วิเคราะห์ราคา ‘กระดาษ’ ปี 2026: SME ควรรับมืออย่างไร?
การเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบในตลาดโลกเป็นความท้าทายสำคัญที่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ต้องเผชิญอย่างต่อเนื่อง การ วิเคราะห์ราคา ‘กระดาษ’ ปี 2026: SME ควรรับมืออย่างไร? จึงเป็นหัวข้อที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากความผันผวนของราคาเยื่อกระดาษส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ บทความนี้จะนำเสนอการวิเคราะห์แนวโน้มตลาดกระดาษในปี 2569 อย่างละเอียด พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางเชิงกลยุทธ์เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนและปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพท่ามกลางสภาวะตลาดที่ไม่แน่นอน
สรุปประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ

- แนวโน้มราคาแบบผสมผสาน: ตลาดกระดาษในปี 2026 มีสัญญาณการฟื้นตัวของราคาเยื่อกระดาษในระยะสั้น แต่ยังคงมีความเสี่ยงด้านราคาตกในระยะยาวจากภาวะอุปทานล้นตลาดและความต้องการที่ชะลอตัว
- ปัจจัยขับเคลื่อนหลัก: นโยบายการนำเข้าของจีน, การเปลี่ยนแปลงของอุปทานในยุโรป, และสภาวะเศรษฐกิจโลก เป็นตัวแปรกำหนดทิศทางราคาที่สำคัญซึ่งผู้ประกอบการต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
- ผลกระทบโดยตรงต่อ SME: ความผันผวนของราคาเยื่อกระดาษส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์โดยตรง ทำให้การบริหารจัดการต้นทุนกลายเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ
- กลยุทธ์การปรับตัว: SME ควรให้ความสำคัญกับการวางแผนจัดซื้อล่วงหน้า, การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต, การใช้วัสดุทดแทน, และการสร้างนวัตกรรมเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
ต้นทุนวัตถุดิบเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีนัยสำคัญต่อความอยู่รอดและความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ SME ในภาคการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพิงวัตถุดิบจากตลาดโลกอย่างกระดาษ ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยแวดล้อมที่หลากหลาย ตั้งแต่สภาวะเศรษฐกิจมหภาคไปจนถึงนโยบายของประเทศคู่ค้าหลัก การเปลี่ยนแปลงของราคาเยื่อกระดาษแม้เพียงเล็กน้อยสามารถส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่โรงงานผลิตกระดาษ โรงพิมพ์ ไปจนถึงผู้ประกอบการที่ใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษ
ดังนั้น การทำความเข้าใจต่อแนวโน้มและปัจจัยที่ส่งผลต่อราคากระดาษในปี 2569 จึงไม่ใช่เป็นเพียงการติดตามข้อมูลข่าวสาร แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการวางแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการจัดซื้อ, การกำหนดราคาขาย, หรือการบริหารจัดการสต็อกสินค้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด การเตรียมความพร้อมและมีความเข้าใจในพลวัตของตลาดจะช่วยให้ SME สามารถเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และนำพาธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน
ความสำคัญของการวิเคราะห์ราคากระดาษต่อธุรกิจ SME ในปี 2569
สำหรับผู้ประกอบการ SME ในกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์, บรรจุภัณฑ์, และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง การติดตามและ วิเคราะห์ราคา ‘กระดาษ’ ปี 2026: SME ควรรับมืออย่างไร? ถือเป็นภารกิจสำคัญที่ส่งผลต่อการดำเนินงานในหลายมิติ เนื่องจากกระดาษเป็นวัตถุดิบหลักที่คิดเป็นสัดส่วนสำคัญของต้นทุนการผลิต การเปลี่ยนแปลงของราคาจึงกระทบโดยตรงต่อกำไรขาดทุนของบริษัท ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ โรงพิมพ์, ผู้ผลิตฉลากสินค้าและสติกเกอร์, ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษ, รวมถึงธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษเป็นหลัก
ความสำคัญของการวิเคราะห์แนวโน้มราคาในปี 2569 นี้ เกิดขึ้นจากสภาวะตลาดโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ปัจจัยต่างๆ เช่น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ไม่เท่าเทียมกัน, ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศ, และนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ล้วนส่งผลให้ราคาเยื่อกระดาษมีความผันผวน การที่ SME สามารถคาดการณ์ทิศทางราคาได้ล่วงหน้าจะช่วยให้สามารถวางแผนการจัดซื้อได้อย่างเหมาะสม เช่น การสต็อกวัตถุดิบในช่วงที่ราคาต่ำ หรือการเจรจาต่อรองกับซัพพลายเออร์เพื่อทำสัญญาซื้อขายระยะยาวในราคาที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาและรักษาเสถียรภาพด้านต้นทุนได้เป็นอย่างดี
ภาพรวมและแนวโน้มตลาดกระดาษโลกปี 2026
ในปี 2569 ตลาดกระดาษและเยื่อกระดาษโลกแสดงให้เห็นถึงภาพรวมที่มีความซับซ้อน โดยมีทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของราคา การทำความเข้าใจในแต่ละมิติจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถมองเห็นภาพรวมและวางแผนรับมือได้อย่างถูกต้อง
สัญญาณการฟื้นตัวของราคาเยื่อกระดาษในระยะสั้น
ข้อมูลจากปลายปี 2568 ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณการฟื้นตัวของราคาเยื่อกระดาษ โดยเฉพาะเยื่อกระดาษเส้นใยสั้น (Short-Fiber Pulp) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตกระดาษพิมพ์เขียนและกระดาษทิชชู ราคาได้ปรับตัวสูงขึ้นจาก 502 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในไตรมาสที่ 3 มาอยู่ที่ 534 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 การฟื้นตัวนี้ได้รับแรงหนุนจากความเชื่อมั่นในตลาดที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงด้านอุปทานในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวนี้ยังคงถูกมองว่าเป็นปรากฏการณ์ในระยะสั้น และตลาดยังคงต้องเผชิญกับความเสี่ยงในระยะยาวต่อไป
ทิศทางราคากระดาษคราฟท์และผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต
ในทางกลับกัน ตลาดกระดาษคราฟท์ (Kraft Paper) ซึ่งใช้เป็นหลักในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ มีแนวโน้มราคาที่แตกต่างออกไป คาดการณ์ว่าราคาในตลาดโลกอาจปรับตัวลดลงจากระดับ 5,476 หยวนต่อตันในเดือนธันวาคม 2568 เหลือประมาณ 5,121 หยวนต่อตันในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งครอบคลุมถึงช่วงต้นปี 2569 แนวโน้มดังกล่าวถือเป็นปัจจัยบวกสำหรับผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์และกล่องกระดาษลูกฟูก เนื่องจากจะช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบและอาจส่งผลดีต่ออัตรากำไรของผู้ประกอบการในกลุ่มนี้
การเติบโตของตลาดบรรจุภัณฑ์และกระดาษอุตสาหกรรม
สำหรับตลาดในประเทศไทย คาดการณ์ว่าตลาดบรรจุภัณฑ์กระดาษจะเริ่มฟื้นตัวจากที่เคยหดตัว -0.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในปี 2568 กลับมาเติบโตที่ 1.5% ในปี 2569 และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องที่ 2.9% ในปี 2570 การฟื้นตัวนี้ได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจในประเทศที่ค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงต้นทุนกระดาษคราฟท์ที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายนอกอย่างการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกายังคงเป็นความท้าทาย
ในภาพรวมระดับโลก ตลาดกระดาษอุตสาหกรรม (Industrial Paper) คาดว่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 5.6% ในช่วงปี 2569-2575 มูลค่าตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 18,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 สู่ระดับ 29,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2575 โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นผู้นำตลาดด้วยสัดส่วนถึง 42.3% สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ในระยะยาว
เจาะลึกปัจจัยขับเคลื่อนทิศทางราคากระดาษ
การเปลี่ยนแปลงของราคากระดาษไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล แต่เป็นผลมาจากปัจจัยที่ซับซ้อนหลายประการ การทำความเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้ SME สามารถประเมินสถานการณ์และคาดการณ์ทิศทางตลาดได้ดียิ่งขึ้น
กลไกอุปสงค์และอุปทาน: ตัวแปรสำคัญของตลาดโลก
ปัจจัยด้านอุปสงค์และอุปทานยังคงเป็นหัวใจหลักในการกำหนดทิศทางราคา นโยบายของประเทศจีนในการควบคุมการนำเข้าเยื่อกระดาษรีไซเคิลอย่างเข้มงวด ได้ส่งผลให้ความต้องการเศษกระดาษลูกฟูกเก่า (Old Corrugated Containers – OCC) ในตลาดโลกลดลง ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตในจีนหันไปใช้กระดาษ Testliner ซึ่งมีราคาถูกกว่าเพื่อลดต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าจะมีการปิดกำลังการผลิตกระดาษเพิ่มเติมในทวีปยุโรปช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งจะส่งผลให้อุปทานในตลาดโลกลดลงและอาจเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นได้ในบางช่วงเวลา
นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการค้าของประเทศมหาอำนาจ เช่น จีนและสหรัฐอเมริกา มีอิทธิพลอย่างสูงต่อสมดุลอุปทานและราคาของวัตถุดิบกระดาษทั่วโลก ซึ่งผู้ประกอบการ SME จำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ความผันผวนของราคาเยื่อกระดาษในตลาดหลัก
ราคาเยื่อกระดาษซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำมีความผันผวนอย่างเห็นได้ชัด ข้อมูลล่าสุดจากปี 2568 แสดงให้เห็นความแตกต่างของราคาในแต่ละภูมิภาค โดยราคาเยื่อกระดาษในจีนอยู่ที่ 4,749.58 หยวนต่อตันในช่วงไตรมาสที่ 4 ขณะที่ราคาในสหรัฐอเมริกาสูงถึง 2,106 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในเดือนมิถุนายน ดัชนีราคาเยื่อกระดาษเส้นใยสั้นเองก็มีความผันผวนสูง โดยขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 361.41 ในเดือนกรกฎาคม ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ 355.33 ในเดือนสิงหาคม ความผันผวนเหล่านี้สะท้อนถึงความไม่แน่นอนในตลาดและส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนของผู้ผลิตกระดาษ
| รายการ | ราคา / ค่าดัชนี | ช่วงเวลา |
|---|---|---|
| ราคาเยื่อกระดาษ (จีน) | 4,749.58 หยวน/ตัน | ไตรมาส 4/2568 |
| ราคาเยื่อกระดาษ (สหรัฐอเมริกา) | 2,106 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน | มิถุนายน 2568 |
| ราคาเยื่อกระดาษเส้นใยสั้น (Q3/2568) | 502 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน | ไตรมาส 3/2568 |
| ราคาเยื่อกระดาษเส้นใยสั้น (Q4/2568) | 534 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน | ไตรมาส 4/2568 |
| ดัชนีราคาเยื่อใยสั้น (จุดสูงสุด) | 361.41 | กรกฎาคม 2568 |
ความเสี่ยงและปัจจัยกดดันที่ต้องจับตามอง
นอกเหนือจากปัจจัยข้างต้นแล้ว ยังมีความเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดได้ มาตรการภาษีศุลกากรระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนยังคงเป็นปัจจัยกดดันที่ทำให้ราคาเยื่อกระดาษเส้นใยสั้นในจีนปรับตัวลดลง และส่งผลให้ผู้ซื้อทั่วโลกมีความระมัดระวังในการสั่งซื้อมากขึ้น
ในระยะยาว (หลังปี 2570) ตลาดอาจเผชิญกับความเสี่ยงจากภาวะอุปทานล้นตลาด ซึ่งเป็นผลมาจากโครงการผลิตใหม่ๆ ที่จะเริ่มดำเนินการ ประกอบกับต้นทุนไม้ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักอาจปรับตัวลดลง ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลให้ราคากระดาษและเยื่อกระดาษกลับมาเป็นขาลงอีกครั้ง ซึ่ง SME จำเป็นต้องวางแผนเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนในระยะยาวนี้ด้วย
กลยุทธ์การรับมือสำหรับ SME ในอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์
ท่ามกลางความผันผวนของตลาด การเตรียมความพร้อมและมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ SME เพื่อลดผลกระทบด้านต้นทุนและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
การวางแผนจัดซื้อเชิงรุกเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุน
การบริหารจัดการการจัดซื้ออย่างมีกลยุทธ์เป็นด่านแรกในการควบคุมต้นทุน ผู้ประกอบการควรติดตามแนวโน้มราคาอย่างสม่ำเสมอ และพิจารณาวางแผนสั่งซื้อกระดาษล่วงหน้าในช่วงที่คาดว่าราคาจะอยู่ในระดับต่ำ เพื่อสร้างสต็อกวัตถุดิบไว้ใช้ในช่วงที่ราคาสูงขึ้น การทำเช่นนี้จะช่วยลดผลกระทบจากราคาที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันและช่วยให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนการพิมพ์ได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับซัพพลายเออร์หลายรายยังช่วยเพิ่มอำนาจในการต่อรองและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงผู้ขายเพียงรายเดียว
การเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนแฝงในกระบวนการผลิต
นอกจากการบริหารต้นทุนวัตถุดิบทางตรงแล้ว การลดต้นทุนทางอ้อมหรือต้นทุนแฝงในกระบวนการผลิตก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ผู้ประกอบการสามารถพิจารณาใช้วัสดุทดแทน เช่น เยื่อกระดาษรีไซเคิล หรือกระดาษ Testliner ในงานที่ไม่ต้องการคุณภาพความแข็งแรงสูงสุด เพื่อลดการพึ่งพิงเยื่อกระดาษบริสุทธิ์ (Virgin Pulp) หรือ OCC ที่มีราคาสูงกว่า นอกจากนี้ การปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องจักรเพื่อลดของเสีย (Waste) ในกระบวนการพิมพ์, การบริหารจัดการพลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด, และการวางแผนการผลิตเพื่อลดเวลาว่างของเครื่องจักร ล้วนเป็นแนวทางที่ช่วยลดต้นทุนรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ
การบริหารจัดการอัจฉริยะและสร้างความได้เปรียบด้วยนวัตกรรม
การแข่งขันในอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ไม่ได้วัดกันที่ราคาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป SME ควรหลีกเลี่ยงการเข้าสู่สงครามราคา ซึ่งจะบั่นทอนความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว แต่ควรหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มและนวัตกรรมแทน การวางแผนงานพิมพ์ให้คุ้มค่าที่สุดโดยไม่ลดทอนคุณภาพ, การนำเสนอเทคนิคการพิมพ์แบบใหม่ๆ, หรือการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์และตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้า จะช่วยสร้างความแตกต่างและความได้เปรียบในการแข่งขัน นอกจากนี้ การเตรียมพร้อมรับมือกับสินค้าจากจีนที่อาจทะลักเข้ามาในตลาดด้วยการชูจุดเด่นด้านคุณภาพ, บริการ, และความรวดเร็ว ก็เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ
ความสำคัญของการติดตามข้อมูลตลาดอย่างใกล้ชิด
สุดท้ายนี้ การตัดสินใจทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและทันท่วงที ผู้ประกอบการ SME ควรติดตามข่าวสารในอุตสาหกรรมอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อราคา เช่น การปิดโรงงานผลิตกระดาษในยุโรปในช่วงครึ่งแรกของปี 2569, การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของประเทศคู่ค้า, และแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะค่าเงินบาทที่หากแข็งค่าขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการที่เน้นการส่งออก
บทสรุปและแนวทางการปรับตัวเพื่อความยั่งยืน
โดยสรุป การ วิเคราะห์ราคา ‘กระดาษ’ ปี 2026: SME ควรรับมืออย่างไร? ชี้ให้เห็นว่าตลาดในปี 2569 มีแนวโน้มที่ผสมผสานกันระหว่างการฟื้นตัวของราคาในระยะสั้นและความเสี่ยงในระยะยาว ผู้ประกอบการ SME ในอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ต้องเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการต้นทุนท่ามกลางความไม่แน่นอนของตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ความท้าทายนี้สามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสได้หากมีการวางแผนและปรับตัวอย่างมีกลยุทธ์
หัวใจสำคัญของการรับมือคือการดำเนินธุรกิจเชิงรุก ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนจัดซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า, การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุนแฝง, การสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามราคา, และการติดตามข้อมูลข่าวสารเพื่อประกอบการตัดสินใจที่แม่นยำ การปรับตัวเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความผันผวนไปได้ แต่ยังเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่กำลังมองหาพันธมิตรที่เชี่ยวชาญด้านสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจร ที่ GIANT PRINT เราคือโรงงานผลิตที่พร้อมให้บริการออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์, สกรีนแก้วกาแฟ, นามบัตร, บัตรสะสมแต้ม, เมนูอาหาร, โบรชัวร์, การ์ดแต่งงาน และอื่นๆ อีกมากมาย ด้วยเครื่องพิมพ์มาตรฐานทันสมัยและวัสดุชั้นนำจากต่างประเทศ พร้อมทีมงานมืออาชีพที่พร้อมให้คำปรึกษาอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการและช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่:
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
Email: [email protected]
ติดตามผลงานและโปรโมชั่นได้ที่:
FACEBOOK PAGE | LINE | TIKTOK
