสมบูรณ์ ไม่มีการแบ่งแยกที่ชัดเจนอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม O2O ยังคงมีความเฉพาะเจาะจงในเป้าหมายที่เน้นการ “เชื่อมต่อ” (Connect) และ “ขับเคลื่อน” (Drive) ผู้คนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง โดยมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนคือการนำคนมายังสถานที่จริง
บทบาทที่ไม่เคยจางหายของสื่อสิ่งพิมพ์ในยุคดิจิทัล
แม้ว่ากิจกรรมทางการตลาดส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่สื่อสิ่งพิมพ์ (Print Media) กลับยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในกลยุทธ์ O2O โดยทำหน้าที่เป็นเครื่องมือที่จับต้องได้ในการสร้างความน่าเชื่อถือและเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างสองโลก
การสร้างความน่าเชื่อถือและการจดจำผ่านสื่อที่จับต้องได้
สื่อสิ่งพิมพ์ เช่น นิตยสาร, บิลบอร์ด, โบรชัวร์, หรือแม้กระทั่งบรรจุภัณฑ์สินค้า มีคุณสมบัติในการสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust) และการจดจำ (Momentum) ได้เป็นอย่างดี การมีอยู่ของสื่อในรูปแบบกายภาพช่วยสร้างความรู้สึกมั่นคงและเป็นทางการให้กับแบรนด์ เมื่อลูกค้าเห็นโฆษณาบนบิลบอร์ดหรือได้รับโบรชัวร์ที่มีการออกแบบอย่างสวยงาม แล้วจึงไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมทางออนไลน์ หรือเห็นผู้มีอิทธิพล (KOL) พูดถึงแบรนด์นั้นๆ จะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
เทคนิคการใช้สื่อสิ่งพิมพ์เป็นสะพานเชื่อมสู่หน้าร้าน
หัวใจสำคัญของการใช้สื่อสิ่งพิมพ์ในกลยุทธ์ O2O คือการออกแบบให้เป็นเครื่องมือเชื่อมต่อที่มีปฏิสัมพันธ์ได้ โดยเทคนิคที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือ:
- การใช้ QR Code: การพิมพ์ QR Code ลงบนสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นป้ายโฆษณา, นามบัตร, เมนูอาหาร, หรือบนตัวผลิตภัณฑ์ เป็นวิธีที่ง่ายและตรงไปตรงมาที่สุดในการนำลูกค้าจากโลกออฟไลน์ไปสู่หน้า Landing Page, โปรโมชันพิเศษ, หรือแผนที่นำทางไปยังร้านค้าบนโลกออนไลน์
- คูปองและรหัสส่วนลด: การแจกคูปองส่วนลดผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ หรือการให้รหัสโปรโมชันพิเศษที่สามารถนำไปใช้ได้ที่หน้าร้าน เป็นการสร้างแรงจูงใจที่ชัดเจนและวัดผลได้ ลูกค้าสามารถสแกน LINE Coupon หรือรับรหัสผ่าน SMS ที่โปรโมตผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนลดหรือรับสิทธิพิเศษ عند การชำระเงินที่ร้านค้าจริง
สื่อสิ่งพิมพ์ในยุคใหม่ไม่ใช่แค่การสื่อสารทางเดียว แต่เป็นประตูสู่ประสบการณ์ดิจิทัลที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจและขับเคลื่อนลูกค้ามาสู่จุดขาย
แก่นแท้: 3 องค์ประกอบสู่ความสำเร็จของแคมเปญ O2O
การเปลี่ยนยอดไลก์หรือยอดวิวบนโลกออนไลน์ให้กลายเป็นยอดขายที่จับต้องได้ที่หน้าร้านนั้น จำเป็นต้องอาศัยการวางแผนแคมเปญ O2O ที่มีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน 3 ประการ
1. Content ที่ใช่: จุดเริ่มต้นของการสร้างแรงดึงดูด
ทุกอย่างเริ่มต้นจากเนื้อหาที่มีคุณภาพและน่าสนใจ การสร้าง Content ที่สามารถดึงดูดความสนใจและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับกลุ่มเป้าหมายเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด ซึ่งสามารถทำได้ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น การร่วมมือกับผู้เผยแพร่ (Publisher) ที่มีชื่อเสียง, การใช้ผู้มีอิทธิพล (KOL) ในการรีวิวหรือแนะนำสินค้า/บริการ, หรือการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณค่าบนโซเชียลมีเดียของแบรนด์เอง เมื่อลูกค้าเกิดความสนใจจากคอนเทนต์เหล่านี้แล้ว การส่งต่อพวกเขามายังหน้าร้านผ่านกลไก O2O ก็จะง่ายขึ้น
2. Data ที่แม่นยำ: เข็มทิศนำทางการตลาด
ข้อมูลคือหัวใจสำคัญของการตลาดสมัยใหม่ ในแคมเปญ O2O การเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถละเลยได้ ข้อมูลต่างๆ เช่น อัตราการคลิก, จำนวนการสแกน QR Code, หรือสถิติการแลกรับสิทธิ์จากคูปอง จะช่วยให้ธุรกิจเข้าใจความสนใจและพฤติกรรมของผู้บริโภคได้อย่างลึกซึ้ง ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงแคมเปญในอนาคต หรือแม้กระทั่งนำเสนอโปรโมชันที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย (Personalization) ได้อย่างแม่นยำ
3. Conversion ที่ใช้ได้จริง: เปลี่ยนความสนใจให้เป็นยอดขาย
องค์ประกอบสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือกลไกการแปลงความสนใจให้เป็นการซื้อ (Conversion) ที่ง่ายและใช้งานได้จริง ณ จุดขาย สิทธิพิเศษที่มอบให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นส่วนลด, ของแถม, หรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ จะต้องสามารถนำไปใช้ที่หน้าร้านได้อย่างสะดวกและไร้รอยต่อ ตัวอย่างเช่น การที่ลูกค้าสามารถแสดง QR Code ที่ได้รับจากสื่อออนไลน์ให้พนักงานสแกนเพื่อรับส่วนลดได้ทันที หรือการใช้ LINE Coupon ที่เชื่อมต่อกับระบบ POS ของร้านค้า ประสบการณ์ที่ราบรื่นในขั้นตอนนี้จะสร้างความประทับใจและกระตุ้นให้เกิดการซื้อซ้ำได้
เจาะลึกเทรนด์ O2O และแนวปฏิบัติในประเทศไทย
ในตลาดประเทศไทยมีเทรนด์และแนวปฏิบัติที่น่าสนใจหลายประการซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปรับใช้กลยุทธ์ O2O ได้อย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ
Live Commerce: พลังของการตลาดแบบเรียลไทม์
การไลฟ์สดขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ โดยเฉพาะ TikTok กลายเป็นเทรนด์ที่มาแรงที่สุดในไทย แบรนด์จำนวนมากใช้ KOL หรือผู้มีอิทธิพลในการไลฟ์สดเพื่อเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่, นำเสนอโปรโมชันพิเศษ, และสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าแบบเรียลไทม์ กลยุทธ์ O2O ถูกนำมาใช้โดยการเสนอดีลพิเศษสำหรับผู้ที่ชมไลฟ์สดเพื่อนำไปใช้ซื้อสินค้าที่หน้าร้าน เป็นการดึงดูดลูกค้าจากหน้าจอให้เดินทางไปยังสาขาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน สื่อสิ่งพิมพ์ เช่น โปสเตอร์หน้าร้าน หรือใบปลิว ก็สามารถใช้เพื่อโปรโมตช่วงเวลาของการไลฟ์สด ทำให้เกิดการหมุนเวียนของลูกค้าระหว่างสองช่องทาง
Personalized Marketing: การตลาดที่รู้ใจผู้บริโภค
ด้วยข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่มากมาย ธุรกิจสามารถทำการตลาดที่ตอบสนองต่อความต้องการและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันของลูกค้าแต่ละรายได้ดียิ่งขึ้น การใช้ Data จากพฤติกรรมการซื้อออนไลน์มาวิเคราะห์ แล้วส่งข้อเสนอพิเศษผ่าน SMS Marketing หรือ Direct Mail ที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคล เพื่อเชิญชวนให้กลับมาซื้อสินค้าที่หน้าร้าน เป็นตัวอย่างของการทำ Personalized Marketing ในกลยุทธ์ O2O ที่สร้างความรู้สึกพิเศษและเพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้สูง
Mobile at the Center: สมาร์ทโฟนคือศูนย์กลางของทุกสิ่ง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าสมาร์ทโฟนคืออุปกรณ์ที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์ ทุกขั้นตอนของ Customer Journey ตั้งแต่การเห็นโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย, การค้นหาข้อมูล, ไปจนถึงการสแกน QR Code บนสื่อสิ่งพิมพ์เพื่อรับสิทธิ์ที่หน้าร้าน ล้วนเกิดขึ้นผ่านโทรศัพท์มือถือ ดังนั้น การออกแบบเว็บไซต์, Landing Page, และสื่อดิจิทัลทั้งหมดจึงต้องรองรับการใช้งานบนมือถือเป็นอันดับแรก (Mobile-First) เพื่อให้ประสบการณ์ของลูกค้าเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด
Omni-Channel: การผสานทุกช่องทางเพื่อประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ
การผสมผสานกลยุทธ์ O2O เข้ากับแนวคิด Omni-Channel ช่วยยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าไปอีกขั้น Omni-Channel คือการเชื่อมโยงทุกช่องทางการสื่อสารและการขาย (โซเชียลมีเดีย, E-Commerce, SMS, หน้าร้าน) ให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ากำลังสื่อสารกับแบรนด์เดียวกันไม่ว่าจะผ่านช่องทางใดก็ตาม ตัวอย่างเช่น ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าออนไลน์แล้วเลือกรับที่หน้าร้าน (Click and Collect) ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบของ O2O ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง
กรณีศึกษาจากการใช้งานจริง
เพื่อให้เห็นภาพการนำกลยุทธ์ O2O ไปใช้จริงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การพิจารณาจากกรณีศึกษาของแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จสามารถให้บทเรียนและแรงบันดาลใจได้เป็นอย่างดี
Pomelo: แบรนด์แฟชั่นที่ใช้ O2O ขับเคลื่อนธุรกิจ
Pomelo เป็นหนึ่งในแบรนด์แฟชั่นที่ใช้กลยุทธ์ O2O ได้อย่างโดดเด่น โดยมีการปรับวัฒนธรรมองค์กรให้ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer-Centric) อย่างแท้จริง Pomelo สร้าง Momentum และกระแสความสนใจผ่านการจ้าง KOL ชื่อดังมาทำการไลฟ์สดร่วมกับแพลตฟอร์ม TikTok เพื่อขายสินค้าคอลเลคชั่นใหม่ๆ พร้อมทั้งมอบโปรโมชันที่น่าดึงดูด นอกจากนี้ยังเสริมสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วย Personalized Marketing ที่นำเสนอสินค้าและโปรโมชันที่ตรงกับความสนใจของลูกค้าแต่ละคน และเชื่อมโยงประสบการณ์ออนไลน์เข้ากับการรับสินค้าหรือลองสินค้าที่หน้าร้านได้อย่างลงตัว
การประยุกต์ใช้ SMS Marketing ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
หลายธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มโทรคมนาคมอย่าง dtac Business ได้นำเสนอบริการส่ง SMS คุณภาพสูงเพื่อเป็นเครื่องมือในการทำ O2O Marketing การส่ง SMS พร้อมลิงก์หรือรหัสโปรโมชันไปยังฐานข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่ ช่วยให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เป็นการกระตุ้นให้ลูกค้าที่อาจจะไม่ได้ใช้งานออนไลน์ในขณะนั้น รับรู้ถึงโปรโมชันและเดินทางมายังหน้าร้านเพื่อใช้สิทธิ์ ซึ่งเป็นวิธีการเปลี่ยนผู้บริโภคที่อยู่ในโลกออฟไลน์ให้เข้ามามีส่วนร่วมกับแคมเปญและสร้างยอดขายได้ทันที
บทสรุป และก้าวต่อไปของการตลาด O2O
โดยสรุปแล้ว กลยุทธ์สื่อสิ่งพิมพ์ O2O ดึงลูกค้าออฟไลน์สู่ออนไลน์ 2026 ได้ปรับเปลี่ยนนิยามเป็นการใช้พลังของโลกออนไลน์เพื่อดึงดูดลูกค้ามาสู่หน้าร้านออฟไลน์ โดยมีสื่อสิ่งพิมพ์ทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญในการเชื่อมต่อประสบการณ์ผ่านเครื่องมืออย่าง QR Code, Coupon และรหัสส่วนลดต่างๆ ความสำเร็จของกลยุทธ์นี้ขึ้นอยู่กับการสร้างสรรค์ Content ที่น่าดึงดูด, การใช้ Data อย่างชาญฉลาดเพื่อทำความเข้าใจลูกค้า และการออกแบบกระบวนการ Conversion ที่ง่ายและใช้งานได้จริง ณ จุดขาย
สำหรับผู้ประกอบการ SME และธุรกิจทุกขนาดที่ต้องการนำกลยุทธ์ O2O มาปรับใช้ การเลือกใช้สื่อสิ่งพิมพ์ที่มีคุณภาพและออกแบบมาอย่างดีเพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ที่ GIANT PRINT เราคือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่พร้อมให้บริการออกแบบและผลิตสื่อทุกรูปแบบเพื่อตอบโจทย์กลยุทธ์ทางการตลาดของคุณ ไม่ว่าจะเป็น ฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์, นามบัตร, บัตรสะสมแต้ม, เมนูอาหาร, โบรชัวร์ และอื่นๆ อีกมากมาย ด้วยเครื่องพิมพ์มาตรฐานทันสมัยและทีมงานมืออาชีพที่พร้อมให้คำปรึกษา เราช่วยให้แบรนด์ของคุณสามารถสร้างสรรค์สื่อสิ่งพิมพ์ที่โดดเด่นและมีประสิทธิภาพในการดึงดูดลูกค้าจากโลกออนไลน์มาสู่ธุรกิจของคุณได้อย่างไร้รอยต่อ
สามารถดูผลงานและปรึกษาทีมงานของเราได้ผ่านช่องทางต่างๆ:
FACEBOOK PAGE |
LINE |
TIKTOK
หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่:
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
Email: [email protected]
