สีเพี้ยนเกิดจากอะไร? ไขข้อข้องใจ RGB vs CMYK ก่อนสั่งพิมพ์
สถานการณ์ที่นักออกแบบหรือเจ้าของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) มักประสบคือการออกแบบชิ้นงานดิจิทัล เช่น โลโก้, ฉลากสินค้า, หรือโบรชัวร์ ที่มีสีสันสดใสบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่เมื่อส่งไฟล์ไปโรงพิมพ์ ผลลัพธ์ที่ได้กลับมีสีที่หมองคล้ำหรือผิดเพี้ยนไปจากที่คาดหวัง ปัญหานี้สร้างความสับสนและอาจนำไปสู่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการแก้ไขงานพิมพ์ใหม่
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับปัญหาสีเพี้ยนในงานพิมพ์
- ความแตกต่างของระบบสี: สาเหตุหลักของปัญหาสีเพี้ยนเกิดจากความแตกต่างระหว่างระบบสี RGB (Red, Green, Blue) ที่ใช้สำหรับหน้าจอแสดงผล และระบบสี CMYK (Cyan, Magenta, Yellow, Key/Black) ที่ใช้สำหรับงานพิมพ์
- ขอบเขตสี (Gamut): ระบบสี RGB สามารถแสดงเฉดสีได้กว้างกว่า โดยเฉพาะสีที่สว่างและสดใส เช่น สีเขียวนีออน หรือสีน้ำเงินสด ซึ่งระบบการพิมพ์แบบ CMYK ไม่สามารถผลิตซ้ำได้อย่างสมบูรณ์
- การป้องกันปัญหา: การตั้งค่าไฟล์งานในโหมด CMYK ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการจำลองสีที่จะปรากฏบนสิ่งพิมพ์จริง ช่วยลดความคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้น
- การแปลงไฟล์: ควรแปลงไฟล์จาก RGB เป็น CMYK ด้วยตนเองก่อนส่งให้โรงพิมพ์ เพื่อให้สามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงของสีได้ดีกว่าการปล่อยให้ซอฟต์แวร์ของเครื่องพิมพ์แปลงโดยอัตโนมัติ
- การสื่อสารกับโรงพิมพ์: การปรึกษาและขอคำแนะนำจากโรงพิมพ์เกี่ยวกับโปรไฟล์สี (Color Profile) และการขอตัวอย่างงานพิมพ์ (Proof) ก่อนการผลิตจริง เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและตรงตามความต้องการ
การทำความเข้าใจว่า สีเพี้ยนเกิดจากอะไร? ไขข้อข้องใจ RGB vs CMYK ก่อนสั่งพิมพ์ จึงเป็นความรู้พื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ การมีความเข้าใจในหลักการทำงานของทั้งสองระบบสีจะช่วยให้สามารถจัดการไฟล์งานได้อย่างถูกต้อง ลดความผิดพลาด และมั่นใจได้ว่าผลงานที่ออกมาจะมีสีสันตรงตามอัตลักษณ์ของแบรนด์และวิสัยทัศน์ของผู้ออกแบบมากที่สุด
บทความนี้จะอธิบายถึงสาเหตุเชิงลึกของปัญหาสีเพี้ยน ความแตกต่างระหว่างระบบสี RGB และ CMYK อย่างละเอียด พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการเตรียมไฟล์งานก่อนส่งโรงพิมพ์ เพื่อให้ผู้ประกอบการและนักออกแบบสามารถผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีคุณภาพสีสูงสุดและหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต
ความแตกต่างพื้นฐานระหว่างระบบสี RGB และ CMYK
เพื่อที่จะเข้าใจต้นตอของปัญหาสีเพี้ยน จำเป็นต้องทำความรู้จักกับหลักการทำงานของระบบสีสองประเภทที่เป็นมาตรฐานในอุตสาหกรรมดิจิทัลและอุตสาหกรรมการพิมพ์ ซึ่งก็คือ RGB และ CMYK ทั้งสองระบบนี้มีวิธีการสร้างสีที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้มีข้อจำกัดและลักษณะการใช้งานที่ต่างกันออกไป
RGB: ระบบสีแห่งแสงสำหรับหน้าจอ
ระบบสี RGB ย่อมาจาก Red (แดง), Green (เขียว), และ Blue (น้ำเงิน) ซึ่งเป็นแม่สีของแสง หลักการทำงานของระบบนี้เรียกว่า “การผสมสีแบบบวก” (Additive Color Model) โดยเริ่มต้นจากพื้นหลังสีดำ (ไม่มีแสง) และทำการฉายแสงสีแดง เขียว และน้ำเงินในความเข้มที่แตกต่างกันเพื่อสร้างเป็นสีต่างๆ ขึ้นมา เมื่อนำแม่สีทั้งสามมาผสมกันด้วยความเข้มสูงสุด จะได้ผลลัพธ์เป็นแสงสีขาว
ด้วยเหตุนี้ ระบบสี RGB จึงเหมาะสำหรับอุปกรณ์ที่เปล่งแสงได้ด้วยตัวเอง เช่น
- จอคอมพิวเตอร์ และแล็ปท็อป
- หน้าจอสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต
- โทรทัศน์และโปรเจกเตอร์
- กล้องดิจิทัลและสแกนเนอร์
- เนื้อหาบนเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย
จุดเด่นของ RGB คือสามารถสร้างสีสันที่สว่างสดใสและมีชีวิตชีวาได้หลากหลายเฉดสี รวมถึงสีที่ใกล้เคียงกับสีสะท้อนแสงหรือสีนีออน ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้แสงเป็นตัวสร้างสีโดยตรง
CMYK: ระบบสีของหมึกเพื่องานพิมพ์
ในทางกลับกัน ระบบสี CMYK ถูกออกแบบมาสำหรับสื่อสิ่งพิมพ์ หลักการทำงานของระบบนี้เรียกว่า “การผสมสีแบบลบ” (Subtractive Color Model) ซึ่งเป็นการใช้หมึกสีมาพิมพ์ลงบนพื้นผิววัสดุ (โดยทั่วไปคือกระดาษสีขาว) เพื่อดูดซับ (ลบ) ความยาวคลื่นแสงบางส่วน และสะท้อนแสงส่วนที่เหลือเข้าสู่สายตาของเรา ทำให้เรามองเห็นเป็นสีต่างๆ
ระบบ CMYK ประกอบด้วยแม่สี 4 สี ได้แก่:
- C – Cyan (สีฟ้าอมเขียว)
- M – Magenta (สีชมพูอมม่วง)
- Y – Yellow (สีเหลือง)
- K – Key หรือ Black (สีดำ)
เหตุผลที่ใช้ตัวอักษร ‘K’ แทน ‘B’ (Black) ก็เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนกับ ‘B’ (Blue) ในระบบ RGB และคำว่า “Key” ยังหมายถึง Key Plate ในกระบวนการพิมพ์ ซึ่งเป็นแม่พิมพ์สีดำที่ใช้เพิ่มความคมชัดและรายละเอียดของภาพ การผสมหมึก C, M, และ Y ในทางทฤษฎีควรจะได้สีดำ แต่ในทางปฏิบัติมักจะได้เป็นสีน้ำตาลเข้ม จึงจำเป็นต้องใช้หมึกสีดำ (K) เข้ามาช่วยเพื่อให้ได้สีดำที่สนิทและช่วยประหยัดหมึกสีอื่น
ตารางเปรียบเทียบ RGB vs CMYK
| คุณสมบัติ | ระบบสี RGB | ระบบสี CMYK |
|---|---|---|
| สื่อที่ใช้ | จอคอมพิวเตอร์, โทรศัพท์, เว็บไซต์, สื่อดิจิทัล | งานพิมพ์, โบรชัวร์, นามบัตร, บรรจุภัณฑ์ |
| หลักการทำงาน | การผสมแสง (Additive) – ยิ่งเพิ่มแสงยิ่งสว่างเข้าใกล้สีขาว | การผสมหมึก (Subtractive) – ดูดซับแสง ยิ่งผสมสียิ่งเข้มเข้าใกล้สีดำ |
| แม่สีหลัก | แดง (Red), เขียว (Green), น้ำเงิน (Blue) | ฟ้า (Cyan), ชมพู (Magenta), เหลือง (Yellow), ดำ (Key/Black) |
| ลักษณะสี | สว่าง สดใส มีสีเรืองแสง และมีขอบเขตสีที่กว้าง | นุ่มนวลหรือหม่นกว่า RGB มีขอบเขตสีที่แคบกว่า |
สาเหตุหลักที่ทำให้สีเพี้ยน: ไขข้อข้องใจ RGB vs CMYK ก่อนสั่งพิมพ์
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือการคาดหวังว่าสีที่สดใสบนหน้าจอจะสามารถถูกพิมพ์ออกมาได้เหมือนกันทุกประการบนกระดาษ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนของสีเมื่อเปลี่ยนจากไฟล์ดิจิทัล (RGB) ไปเป็นสิ่งพิมพ์ (CMYK)
ขอบเขตสี (Color Gamut) ที่ไม่เท่ากัน
สาเหตุที่สำคัญที่สุดคือ “ขอบเขตสี” (Color Gamut) ซึ่งหมายถึงช่วงของสีทั้งหมดที่ระบบสีหนึ่งๆ สามารถแสดงผลหรือผลิตได้ ระบบสี RGB มีขอบเขตสีที่กว้างกว่าระบบ CMYK อย่างมีนัยสำคัญ หมายความว่า RGB สามารถสร้างเฉดสีได้มากกว่า โดยเฉพาะสีที่มีความอิ่มตัวสูง (Saturated Colors) และสว่างมาก เช่น:
- สีน้ำเงินสด (Vibrant Blue)
- สีเขียวเข้มหรือเขียวนีออน (Deep/Neon Green)
- สีส้มและสีแดงที่สว่างจัด
- สีสะท้อนแสงและสีที่ใกล้เคียงนีออนทั้งหมด
สีเหล่านี้อยู่นอกขอบเขต (Out of Gamut) ของระบบ CMYK ซึ่งไม่สามารถผสมหมึกเพื่อสร้างสีเหล่านี้บนกระดาษได้ เมื่อไฟล์ RGB ที่มีสีเหล่านี้ถูกส่งไปพิมพ์ ผลลัพธ์ที่ได้จึงจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนไป
กระบวนการแปลงสีอัตโนมัติที่ไม่สมบูรณ์
หากส่งไฟล์ที่ตั้งค่าเป็นโหมด RGB ไปยังโรงพิมพ์ ซอฟต์แวร์หรือเครื่องพิมพ์จะทำการแปลงสีเป็น CMYK โดยอัตโนมัติ กระบวนการนี้เรียกว่า “Gamut Mapping” ซึ่งระบบจะพยายามจับคู่สี RGB ที่อยู่นอกขอบเขตไปหาเฉดสี CMYK ที่ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือสีที่เคยสดใสจะถูกปรับให้มีความอิ่มตัวลดลงหรือเปลี่ยนโทนไปอย่างเห็นได้ชัด เช่น สีน้ำเงินไฟฟ้าอาจกลายเป็นสีน้ำเงินเข้มที่ดูหม่นลง หรือสีเขียวมะนาวอาจกลายเป็นสีเขียวทึบ
ธรรมชาติของตัวกลาง: แสงจากจอภาพ vs. แสงสะท้อนบนกระดาษ
ความแตกต่างทางกายภาพของสื่อก็เป็นปัจจัยสำคัญ หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นแหล่งกำเนิดแสงในตัวเอง (Emissive) สามารถเปล่งแสงออกมาทำให้สีดูเรืองรองและสว่าง ในขณะที่กระดาษเป็นวัตถุที่สะท้อนแสง (Reflective) สีที่เราเห็นบนงานพิมพ์คือผลลัพธ์ของแสงจากสภาพแวดล้อมที่ตกกระทบหมึกแล้วสะท้อนเข้าตา ดังนั้น งานพิมพ์จึงไม่สามารถเลียนแบบความสว่างหรือความเรืองแสงที่มาจากหน้าจอได้โดยธรรมชาติ
ปัจจัยทางเทคนิคและสภาพแวดล้อมอื่นๆ
นอกเหนือจากความแตกต่างของระบบสีแล้ว ยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการรับรู้สีในงานพิมพ์ ซึ่งล้วนแต่ต้องนำมาพิจารณาเพื่อผลลัพธ์ที่แม่นยำที่สุด
- โปรไฟล์สี (Color Profile) ไม่ตรงกัน: อุปกรณ์แต่ละชิ้น เช่น จอภาพ, สแกนเนอร์, และเครื่องพิมพ์ อาจมีการตีความค่าสีที่แตกต่างกัน การใช้โปรไฟล์สีที่ไม่สอดคล้องกันจะทำให้การแสดงผลคลาดเคลื่อน
- วัสดุที่ใช้พิมพ์มีผลอย่างมาก: ชนิดของกระดาษส่งผลต่อการดูดซับหมึกและการสะท้อนแสง ตัวอย่างเช่น กระดาษอาร์ตมันจะให้สีที่สดกว่ากระดาษปอนด์ที่ไม่เคลือบผิว หรือกระดาษรีไซเคิลซึ่งอาจมีโทนสีเหลืองนวล ทำให้สีที่พิมพ์ออกมาดูแตกต่างกันแม้จะใช้ไฟล์เดียวกัน
- คุณภาพเครื่องพิมพ์และการตั้งค่า: ชนิดของหมึก, การปรับเทียบสีของเครื่องพิมพ์ (Calibration), ความละเอียดในการพิมพ์, และปริมาณหมึกที่ใช้ ล้วนส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพสีของชิ้นงานสุดท้าย
- สภาพแวดล้อมในการดูชิ้นงาน: สีของชิ้นงานเดียวกันอาจดูแตกต่างไปเมื่อมองภายใต้สภาพแสงที่ต่างกัน เช่น แสงแดดธรรมชาติ, แสงไฟนีออนสีขาวนวล (Cool White), หรือแสงไฟสีวอร์มไวท์ (Warm White)
แนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันไฟล์งานพิมพ์สีไม่เพี้ยน
เพื่อลดความเสี่ยงของปัญหาสีเพี้ยนและควบคุมคุณภาพงานพิมพ์ให้ได้ใกล้เคียงกับที่ออกแบบไว้บนหน้าจอมากที่สุด ควรปฏิบัติตามขั้นตอนและแนวทางที่แนะนำดังต่อไปนี้
เริ่มต้นให้ถูกต้อง: ออกแบบในโหมด CMYK
วิธีที่ดีที่สุดคือการตั้งค่าโหมดสีของไฟล์ในโปรแกรมออกแบบ (เช่น Adobe Photoshop, Illustrator, InDesign) เป็น CMYK ตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการออกแบบ หากโปรเจกต์นั้นมีเป้าหมายสุดท้ายเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ การทำเช่นนี้จะทำให้ผู้ออกแบบทำงานอยู่ภายใต้ขอบเขตสีของ CMYK ตั้งแต่แรก ช่วยให้เห็นข้อจำกัดและเลือกใช้สีที่สามารถพิมพ์ออกมาได้จริง ลดความประหลาดใจเมื่อเห็นผลงานพิมพ์ครั้งสุดท้าย
แปลงไฟล์และตรวจสอบสีอย่างมืออาชีพ
ในกรณีที่ไฟล์ต้นฉบับเป็น RGB ควรทำการแปลงไฟล์เป็น CMYK ด้วยตนเองก่อนส่งโรงพิมพ์ อย่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเครื่องพิมพ์ เพราะจะทำให้สูญเสียการควบคุม โปรแกรมออกแบบส่วนใหญ่มีเครื่องมือช่วยตรวจสอบสีที่อยู่นอกขอบเขตของ CMYK เช่น Gamut Warning ซึ่งจะแสดงพื้นที่สีที่มีปัญหา ทำให้สามารถปรับแก้เฉดสีเหล่านั้นได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ การใช้ฟังก์ชัน Soft Proof ยังช่วยจำลองการแสดงผลของสีบนหน้าจอให้ใกล้เคียงกับสีที่จะปรากฏบนกระดาษตามโปรไฟล์สีที่เลือกได้
การสื่อสารกับโรงพิมพ์คือกุญแจสำคัญ
การสื่อสารกับโรงพิมพ์ที่เลือกใช้บริการเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ควรสอบถามข้อมูลต่อไปนี้:
- โปรไฟล์สีที่แนะนำ: โรงพิมพ์อาจมีโปรไฟล์สีเฉพาะสำหรับเครื่องพิมพ์และกระดาษของตน การใช้โปรไฟล์ที่ถูกต้องจะช่วยให้การแปลงสีแม่นยำยิ่งขึ้น
- ขอตัวอย่างงานพิมพ์ (Proof): สำหรับงานที่ต้องการความแม่นยำของสีสูง เช่น บรรจุภัณฑ์หรือแคตตาล็อกสินค้า ควรขอ Digital Proof หรือ Contract Proof เพื่อตรวจสอบและอนุมัติสีก่อนการผลิตจำนวนมาก
- พิมพ์ตัวอย่างบนวัสดุจริง: การดูไฟล์บนหน้าจอเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันสีสุดท้ายได้ การได้เห็นตัวอย่างที่พิมพ์บนวัสดุจริงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตรวจสอบผลลัพธ์
พิจารณาสีพิเศษ (Pantone) สำหรับงานที่ต้องการความแม่นยำสูง
หากสีของโลโก้หรือสีประจำแบรนด์มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดและต้องการความแม่นยำสูงสุดในทุกครั้งที่พิมพ์ การพิมพ์ด้วยระบบ CMYK อาจไม่เพียงพอ ในกรณีนี้ควรพิจารณาใช้ สีพิเศษ (Spot Color) หรือสี Pantone ซึ่งเป็นระบบการผสมสีมาตรฐานที่ใช้หมึกผสมสำเร็จเฉพาะสีนั้นๆ ทำให้ได้สีที่ตรงกันทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ที่โรงพิมพ์ใดก็ตาม แม้จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า แต่ก็รับประกันความสม่ำเสมอของสีได้ดีที่สุด
ตรวจสอบค่า Total Ink Coverage
ในพื้นที่ที่มีสีเข้มมาก โดยเฉพาะสีดำสนิท การใช้หมึกทั้ง 4 สีในปริมาณที่สูงเกินไป (เช่น C:100, M:100, Y:100, K:100) อาจทำให้หมึกไม่แห้งสนิท เลอะ หรือสีเปลี่ยนได้ ควรตรวจสอบข้อกำหนดของโรงพิมพ์เกี่ยวกับค่า Total Ink Coverage สูงสุดที่รับได้ และปรับค่าสีให้เหมาะสม เช่น การใช้สีดำแบบ Rich Black ที่มีการผสมสีอื่นในสัดส่วนที่พอเหมาะ
สรุปการเลือกใช้โหมดสีให้เหมาะสมกับงาน
- ใช้ RGB เมื่อไร: สำหรับงานที่จะแสดงผลผ่านหน้าจอทั้งหมด เช่น การออกแบบเว็บไซต์, แบนเนอร์โฆษณาออนไลน์, โพสต์สำหรับโซเชียลมีเดีย, งานนำเสนอ (Presentation), และวิดีโอ
- ใช้ CMYK เมื่อไร: สำหรับงานที่จะถูกนำไปพิมพ์ลงบนวัสดุทางกายภาพทั้งหมด เช่น นามบัตร, โบรชัวร์, โปสเตอร์, หนังสือ, ใบปลิว, ฉลากสินค้า, และบรรจุภัณฑ์ทุกชนิด
หากโปรเจกต์เดียวกันต้องใช้งานทั้งในรูปแบบดิจิทัลและสิ่งพิมพ์ แนวทางที่ดีที่สุดคือการสร้างไฟล์ต้นฉบับ (Master File) ที่มีความละเอียดสูง และบันทึกแยกออกมาเป็นเวอร์ชัน RGB สำหรับใช้บนเว็บ และเวอร์ชัน CMYK สำหรับส่งโรงพิมพ์
บทสรุปและแนวทางแก้ไข
ปัญหาสีเพี้ยนในงานพิมพ์ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของระบบสีใดระบบสีหนึ่ง แต่เกิดจากการเลือกใช้ระบบสีไม่เหมาะสมกับประเภทของงาน ระบบสี RGB ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการแสดงผลด้วยแสง ในขณะที่ CMYK ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการพิมพ์ด้วยหมึก การทำความเข้าใจในความแตกต่างพื้นฐานนี้คือขั้นตอนแรกในการแก้ไขปัญหา การเตรียมไฟล์งานพิมพ์โดยตั้งค่าเป็นโหมด CMYK ตั้งแต่ต้น, การตรวจสอบสีที่อยู่นอกขอบเขต, การแปลงไฟล์อย่างถูกวิธี, และการสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับโรงพิมพ์ คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ผลงานพิมพ์มีสีสันที่ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นไปตามที่คาดหวัง
สำหรับผู้ประกอบการ SME หรือนักออกแบบที่ต้องการความมั่นใจสูงสุดในคุณภาพงานพิมพ์ การเลือกใช้บริการโรงพิมพ์ที่มีความเชี่ยวชาญและพร้อมให้คำปรึกษาเป็นสิ่งสำคัญ GIANT PRINT คือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่เข้าใจความต้องการของลูกค้า มีทีมงานมืออาชีพพร้อมให้คำแนะนำและตรวจสอบไฟล์งานก่อนการผลิต เพื่อให้มั่นใจว่าสีสันของฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์, นามบัตร หรือสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ ของท่านจะออกมาสดใส คมชัด และตรงตามอัตลักษณ์ของแบรนด์ ด้วยเครื่องพิมพ์ Fuji Xerox คุณภาพสูงและวัสดุชั้นนำ พร้อมบริการออกแบบและไดคัทฟรี จัดส่งรวดเร็วทั่วประเทศ
สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติม หรือปรึกษาเรื่องการเตรียมไฟล์งานพิมพ์ได้ที่:
FACEBOOK PAGE: GiantprintMedia
LINE: @282iufnx
TIKTOK: @giantprint_official
Website: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ: 082-2262660
Email: [email protected]
