ส่องเทรนด์สีแพคเกจจิ้ง 2026! อัปเกรดแบรนด์ SME ให้โดดเด่น
- ภาพรวมของเทรนด์สีบรรจุภัณฑ์แห่งปี 2026
- ทำไมเทรนด์สีแพคเกจจิ้ง 2026 จึงสำคัญต่อธุรกิจ SME
-
เจาะลึก 5 เทรนด์สีแพคเกจจิ้งหลักประจำปี 2026
- 1. สีเดี่ยวทรงพลัง (Vivid Monochromes): หยุดทุกสายตาบนชั้นวาง
- 2. ความเรียบง่ายแต่พรีเมียม (Sophisticated Minimalism): น้อยแต่มากด้วยคุณค่า
- 3. สีสันแห่งวันวาน (Heritage & Retro-Inspired): สร้างความผูกพันผ่านความคุ้นเคย
- 4. โทนสีอุตสาหกรรมและเมทัลลิก (Industrial & Metallic Tones): สะท้อนความทันสมัยและแม่นยำ
- 5. ธรรมชาติที่เหนือกว่า (Upgraded Natural): ยั่งยืนอย่างมีสไตล์
- กลยุทธ์การเลือกใช้สีสำหรับ SME ไทย: จับคู่เทรนด์ให้ตรงจุด
- ข้อควรพิจารณาเพิ่มเติมในการออกแบบแพคเกจจิ้ง
- สรุป: สีสันคือเครื่องมือสร้างแบรนด์ที่ทรงพลัง
- ยกระดับแบรนด์ของคุณด้วยสื่อสิ่งพิมพ์คุณภาพ
ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง การสร้างความโดดเด่นให้กับสินค้าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการ SME และหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดคือ “สี” ของบรรจุภัณฑ์ บทความนี้จะพาไปส่องเทรนด์สีแพคเกจจิ้ง 2026! อัปเกรดแบรนด์ SME ให้โดดเด่น ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสื่อสารตัวตนของแบรนด์ ดึงดูดสายตาผู้บริโภค และสร้างการจดจำได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที
ภาพรวมของเทรนด์สีบรรจุภัณฑ์แห่งปี 2026

แนวโน้มการออกแบบบรรจุภัณฑ์ในปี 2026 มุ่งเน้นไปที่การสื่อสารที่ชัดเจน รวดเร็ว และสร้างผลกระทบทางอารมณ์ได้ทันที สีสันไม่ได้ถูกใช้เพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์ สะท้อนคุณค่า และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งบนชั้นวางสินค้าและโลกออนไลน์
- ความชัดเจนและการจดจำ: เทรนด์สีปี 2026 เน้นการใช้สีที่ทรงพลัง สามารถสื่อสารอัตลักษณ์ของแบรนด์ได้ทันที ทำให้ผู้บริโภคจดจำได้ง่ายแม้จะเห็นเพียงแวบเดียว
- ความยั่งยืนและความพรีเมียม: สองแนวคิดนี้จะถูกผสานเข้าด้วยกัน การเลือกใช้สีที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ แต่ถูกยกระดับให้ดูพรีเมียม จะเป็นกุญแจสำคัญในการสื่อสารถึงความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมโดยไม่ลดทอนความน่าสนใจของสินค้า
- การสื่อสารใน 3 วินาที: ในยุคที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมาย บรรจุภัณฑ์ต้องสามารถจับความสนใจและสื่อสารจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ได้ภายใน 3 วินาทีแรก ซึ่งสีมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการนี้
- ความเรียบง่ายที่ทรงพลัง: การออกแบบที่รกและซับซ้อนจะลดความนิยมลง ในขณะที่การออกแบบที่เรียบง่าย ใช้สีน้อยแต่มีประสิทธิภาพ พร้อมพื้นที่ว่างที่เหมาะสม จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดูสะอาด น่าเชื่อถือ และทันสมัย
ทำไมเทรนด์สีแพคเกจจิ้ง 2026 จึงสำคัญต่อธุรกิจ SME
สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่มีงบประมาณการตลาดจำกัด บรรจุภัณฑ์เปรียบเสมือน “พนักงานขายเงียบ” ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง การอัปเดตการออกแบบฉลากสินค้าและบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับเทรนด์สีล่าสุดจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า การเลือกใช้สีที่ถูกต้องสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างมหาศาล ตั้งแต่การดึงดูดลูกค้าใหม่ไปจนถึงการสร้างความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว
ในยุคดิจิทัลที่สินค้าถูกนำเสนอผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนเป็นหลัก สีของบรรจุภัณฑ์ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เพราะต้องโดดเด่นและอ่านง่ายแม้จะเป็นเพียงภาพขนาดเล็ก (Thumbnail) บนแพลตฟอร์ม E-commerce การเข้าใจและนำเทรนด์สีมาปรับใช้จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นในการแข่งขันเพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำและประสบความสำเร็จ
เจาะลึก 5 เทรนด์สีแพคเกจจิ้งหลักประจำปี 2026
แนวโน้มสีสำหรับปี 2026 มีความหลากหลายและตอบโจทย์กลยุทธ์ทางธุรกิจที่แตกต่างกันออกไป แต่ละเทรนด์มีจุดเด่นและบุคลิกที่ชัดเจน ซึ่งผู้ประกอบการสามารถเลือกนำไปปรับใช้ให้เข้ากับตัวตนของแบรนด์และกลุ่มเป้าหมายได้
1. สีเดี่ยวทรงพลัง (Vivid Monochromes): หยุดทุกสายตาบนชั้นวาง
เทรนด์นี้คือการใช้สีหลักเพียงสีเดียวที่สดและจัดจ้านครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของบรรจุภัณฑ์ เพื่อสร้าง “Shelf Impact” หรือความโดดเด่นบนชั้นวางสินค้า การใช้สีเดียวแบบโมโนโครมช่วยลดทอนสิ่งรบกวนสายตา ทำให้ผู้บริโภคโฟกัสที่ตัวผลิตภัณฑ์และชื่อแบรนด์ได้ทันที เป็นการประกาศตัวตนที่ชัดเจนและมั่นใจ
- คำจำกัดความ: การใช้สีพื้นเพียงสีเดียวที่มีความอิ่มตัวสูง เช่น แดงสด เหลืองมะนาว น้ำเงินโคบอลต์ หรือเขียวมรกต เพื่อสร้างการจดจำที่รวดเร็วและทรงพลัง
- ตัวอย่างการใช้งาน: แบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังที่ใช้สีเหลืองสดทั้งกระป๋อง, กล่องขนมที่ใช้สีแดงเข้มทั้งหมดเพื่อสื่อถึงรสชาติที่เข้มข้น, หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ใช้สีน้ำเงินสดใสเพื่อสื่อถึงความสะอาดและประสิทธิภาพ
- การประยุกต์ใช้สำหรับ SME: เหมาะสำหรับแบรนด์ที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัย กล้าหาญ และเป็นที่จดจำได้ง่าย โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องการแข่งขันในตลาดที่มีคู่แข่งจำนวนมาก การเลือกสีที่แตกต่างจากคู่แข่งอย่างสิ้นเชิงจะช่วยให้สินค้าโดดเด่นออกมาได้ทันที
2. ความเรียบง่ายแต่พรีเมียม (Sophisticated Minimalism): น้อยแต่มากด้วยคุณค่า
ความเรียบง่ายยังคงเป็นเทรนด์ที่ไม่เคยตกยุค แต่ในปี 2026 จะถูกยกระดับให้มีความพรีเมียมมากขึ้นผ่านการเลือกใช้สีที่สะอาดตา การจัดวางองค์ประกอบอย่างมีชั้นเชิง และการเน้นคุณภาพของวัสดุและเทคนิคการพิมพ์แทนการใช้กราฟิกที่ฉูดฉาด การออกแบบลักษณะนี้สร้างความรู้สึกน่าเชื่อถือ สะอาด และมีคุณภาพสูง
- คำจำกัดความ: การใช้โทนสีกลาง (Neutrals) หรือสีอ่อน (Pastels) ที่สบายตา เช่น สีขาวครีม เทาอ่อน เบจ หรือสีเขียวตุ่น ควบคู่ไปกับการใช้พื้นที่ว่าง (White Space) และตัวอักษร (Typography) ที่สวยงามคมชัด
- ตัวอย่างการใช้งาน: ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่ใช้กล่องสีขาวสะอาดพร้อมตัวอักษรสีดำเรียบหรู, ถุงกาแฟชนิดพิเศษที่ใช้สีเอิร์ธโทนอ่อนๆ พร้อมการปั๊มนูน (Embossing) โลโก้, หรือกล่องเครื่องประดับที่ใช้สีเทาเข้มตัดกับฟอยล์สีทอง
- การประยุกต์ใช้สำหรับ SME: เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสินค้าในกลุ่มสุขภาพ ความงาม อาหารออร์แกนิก หรือสินค้าที่ต้องการสื่อถึงความพิถีพิถันและความเป็นธรรมชาติ การลงทุนในวัสดุคุณภาพดีและเทคนิคการพิมพ์พิเศษ เช่น การเคลือบด้านหรือเงาเฉพาะจุด จะช่วยเสริมให้บรรจุภัณฑ์ดูแพงและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
3. สีสันแห่งวันวาน (Heritage & Retro-Inspired): สร้างความผูกพันผ่านความคุ้นเคย
เทรนด์นี้เป็นการนำคู่สีที่ได้รับความนิยมในยุค 70s, 80s และ 90s กลับมาตีความใหม่ให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น การใช้สีแนวเรโทรช่วยสร้างความรู้สึกอบอุ่น คุ้นเคย และน่าเชื่อถือ ทำให้ผู้บริโภครู้สึกผูกพันกับแบรนด์ได้ง่ายขึ้น เพราะเป็นการปลุกความทรงจำในเชิงบวก
- คำจำกัดความ: การใช้โทนสีที่ชวนให้นึกถึงอดีต เช่น สีส้มอิฐ (Burnt Orange) เขียวอะโวคาโด (Avocado Green) เหลืองมัสตาร์ด (Mustard Yellow) หรือสีน้ำตาลอมส้ม แต่ปรับเฉดสีให้มีความละมุนและทันสมัยมากขึ้น
- ตัวอย่างการใช้งาน: ฉลากน้ำอัดลมสูตรโบราณ, ซองขนมขบเคี้ยวที่ใช้ฟอนต์และสีสันสไตล์ยุค 80s, หรือแบรนด์เสื้อผ้าที่ใช้โทนสีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแฟชั่นยุคเก่า
- การประยุกต์ใช้สำหรับ SME: เหมาะสำหรับแบรนด์ที่มีเรื่องราวความเป็นมา (Brand Story) หรือต้องการสร้างภาพลักษณ์ที่ดูอบอุ่น เป็นกันเอง และน่าไว้วางใจ เช่น สินค้า OTOP ที่ต้องการยกระดับ, ร้านอาหารที่มีสูตรดั้งเดิม หรือสินค้าแฮนด์เมด
4. โทนสีอุตสาหกรรมและเมทัลลิก (Industrial & Metallic Tones): สะท้อนความทันสมัยและแม่นยำ
เทรนด์นี้สะท้อนถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความแม่นยำ และความแข็งแกร่ง การใช้สีและพื้นผิวที่ให้ความรู้สึกเหมือนโลหะหรือวัสดุในโรงงานอุตสาหกรรมช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดูทันสมัย น่าเชื่อถือ และมีประสิทธิภาพสูง
- คำจำกัดความ: การใช้สีเทาเฉดต่างๆ ตั้งแต่เทาอ่อนเหมือนคอนกรีตไปจนถึงเทาเข้มเหมือนเหล็ก รวมถึงการใช้สีเมทัลลิก เช่น เงิน โครเมียม ทองแดง หรือการใช้เทคนิคการพิมพ์ฟอยล์เพื่อสร้างความแวววาว
- ตัวอย่างการใช้งาน: ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสำหรับผู้ชาย, อาหารเสริมประสิทธิภาพสูง, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, หรือเครื่องมือช่าง
- การประยุกต์ใช้สำหรับ SME: เหมาะสำหรับสินค้าที่ต้องการสื่อถึงนวัตกรรม ความแม่นยำ และความทนทาน การผสมผสานพื้นผิวแบบด้าน (Matte) กับส่วนที่เป็นเมทัลลิก (Metallic) จะช่วยสร้างมิติและความน่าสนใจให้กับการออกแบบได้เป็นอย่างดี
5. ธรรมชาติที่เหนือกว่า (Upgraded Natural): ยั่งยืนอย่างมีสไตล์
กระแสความยั่งยืนยังคงมาแรง แต่ผู้บริโภคในปัจจุบันมองหาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและต้องดูดีมีสไตล์ไปพร้อมกัน เทรนด์นี้จึงเป็นการยกระดับสีเอิร์ธโทนแบบเดิมๆ ให้มีความซับซ้อนและน่าดึงดูดใจมากขึ้น เป็นการสื่อสารเรื่องความรักษ์โลกในรูปแบบที่พรีเมียมและน่าซื้อ
เทรนด์สีธรรมชาติปี 2026 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สีน้ำตาลของกระดาษคราฟท์ แต่เป็นการใช้สีที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติในแง่มุมต่างๆ เช่น สีเขียวเข้มของป่าลึก สีฟ้าครามของมหาสมุทร หรือสีดินเผาเทอราคอตต้า เพื่อสร้างความรู้สึกที่สดใหม่และน่าค้นหา
- คำจำกัดความ: การใช้สีเอิร์ธโทนที่มีความลึกและหลากหลาย เช่น เขียวมะกอก (Olive Green) น้ำเงินเข้ม (Deep Blue) สีแดงอมน้ำตาล (Terracotta) หรือสีเทาอมเขียว (Mushroom Grey)
- ตัวอย่างการใช้งาน: ผลิตภัณฑ์อาหารออร์แกนิก, เครื่องสำอางวีแกน, สินค้าไลฟ์สไตล์ที่เน้นความยั่งยืน, หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจากธรรมชาติ
- การประยุกต์ใช้สำหรับ SME: เป็นโอกาสสำหรับแบรนด์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมในการสร้างความแตกต่าง การเลือกใช้สีกลุ่มนี้พร้อมกับการสื่อสารเรื่องวัสดุบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กลยุทธ์การเลือกใช้สีสำหรับ SME ไทย: จับคู่เทรนด์ให้ตรงจุด
การเลือกเทรนด์สีที่เหมาะสมต้องพิจารณาจากเป้าหมายทางธุรกิจ ประเภทสินค้า และกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ตารางด้านล่างนี้คือแนวทางการจับคู่เทรนด์สีให้เข้ากับกลยุทธ์ของแบรนด์ SME
| เป้าหมายทางธุรกิจ | เทรนด์สีที่แนะนำ | เหตุผลและเทคนิคเพิ่มเติม |
|---|---|---|
| สร้างภาพลักษณ์พรีเมียม | ความเรียบง่ายแต่พรีเมียม (Sophisticated Minimalism) | ใช้สีหลักไม่เกิน 1-2 สี เน้นคุณภาพวัสดุ และเพิ่มเทคนิคพิเศษ เช่น การปั๊มนูน (Emboss) หรือการเคลือบด้าน/เงา เพื่อสร้างความหรูหรา |
| โดดเด่นบนชั้นวางและออนไลน์ | สีเดี่ยวทรงพลัง (Vivid Monochromes) | เลือกสีที่คอนทราสต์กับคู่แข่งในตลาดอย่างชัดเจน และต้องแน่ใจว่าสีและตัวอักษรยังคงอ่านง่ายเมื่อย่อเป็นภาพขนาดเล็กบนเว็บไซต์ |
| สร้างความน่าเชื่อถือ (อาหาร/สกินแคร์) | ธรรมชาติที่เหนือกว่า (Upgraded Natural) | เลือกใช้สีที่เชื่อมโยงกับความเป็นธรรมชาติ ความสะอาด และความปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค สื่อสารเรื่องส่วนผสมจากธรรมชาติควบคู่กันไป |
| สร้างการจดจำและเรื่องเล่า | สีสันแห่งวันวาน (Heritage & Retro-Inspired) | เหมาะสำหรับแบรนด์ที่มีประวัติยาวนาน หรือต้องการสร้างเรื่องราวที่อบอุ่น การใช้สีที่สม่ำเสมอในทุกผลิตภัณฑ์จะช่วยสร้างการจดจำแบรนด์ได้ดี |
| สะท้อนนวัตกรรมและความทันสมัย | โทนสีอุตสาหกรรมและเมทัลลิก (Industrial & Metallic) | ใช้เพื่อสื่อถึงเทคโนโลยี ความแม่นยำ และประสิทธิภาพสูง เหมาะกับสินค้าสำหรับผู้ชาย แกดเจ็ต หรือผลิตภัณฑ์ที่เน้นผลลัพธ์ |
ข้อควรพิจารณาเพิ่มเติมในการออกแบบแพคเกจจิ้ง
นอกจากการเลือกโทนสีหลักแล้ว ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่ช่วยส่งเสริมให้บรรจุภัณฑ์สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ความสำคัญของพื้นผิวและวัสดุ
สีจะดูแตกต่างกันไปบนวัสดุที่ต่างกัน การเลือกใช้วัสดุที่มีพื้นผิว (Texture) น่าสนใจ เช่น กระดาษผิวไม่เรียบ, พลาสติกรีไซเคิล, หรือกล่องเคลือบด้านแบบซอฟต์ทัช สามารถเพิ่มมิติและประสบการณ์สัมผัสที่ดีให้กับลูกค้าได้ การผสมผสานระหว่างพื้นผิวด้านและเงาเป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่ช่วยยกระดับการออกแบบให้ดูน่าสนใจโดยไม่ต้องเพิ่มสีสันให้วุ่นวาย
จิตวิทยาสีในบริบทของตลาดไทย
แม้เทรนด์สีจะเป็นสากล แต่การคำนึงถึงบริบททางวัฒนธรรมและความเชื่อของตลาดเป้าหมายก็เป็นสิ่งสำคัญ สีบางสีอาจมีความหมายพิเศษในวัฒนธรรมไทย เช่น สีทองสื่อถึงความหรูหราและมงคล, สีเขียวสื่อถึงธรรมชาติและความอุดมสมบูรณ์, สีฟ้าสื่อถึงความน่าเชื่อถือและความสงบ การทำความเข้าใจจิตวิทยาสีจะช่วยให้การสื่อสารของแบรนด์มีประสิทธิภาพและเข้าถึงใจผู้บริโภคชาวไทยได้ดียิ่งขึ้น
ความสม่ำเสมอของสีในทุกช่องทาง
เพื่อให้การสร้างแบรนด์เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สีประจำแบรนด์ (Brand Color) ที่ใช้บนบรรจุภัณฑ์ควรถูกนำไปใช้อย่างสม่ำเสมอในทุกช่องทางการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์, โซเชียลมีเดีย, สื่อโฆษณา หรือแม้แต่การตกแต่งหน้าร้าน ความสม่ำเสมอนี้จะช่วยตอกย้ำการรับรู้และสร้างการจดจำแบรนด์ที่แข็งแกร่งในใจของผู้บริโภค
สรุป: สีสันคือเครื่องมือสร้างแบรนด์ที่ทรงพลัง
การส่องเทรนด์สีแพคเกจจิ้ง 2026! อัปเกรดแบรนด์ SME ให้โดดเด่น เผยให้เห็นว่าสีไม่ใช่แค่ส่วนประกอบเพื่อความสวยงามอีกต่อไป แต่เป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้สีเดี่ยวที่ทรงพลังเพื่อสร้างความโดดเด่น, การใช้ความเรียบง่ายเพื่อสื่อถึงความพรีเมียม, หรือการใช้สีเรโทรเพื่อสร้างความผูกพันทางอารมณ์ ผู้ประกอบการ SME ที่เข้าใจและสามารถนำเทรนด์เหล่านี้มาปรับใช้ได้อย่างชาญฉลาด จะสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ดึงดูดลูกค้า และสร้างแบรนด์ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
ยกระดับแบรนด์ของคุณด้วยสื่อสิ่งพิมพ์คุณภาพ
การออกแบบที่ยอดเยี่ยมต้องมาพร้อมกับงานพิมพ์คุณภาพสูง GIANT PRINT คือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่พร้อมเป็นผู้ช่วยให้แบรนด์ SME ของคุณโดดเด่น ด้วยบริการออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์, สกรีนแก้วกาแฟ, นามบัตร, บัตรสะสมแต้ม, เมนูอาหาร, โบรชัวร์ และอื่นๆ อีกมากมาย
ด้วยเครื่องพิมพ์ Fuji Xerox มาตรฐานระดับโลกและวัสดุชั้นนำ ทำให้มั่นใจได้ว่าสีสันของงานพิมพ์จะสดใส คมชัด ตรงตามแบบที่ออกแบบไว้ พร้อมบริการไดคัทที่แม่นยำและทีมงานมืออาชีพที่พร้อมให้คำปรึกษาและออกแบบฟรี เพื่อให้ทุกชิ้นงานตอบโจทย์ธุรกิจของคุณได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่:
- FACEBOOK PAGE: GiantprintMedia
- LINE: @282iufnx
- TIKTOK: @giantprint_official
- Website: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
Email: [email protected]
