พิมพ์งานทำไมสีเพี้ยน? รู้จักระบบสี CMYK ก่อนสั่งทำป้าย
- สรุปประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ
- ไขข้อสงสัย: ทำไมสีที่เห็นบนจอไม่ตรงกับงานพิมพ์
- ทำความเข้าใจระบบสี CMYK: หัวใจของงานพิมพ์
- ความแตกต่างระหว่างระบบสี RGB และ CMYK
- เจาะลึก 10 สาเหตุหลักที่ทำให้งานพิมพ์สีเพี้ยน
- 1. การใช้ไฟล์ต้นฉบับในโหมดสี RGB
- 2. ความไม่เสถียรของเครื่องพิมพ์
- 3. ความแตกต่างของล็อตกระดาษ
- 4. อิทธิพลของสภาพแสง (Metamerism)
- 5. ความละเอียดของไฟล์ภาพไม่เพียงพอ
- 6. การเลือกใช้วัสดุพิมพ์ที่ไม่เหมาะสม
- 7. คุณภาพของหมึกพิมพ์
- 8. การตั้งค่าโปรไฟล์สีที่ไม่ถูกต้อง
- 9. หน้าจอแสดงผลที่ไม่ได้ปรับเทียบสี (Uncalibrated Monitor)
- 10. ขาดการใช้มาตรฐานสีอ้างอิง
- แนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาสีเพี้ยนก่อนสั่งผลิต
- บทสรุปและการเลือกโรงพิมพ์มืออาชีพ
ปัญหาการออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น ป้าย ฉลากสินค้า หรือโบรชัวร์ ที่สีสันสวยงามบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่เมื่อพิมพ์ออกมาจริงกลับได้สีที่ผิดเพี้ยนไป เป็นสถานการณ์ที่ผู้ประกอบการและนักออกแบบจำนวนมากเคยประสบ บทความนี้จะเจาะลึกถึงสาเหตุของปัญหา พิมพ์งานทำไมสีเพี้ยน? รู้จักระบบสี CMYK ก่อนสั่งทำป้าย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับมาตรฐานสีในอุตสาหกรรมการพิมพ์ และนำเสนอแนวทางแก้ไขเพื่อให้ได้ผลงานที่มีสีสันตรงตามความต้องการมากที่สุด
สรุปประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ

- ความแตกต่างของระบบสี: สีบนหน้าจอ (RGB) ใช้หลักการเปล่งแสงเพื่อสร้างสีสันสดใส ในขณะที่งานพิมพ์ (CMYK) ใช้หลักการดูดกลืนแสงของหมึกพิมพ์ ทำให้ขอบเขตสี (Gamut) แคบกว่า
- สาเหตุหลักของสีเพี้ยน: ปัญหาหลักเกิดจากการออกแบบไฟล์งานในโหมด RGB แล้วนำไปพิมพ์ด้วยระบบ CMYK ซึ่งทำให้สีดรอปลง ขาดความสดใส และอาจเกิดความคลาดเคลื่อนของเฉดสี
- การตั้งค่าไฟล์ที่ถูกต้อง: ควรตั้งค่าโหมดสีของไฟล์ในโปรแกรมออกแบบเป็น CMYK ตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการทำงาน เพื่อจำกัดการใช้สีให้อยู่ในขอบเขตที่เครื่องพิมพ์สามารถทำได้
- ความสำคัญของการพิสูจน์อักษรสี (Proof): การขอตัวอย่างงานพิมพ์ (Proof) จากโรงพิมพ์ก่อนการผลิตจริง เป็นขั้นตอนสำคัญในการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของสี ช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหาย
- ปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ: คุณภาพเครื่องพิมพ์, ชนิดของกระดาษ, คุณภาพหมึก, และสภาพแสงในการดูผลงาน ล้วนส่งผลต่อการรับรู้สีของงานพิมพ์ทั้งสิ้น
ไขข้อสงสัย: ทำไมสีที่เห็นบนจอไม่ตรงกับงานพิมพ์
ปรากฏการณ์ที่สีของงานพิมพ์ไม่ตรงกับที่เห็นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องทางเทคนิคที่เกิดขึ้นเป็นปกติในอุตสาหกรรมการพิมพ์ สาเหตุพื้นฐานที่สุดมาจากความแตกต่างของ “โมเดลสี” (Color Model) ที่อุปกรณ์แต่ละชนิดใช้ในการสร้างภาพ สำหรับเจ้าของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) หรือผู้ที่ต้องเกี่ยวข้องกับการสั่งผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ การทำความเข้าใจความแตกต่างนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์และความสม่ำเสมอของสินค้า การรับรู้ว่าสีที่สดใสจัดจ้านบนจออาจไม่สามารถผลิตซ้ำได้บนกระดาษจะช่วยให้การออกแบบและการสื่อสารกับโรงพิมพ์เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ลดความผิดหวังและค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นจากการแก้ไขงาน
ทำความเข้าใจระบบสี CMYK: หัวใจของงานพิมพ์
ระบบสี CMYK คือมาตรฐานหลักที่ใช้ในอุตสาหกรรมการพิมพ์ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ออฟเซ็ต (Offset) หรือดิจิทัล (Digital) ชื่อ CMYK เป็นตัวย่อมาจากแม่สี 4 สีที่ใช้เป็นพื้นฐานในการผสมเพื่อสร้างเฉดสีนับล้านบนวัสดุพิมพ์ต่างๆ เช่น กระดาษ สติกเกอร์ หรือไวนิล การทำงานของระบบนี้เป็นการผสมสีแบบ “ลบ” (Subtractive Color Model) ซึ่งตรงกันข้ามกับการผสมสีแบบ “บวก” (Additive Color Model) ของหน้าจอแสดงผล
องค์ประกอบของแม่สี CMYK
แม่สีทั้งสี่ในระบบ CMYK ประกอบด้วย:
- C (Cyan): สีฟ้าอมเขียว เป็นแม่สีที่ทำหน้าที่ดูดกลืนแสงสีแดง
- M (Magenta): สีม่วงแดง (หรือชมพูบานเย็น) เป็นแม่สีที่ทำหน้าที่ดูดกลืนแสงสีเขียว
- Y (Yellow): สีเหลือง เป็นแม่สีที่ทำหน้าที่ดูดกลืนแสงสีน้ำเงิน
- K (Key/Black): สีดำ ทำหน้าที่เป็นสีหลัก (Key) เพื่อเพิ่มความลึก คมชัด และคอนทราสต์ให้กับภาพ การใช้ K แทน B (Black) เพื่อหลีกเลี่ยงการสับสนกับ B (Blue) ในระบบสี RGB
ในทางทฤษฎี การผสมสี C, M, และ Y ในปริมาณเท่ากันควรจะได้สีดำ แต่ในความเป็นจริงเนื่องจากความไม่บริสุทธิ์ของเม็ดสีในหมึกพิมพ์ ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือเทาเข้ม จึงจำเป็นต้องเพิ่มหมึกสีดำ (K) เข้ามาเพื่อให้ได้สีดำที่สนิทและช่วยประหยัดหมึกสีอื่นในการสร้างพื้นที่สีเข้ม
กระบวนการทำงานของสี CMYK
กระบวนการพิมพ์แบบ CMYK ทำงานโดยการพิมพ์หมึกแต่ละสีลงบนพื้นผิววัสดุ (โดยทั่วไปคือกระดาษสีขาว) เป็นจุดเล็กๆ ที่เรียกว่า “Halftone Dots” ในมุมที่แตกต่างกัน เมื่อแสงสีขาวตกกระทบลงบนหมึกพิมพ์ หมึกแต่ละสีจะดูดกลืนความยาวคลื่นแสงบางส่วนและสะท้อนส่วนที่เหลือกลับมาสู่สายตาเรา การผสมผสานของแสงที่สะท้อนจากจุดสีต่างๆ ทำให้สมองของเรารับรู้และตีความออกมาเป็นเฉดสีที่หลากหลายตามที่ออกแบบไว้ ดังนั้น สีที่เราเห็นจากงานพิมพ์จึงขึ้นอยู่กับการสะท้อนแสง ไม่ใช่การเปล่งแสงเหมือนหน้าจอ
ความแตกต่างระหว่างระบบสี RGB และ CMYK
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบคุณสมบัติหลักระหว่างระบบสี RGB และ CMYK จะช่วยอธิบายว่าทำไมการแปลงไฟล์จากระบบหนึ่งไปยังอีกระบบหนึ่งจึงทำให้สีเปลี่ยนไป
| คุณสมบัติ | ระบบสี RGB (Red, Green, Blue) | ระบบสี CMYK (Cyan, Magenta, Yellow, Key) |
|---|---|---|
| หลักการทำงาน | การผสมสีแบบบวก (Additive) – เริ่มจากพื้นหลังสีดำและเพิ่มแสงสีเพื่อสร้างสีต่างๆ | การผสมสีแบบลบ (Subtractive) – เริ่มจากพื้นหลังสีขาว (กระดาษ) และใช้หมึกดูดกลืนแสง |
| การใช้งานหลัก | อุปกรณ์แสดงผลดิจิทัล เช่น จอคอมพิวเตอร์, สมาร์ทโฟน, โทรทัศน์, กล้องดิจิทัล | สื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิด เช่น นิตยสาร, โบรชัวร์, ฉลากสินค้า, ป้ายโฆษณา |
| ขอบเขตสี (Gamut) | กว้างกว่า สามารถแสดงสีที่สดใสและจัดจ้านได้มากกว่า เช่น สีเขียวนีออน สีน้ำเงินไฟฟ้า | แคบกว่า ไม่สามารถพิมพ์สีที่สดใสเท่ากับที่เห็นในโหมด RGB ได้ |
| สีดำ | เกิดจากการปิดพิกเซลทั้งหมด (ไม่มีแสง) ทำให้ได้สีดำสนิท | เกิดจากการผสม C, M, Y และ K โดยสีดำที่สนิทที่สุดต้องใช้ค่า K=100 |
| สีขาว | เกิดจากการผสม R, G, B ที่ความสว่างสูงสุด | คือสีของพื้นผิววัสดุพิมพ์ (เช่น สีขาวของกระดาษ) |
เจาะลึก 10 สาเหตุหลักที่ทำให้งานพิมพ์สีเพี้ยน
นอกเหนือจากความแตกต่างพื้นฐานระหว่าง RGB และ CMYK แล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกหลายประการที่ส่งผลให้สีของงานพิมพ์ออกมาไม่ตรงกับไฟล์ต้นฉบับ การทำความเข้าใจสาเหตุเหล่านี้จะช่วยให้สามารถควบคุมคุณภาพงานได้ดียิ่งขึ้น
- การใช้ไฟล์ต้นฉบับในโหมดสี RGB
นี่คือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เมื่อไฟล์ที่สร้างในโหมด RGB ถูกส่งไปยังโรงพิมพ์ ซอฟต์แวร์ของเครื่องพิมพ์จะทำการแปลงสีเป็น CMYK โดยอัตโนมัติ กระบวนการนี้ทำให้สีที่อยู่นอกขอบเขตของ CMYK (Out-of-Gamut Colors) ถูกบีบให้มาอยู่ในเฉดที่ใกล้เคียงที่สุดที่พิมพ์ได้ ส่งผลให้สีที่เคยสดใสบนหน้าจอดูหม่นลง หมองคล้ำ หรือที่เรียกกันว่า “สีดรอป” - ความไม่เสถียรของเครื่องพิมพ์
เครื่องพิมพ์แต่ละเครื่อง แม้จะเป็นรุ่นเดียวกัน ก็อาจให้ผลลัพธ์ของสีที่แตกต่างกันเล็กน้อยได้ ปัจจัยต่างๆ เช่น การบำรุงรักษา, อายุการใช้งานของหัวพิมพ์, อุณหภูมิและความชื้นในห้องพิมพ์, หรือแม้แต่ความสม่ำเสมอในการจ่ายหมึก ล้วนส่งผลต่อความคงที่ของสีได้ หากไม่มีการเทียบสี (Calibration) เครื่องพิมพ์อย่างสม่ำเสมอ อาจทำให้งานพิมพ์ในแต่ละครั้งมีสีที่คลาดเคลื่อนกัน - ความแตกต่างของล็อตกระดาษ
กระดาษหรือวัสดุพิมพ์มีผลอย่างมากต่อสีที่ปรากฏ แม้จะเป็นกระดาษชนิดเดียวกัน แต่หากผลิตคนละล็อต อาจมีความขาว (Whiteness) และผิวสัมผัสที่แตกต่างกันเล็กน้อย กระดาษที่ขาวสว่างกว่าจะสะท้อนแสงได้ดี ทำให้สีดูสดใสกว่า ในขณะที่กระดาษที่มีโทนอมเหลืองจะทำให้สีที่พิมพ์ออกมาดูอุ่นขึ้น - อิทธิพลของสภาพแสง (Metamerism)
เป็นปรากฏการณ์ที่สีเดียวกันอาจดูแตกต่างกันไปภายใต้แหล่งกำเนิดแสงที่ต่างกัน ตัวอย่างเช่น งานพิมพ์ที่ดูมีสีถูกต้องภายใต้แสงไฟในออฟฟิศ (Fluorescent) อาจดูมีสีเพี้ยนไปเมื่อนำไปดูใต้แสงแดดธรรมชาติ (Daylight) สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องคำนึงถึงสีที่ถูกต้องในทุกสภาพแสง เช่น แคตตาล็อกสีทาบ้าน หรือตัวอย่างผ้า - ความละเอียดของไฟล์ภาพไม่เพียงพอ
ไฟล์ภาพที่มีความละเอียดต่ำกว่ามาตรฐานสำหรับงานพิมพ์ (โดยทั่วไปแนะนำที่ 300 DPI – Dots Per Inch) จะทำให้ภาพแตกและไม่คมชัด เมื่อเครื่องพิมพ์พยายามพิมพ์ภาพที่แตก สีอาจดูจางลงหรือผสมกันอย่างไม่ถูกต้อง ทำให้ผลลัพธ์โดยรวมดูไม่มีคุณภาพ - การเลือกใช้วัสดุพิมพ์ที่ไม่เหมาะสม
ชนิดของพื้นผิววัสดุส่งผลต่อการซึมของหมึกและลักษณะของสีที่ปรากฏ เช่น กระดาษไม่เคลือบผิว (Uncoated Paper) จะดูดซับหมึกมากกว่า ทำให้สีดูเข้มและสดน้อยกว่ากระดาษเคลือบผิวมัน (Coated/Glossy Paper) ซึ่งจะทำให้หมึกอยู่บนผิวหน้าและสะท้อนแสงได้ดีกว่า การเลือกวัสดุให้เหมาะกับงานจึงเป็นสิ่งสำคัญ - คุณภาพของหมึกพิมพ์
หมึกพิมพ์คุณภาพต่ำหรือหมึกที่เสื่อมสภาพอาจมีเม็ดสีที่ไม่บริสุทธิ์ ทำให้ไม่สามารถผสมสีออกมาได้ตรงตามค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ การใช้หมึกพิมพ์จากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือและได้มาตรฐานจะช่วยรับประกันความถูกต้องของสีได้ดีกว่า - การตั้งค่าโปรไฟล์สีที่ไม่ถูกต้อง
โปรไฟล์สี (ICC Profile) คือชุดข้อมูลที่อธิบายลักษณะการแสดงสีของอุปกรณ์ต่างๆ ตั้งแต่จอภาพไปจนถึงเครื่องพิมพ์ หากมีการตั้งค่าโปรไฟล์สีในโปรแกรมออกแบบไม่ตรงกับโปรไฟล์ของเครื่องพิมพ์ที่จะใช้ อาจทำให้เกิดการแปลงค่าสีที่ผิดพลาดและส่งผลให้สีเพี้ยนได้ - หน้าจอแสดงผลที่ไม่ได้ปรับเทียบสี (Uncalibrated Monitor)
สีที่เห็นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์อาจไม่ใช่สีที่แท้จริงของไฟล์ หากหน้าจอนั้นไม่เคยผ่านการปรับเทียบสี (Color Calibration) มาก่อน จอภาพแต่ละยี่ห้อและรุ่นมีการตั้งค่าความสว่าง คอนทราสต์ และอุณหภูมิสีมาจากโรงงานแตกต่างกัน การทำงานออกแบบบนจอที่ไม่ได้มาตรฐานจึงเปรียบเสมือนการผสมสีโดยไม่อ้างอิงกับความเป็นจริง - ขาดการใช้มาตรฐานสีอ้างอิง
สำหรับงานที่ต้องการความแม่นยำของสีสูงสุด เช่น งานโลโก้ขององค์กร การไม่อ้างอิงกับระบบสีมาตรฐานสากลอย่าง Pantone Matching System (PMS) อาจทำให้เกิดปัญหาได้ ระบบ Pantone จะกำหนดรหัสสีที่เฉพาะเจาะจง ทำให้มั่นใจได้ว่าไม่ว่าจะพิมพ์ที่ใดในโลก ก็จะได้สีเดียวกันเสมอ
แนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาสีเพี้ยนก่อนสั่งผลิต
เพื่อลดความเสี่ยงและให้ได้งานพิมพ์ที่มีสีใกล้เคียงกับความต้องการมากที่สุด ควรปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด
การตั้งค่าโหมดสีเป็น CMYK ตั้งแต่เริ่มต้น คือหัวใจสำคัญของการป้องกันปัญหาสีเพี้ยน ช่วยให้การออกแบบอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงในงานพิมพ์
- ตั้งโหมดสีเป็น CMYK ตั้งแต่แรก: ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือการตั้งค่า Document Color Mode ในโปรแกรมออกแบบ (เช่น Adobe Illustrator, Photoshop, InDesign) เป็น CMYK ตั้งแต่เริ่มสร้างไฟล์ใหม่ วิธีนี้จะจำกัดพาเลตต์สีให้อยู่ในขอบเขตที่เครื่องพิมพ์สามารถทำได้ และสีที่เลือกใช้จะใกล้เคียงกับผลลัพธ์จริง
- แปลงไฟล์เป็น CMYK ก่อนส่งโรงพิมพ์: หากไฟล์ต้นฉบับถูกสร้างขึ้นในโหมด RGB ควรทำการแปลงเป็น CMYK ด้วยตนเองก่อนส่งไฟล์ให้โรงพิมพ์ การทำเช่นนี้จะทำให้สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงของสีและปรับแก้ได้ทันที ซึ่งดีกว่าการปล่อยให้เครื่องพิมพ์แปลงสีโดยอัตโนมัติ
- ขอตัวอย่างงานพิมพ์ (Proof): การตรวจสอบสีจริงก่อนการผลิตจำนวนมากเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
– Digital Proof: สำหรับงานพิมพ์ดิจิทัลจำนวนน้อย สามารถขอตัวอย่างพิมพ์จริง 1 ชิ้นเพื่อดูสีได้
– Press Proof: สำหรับงานพิมพ์ออฟเซ็ตจำนวนมาก อาจขอเทียบสีหน้าแท่นพิมพ์ในวันผลิตจริง หรือขอทำตัวอย่างพิมพ์ (Match Proof) ที่จำลองสีจากแท่นพิมพ์ ซึ่งมีความแม่นยำสูง - ใช้มาตรฐานสีอ้างอิง: หากสีของแบรนด์มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ควรระบุค่าสีเป็นรหัส Pantone (PMS) ให้กับโรงพิมพ์ เพื่อให้พวกเขาสามารถผสมสีพิเศษหรือเทียบสีให้ได้ตรงตามมาตรฐาน
- ตรวจสอบค่าสีดำ (K): สำหรับพื้นที่สีดำขนาดใหญ่ ควรใช้ค่าสีดำที่เรียกว่า “Rich Black” (เช่น C:60 M:40 Y:40 K:100) เพื่อให้ได้สีดำที่ทึบและลึกกว่าการใช้ K:100 เพียงอย่างเดียว แต่สำหรับตัวอักษรขนาดเล็ก ควรใช้ K:100 เท่านั้น (C:0 M:0 Y:0 K:100) เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการพิมพ์เหลื่อม (Registration Error)
- สื่อสารกับโรงพิมพ์: แจ้งความต้องการด้านสีกับโรงพิมพ์ให้ชัดเจน สอบถามเกี่ยวกับชนิดของกระดาษ, โปรไฟล์สีที่โรงพิมพ์ใช้ และขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
บทสรุปและการเลือกโรงพิมพ์มืออาชีพ
ปัญหางานพิมพ์สีเพี้ยนเป็นความท้าทายทางเทคนิคที่เกิดจากความแตกต่างโดยธรรมชาติระหว่างการแสดงผลของแสงบนหน้าจอ (RGB) และการสะท้อนแสงของหมึกบนกระดาษ (CMYK) การทำความเข้าใจในข้อจำกัดและปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเตรียมไฟล์งานได้อย่างถูกต้องและสื่อสารกับโรงพิมพ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การตั้งค่าไฟล์เป็นโหมด CMYK ตั้งแต่เริ่มต้น, การตรวจสอบสีจากตัวอย่างงานพิมพ์ (Proof), และการเลือกใช้บริการจากโรงพิมพ์ที่มีมาตรฐาน คือกุญแจสำคัญสู่การได้มาซึ่งสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีสีสันสวยงาม คมชัด และตรงตามภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ต้องการนำเสนอ
สำหรับผู้ประกอบการ SME และธุรกิจทุกขนาดที่กำลังมองหาโรงพิมพ์มืออาชีพที่เข้าใจปัญหาและพร้อมให้คำปรึกษา GIANT PRINT คือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่พร้อมตอบทุกโจทย์ความต้องการ ด้วยเครื่องพิมพ์ Fuji Xerox คุณภาพสูงที่รับประกันคุณภาพสีสด คมชัด พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำแนะนำตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการเลือกวัสดุที่เหมาะสม เรามีบริการออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์, สกรีนแก้วกาแฟ, นามบัตร, เมนูอาหาร, และอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมบริการให้คำปรึกษาและออกแบบฟรี จัดส่งทั่วประเทศภายใน 2-3 วัน เพื่อให้ธุรกิจของคุณได้รับงานพิมพ์คุณภาพสูงสุดและตรงใจที่สุด
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่:
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
โทรศัพท์: 082-2262660
อีเมล: [email protected]
