เทรนด์ฉลาก 2027: นวัตกรรม Smart Label สแกนปุ๊บซื้อซ้ำปั๊บ
ฉลากสินค้ากำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่แสดงข้อมูลพื้นฐาน แต่กลายเป็นประตูสู่โลกดิจิทัลที่เชื่อมต่อแบรนด์เข้ากับผู้บริโภคได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผ่านเทคโนโลยีที่เรียกว่า “Smart Label” หรือฉลากอัจฉริยะ
- Smart Label คือฉลากที่ผสานเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น QR Code เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ สร้างความเชื่อมั่น และกระตุ้นการมีส่วนร่วมกับแบรนด์
- แนวโน้มนี้ได้รับแรงผลักดันจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความโปร่งใส ทั้งในด้านแหล่งที่มา คุณภาพ ความปลอดภัย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
- หน่วยงานภาครัฐในไทยกำลังส่งเสริมการใช้ฉลากอัจฉริยะ เพื่อเป็นเครื่องมือในการเพิ่มมูลค่าสินค้าและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
- การประยุกต์ใช้มีความหลากหลาย ตั้งแต่การตลาดเพื่อกระตุ้นการซื้อซ้ำ ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร
- เทรนด์ Smart Label คาดว่าจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญและกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ภายในปี 2027
เทรนด์ฉลาก 2027: นวัตกรรม Smart Label สแกนปุ๊บซื้อซ้ำปั๊บ กำลังกลายเป็นหัวข้อสำคัญในแวดวงการตลาดและบรรจุภัณฑ์ทั่วโลก โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภค ฉลากอัจฉริยะไม่ได้เป็นเพียงสติ๊กเกอร์บนผลิตภัณฑ์อีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือสื่อสารเชิงรุกที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์ สร้างความโปร่งใส และเปิดโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ได้อย่างมหาศาล บทความนี้จะสำรวจแนวโน้มดังกล่าวอย่างละเอียด เพื่อให้เห็นภาพว่าเหตุใด Smart Label จึงมีความสำคัญ และจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีที่ธุรกิจสื่อสารกับลูกค้าในอนาคตอันใกล้อย่างไร
ภาพรวมของ Smart Label สู่ปี 2027

แนวโน้มการใช้ฉลากอัจฉริยะ หรือ Smart Label เป็นผลพวงโดยตรงจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ที่ผู้บริโภคคาดหวังการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็วและตรวจสอบได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ความต้องการนี้ผลักดันให้ฉลากบนบรรจุภัณฑ์ต้องมีบทบาทมากกว่าการให้ข้อมูลตามกฎหมาย แต่ต้องทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกออฟไลน์ของผลิตภัณฑ์และโลกออนไลน์ของข้อมูลเชิงลึก ภายในปี 2027 คาดว่าเทคโนโลยีนี้จะถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้นในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงยาและเวชภัณฑ์
ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับเทรนด์นี้คือกลุ่มผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่ต้องการสร้างความแตกต่างและแข่งขันในตลาดที่มีการแข่งขันสูง Smart Label เปิดโอกาสให้แบรนด์ขนาดเล็กสามารถสร้างความเชื่อมั่นและบอกเล่าเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพเทียบเท่าแบรนด์ใหญ่ ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคคือผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเข้าถึงข้อมูลที่โปร่งใส ซึ่งช่วยในการตัดสินใจซื้อสินค้าที่สอดคล้องกับคุณค่าและความต้องการของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ ความปลอดภัย หรือความยั่งยืน
เจาะลึก Smart Label หรือฉลากสินค้าอัจฉริยะ
เพื่อให้เข้าใจถึงศักยภาพของเทรนด์นี้อย่างแท้จริง จำเป็นต้องทำความเข้าใจนิยามและหลักการทำงานของ Smart Label รวมถึงความแตกต่างที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับฉลากสินค้าแบบดั้งเดิมที่ใช้กันมาอย่างยาวนาน
นิยามและหลักการทำงาน
Smart Label หรือ ฉลากสินค้าอัจฉริยะ คือฉลากที่ถูกออกแบบให้สามารถโต้ตอบกับผู้บริโภคได้ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยทั่วไปมักจะมีการฝังองค์ประกอบที่สามารถสแกนได้ เช่น QR Code (Quick Response Code), NFC (Near Field Communication) หรือเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) ไว้บนตัวฉลาก เมื่อผู้บริโภคใช้สมาร์ทโฟนสแกนองค์ประกอบดังกล่าว ระบบจะนำทางไปยังแพลตฟอร์มออนไลน์ที่บรรจุข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นั้นๆ
ข้อมูลที่สามารถนำเสนอผ่าน Smart Label มีความหลากหลายและลึกซึ้งกว่าพื้นที่จำกัดบนฉลากกระดาษมาก ตัวอย่างเช่น:
- ข้อมูลแหล่งที่มา: สามารถ追溯 (Traceability) ไปถึงฟาร์มหรือโรงงานที่ผลิต บอกเล่าเรื่องราวของวัตถุดิบ และกระบวนการผลิต
- ข้อมูลด้านโภชนาการและสุขภาพ: ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสารอาหาร คำแนะนำในการบริโภค หรือข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร
- วิธีการใช้งานหรือสูตรอาหาร: นำเสนอวิดีโอสาธิตการใช้งาน หรือไอเดียการนำผลิตภัณฑ์ไปประกอบอาหารเมนูต่างๆ
- ข้อมูลความยั่งยืน: แสดงข้อมูลเกี่ยวกับ Carbon Footprint, การรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อม หรือนโยบายด้านความยั่งยืนของบริษัท
- ช่องทางการตลาด: เชื่อมต่อไปยังหน้าสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ โปรโมชันพิเศษ หรือโปรแกรมสะสมคะแนน
เปรียบเทียบฉลากแบบดั้งเดิมกับ Smart Label
ความแตกต่างระหว่างฉลากทั้งสองประเภทสะท้อนถึงวิวัฒนาการของการสื่อสารระหว่างแบรนด์และผู้บริโภคได้อย่างชัดเจน
| คุณสมบัติ | ฉลากแบบดั้งเดิม | Smart Label (ฉลากอัจฉริยะ) |
|---|---|---|
| การให้ข้อมูล | คงที่ (Static) และมีพื้นที่จำกัด | ยืดหยุ่น (Dynamic) และให้ข้อมูลได้ไม่จำกัดผ่านช่องทางดิจิทัล |
| การสื่อสาร | สื่อสารทางเดียว (One-way) | สื่อสารสองทาง (Two-way) สร้างการมีส่วนร่วมได้ |
| ความโปร่งใส | จำกัดอยู่แค่ข้อมูลที่จำเป็นตามกฎหมาย | สร้างความโปร่งใสเชิงลึก สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ |
| ศักยภาพทางการตลาด | เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบรรจุภัณฑ์ | เป็นเครื่องมือทางการตลาดเชิงรุก เชื่อมต่อสู่การซื้อซ้ำและ Loyalty Program |
| การอัปเดตข้อมูล | ต้องพิมพ์ใหม่ทั้งหมดเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง | สามารถอัปเดตข้อมูลที่ปลายทาง (เว็บไซต์) ได้ทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยนฉลาก |
บทบาทและความสำคัญของเทรนด์ฉลาก 2027: นวัตกรรม Smart Label สแกนปุ๊บซื้อซ้ำปั๊บ
การเติบโตของเทรนด์ Smart Label ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล แต่เป็นผลมาจากปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญหลายประการ ทั้งจากฝั่งผู้บริโภคและจากบริบทของตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
การตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่
ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้เลือกซื้อสินค้าจากราคาหรือภาพลักษณ์ของแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับปัจจัยอื่นๆ มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่:
- ความใส่ใจด้านสุขภาพ: ผู้บริโภคต้องการทราบข้อมูลส่วนประกอบอย่างละเอียด แหล่งที่มาของวัตถุดิบ และผลกระทบต่อสุขภาพ Smart Label สามารถให้ข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน
- ความตระหนักด้านความปลอดภัย: ความกังวลเกี่ยวกับสินค้าปลอมปนหรือไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ผู้บริโภคต้องการเครื่องมือที่ช่วยตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของผลิตภัณฑ์ได้
- ความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม: กระแสความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้บริโภคต้องการสนับสนุนแบรนด์ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม การให้ข้อมูลด้านความยั่งยืนผ่านฉลากอัจฉริยะจึงเป็นวิธีสร้างความเชื่อมั่นที่มีประสิทธิภาพ
Smart Label ตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้โดยตรง ด้วยการเปลี่ยนฉลากให้กลายเป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และเข้าถึงง่าย ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจซื้อได้อย่างมั่นใจและสอดคล้องกับค่านิยมส่วนตัว
เครื่องมือเพิ่มมูลค่าและสร้างความได้เปรียบทางการค้า
ในระดับมหภาค ภาครัฐและหน่วยงานส่งเสริมการค้าต่างเล็งเห็นถึงศักยภาพของ Smart Label ในการยกระดับสินค้าของประเทศ โดยเฉพาะในตลาดส่งออก ตัวอย่างเช่น โครงการ DTN Smart Labelling Contest ของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศในประเทศไทย ที่มีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการนำฉลากอัจฉริยะมาใช้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
การใช้ Smart Label ช่วยสร้างแต้มต่อทางการค้าในหลายมิติ:
- การสร้างความเชื่อมั่น: ในตลาดต่างประเทศที่ผู้บริโภคไม่คุ้นเคยกับแบรนด์ การให้ข้อมูลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ผ่าน Smart Label จะช่วยสร้างความไว้วางใจได้เป็นอย่างดี
- การปฏิบัติตามกฎระเบียบ: บางประเทศมีข้อกำหนดที่เข้มงวดด้านการแสดงข้อมูลแหล่งที่มา (Traceability) การใช้ Smart Label ช่วยให้การให้ข้อมูลเป็นไปตามมาตรฐานสากล
- การขยายช่องทางการตลาด: ฉลากอัจฉริยะสามารถเชื่อมต่อไปยังแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ทำให้สามารถเปลี่ยนความสนใจ ณ จุดขาย ไปสู่การสั่งซื้อออนไลน์ได้ทันที
การประยุกต์ใช้ Smart Label ในโลกธุรกิจจริง
ศักยภาพของ Smart Label ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเชิงทฤษฎี แต่ได้เริ่มมีการนำมาประยุกต์ใช้จริงแล้วในหลากหลายมิติ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ด้านหลัก คือ ด้านการตลาด และด้านการควบคุมคุณภาพ
มิติด้านการตลาดและการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า
นี่คือมิติที่ตรงกับแนวคิด “สแกนปุ๊บซื้อซ้ำปั๊บ” มากที่สุด โดยแบรนด์สามารถใช้ Smart Label เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Engagement) และกระตุ้นยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง
- การให้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อสร้าง Story: สแกนเพื่อดูวิดีโอเบื้องหลังการผลิต เรื่องราวของเกษตรกรผู้ปลูกวัตถุดิบ หรือปรัชญาของแบรนด์ ซึ่งช่วยสร้างความผูกพันทางอารมณ์
- การสร้างประสบการณ์เสริม: สแกนเพื่อรับสูตรอาหารสุดพิเศษจากเชฟ, คำแนะนำการใช้งานจากผู้เชี่ยวชาญ, หรือการเข้าถึงเนื้อหาพิเศษ (Exclusive Content)
- การกระตุ้นการซื้อซ้ำ: สแกนเพื่อเชื่อมต่อไปยังหน้าสินค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสำหรับการสั่งซื้อครั้งต่อไป หรือการสมัครสมาชิกเพื่อรับสินค้าเป็นประจำ (Subscription)
- การทำโปรแกรมสะสมคะแนน: สแกนเพื่อลงทะเบียนผลิตภัณฑ์และรับคะแนนสะสมในโปรแกรมสมาชิก (Loyalty Program) ของแบรนด์
กลยุทธ์เหล่านี้เปลี่ยนฉลากสินค้าจากการเป็นเพียงป้ายข้อมูลนิ่ง ให้กลายเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลลูกค้าและสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการตลาดสมัยใหม่
มิติด้านการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
นอกเหนือจากด้านการตลาด Smart Label ยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาคุณภาพของสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมอาหารและสินค้าเกษตรที่มีความอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอก ตัวอย่างที่ชัดเจนในประเทศไทยคือ “Smart TTI” ซึ่งเป็นฉลากอัจฉริยะบ่งชี้เวลา-อุณหภูมิ ที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ฉลากประเภทนี้สามารถเปลี่ยนสีหรือแสดงสัญลักษณ์เมื่อผลิตภัณฑ์ถูกเก็บในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานานเกินไป ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าคุณภาพของสินค้าอาจลดลงหรือเกิดการเน่าเสีย ประโยชน์ของเทคโนโลยีนี้คือ:
- ลดความเสี่ยงการเน่าเสีย: ช่วยให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ขนส่ง ไปจนถึงผู้ค้าปลีก สามารถตรวจสอบและจัดการคุณภาพสินค้าได้ตลอดเส้นทาง
- สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค: ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบคุณภาพของสินค้าได้ด้วยตนเองก่อนตัดสินใจซื้อ
- เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการสต็อก: ช่วยให้สามารถจัดการสินค้าตามหลักการเข้าก่อน-ออกก่อน (First-In, First-Out) ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า Smart Label ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์สิ่งพิมพ์ 2027 แต่เป็นนวัตกรรมที่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในอุตสาหกรรมได้
ทิศทางในอนาคต: เมื่อนวัตกรรมมาพร้อมกับความยั่งยืน
แนวโน้มของ Smart Label ไม่ได้หยุดอยู่แค่การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล แต่ยังเชื่อมโยงกับเทรนด์ระดับโลกที่สำคัญอีกสองประการ คือ ความยั่งยืน และการสื่อสารที่เข้าใจง่าย
การผนวกรวม Smart Packaging และ Sustainable Packaging
อนาคตของบรรจุภัณฑ์ไม่ใช่การเลือกระหว่าง “อัจฉริยะ” หรือ “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” แต่เป็นการผสมผสานทั้งสองแนวคิดเข้าด้วยกัน (Smart and Sustainable Packaging) บรรจุภัณฑ์ในอนาคตจะต้องทำจากวัสดุที่รีไซเคิลได้ ย่อยสลายได้ หรือใช้วัสดุน้อยลง ขณะเดียวกันก็ต้องมีฟังก์ชันอัจฉริยะที่ช่วยสื่อสารข้อมูลและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้บริโภค เช่น การใช้ QR Code บนบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการทิ้งและรีไซเคิลอย่างถูกต้อง
วิวัฒนาการของฉลากโภชนาการสู่การสื่อสารที่เข้าใจง่าย
อีกหนึ่งภาพสะท้อนที่สอดคล้องกับเทรนด์ Smart Label คือการเปลี่ยนแปลงของฉลากโภชนาการแบบดั้งเดิมไปสู่รูปแบบที่ผู้บริโภคสามารถเข้าใจได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น เช่น การใช้สัญลักษณ์สี (Traffic Light System) หรือการแสดงข้อมูลค่า GDA (Guideline Daily Amounts) ที่ชัดเจน เพื่อบอกปริมาณพลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียมอย่างเด่นชัด
แม้จะไม่ใช่ Smart Label โดยตรง แต่แนวคิดหลักนั้นเหมือนกัน คือ การเปลี่ยน “ข้อมูล” ที่ซับซ้อนให้กลายเป็น “สาร” ที่สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเทรนด์ฉลากแห่งอนาคต
Smart Label 2027 คือแนวโน้มฉลากที่ไม่ได้แค่ติดบนสินค้า แต่ต้องสามารถ “สแกนได้”, “สื่อสารได้”, “ตรวจสอบได้” และช่วย “ปิดการขายซ้ำได้” โดยมีแกนหลักอยู่ที่การผสานข้อมูลสินค้า, ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค, เทคโนโลยีดิจิทัล และการตลาดเชิงสัมพันธ์เข้าไว้ด้วยกัน
บทสรุป และก้าวต่อไปสำหรับธุรกิจ
เทรนด์ฉลาก 2027: นวัตกรรม Smart Label สแกนปุ๊บซื้อซ้ำปั๊บ ไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นวิวัฒนาการที่สำคัญของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์และสิ่งพิมพ์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของโลกยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง การเปลี่ยนผ่านจากฉลากที่ให้ข้อมูลแบบคงที่ไปสู่ฉลากอัจฉริยะที่สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ได้ ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการในการสร้างความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่น และสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับลูกค้า
สำหรับธุรกิจที่ต้องการเตรียมความพร้อมและก้าวทันเทรนด์นี้ การเริ่มต้นจากการออกแบบฉลากสินค้าที่น่าสนใจและพร้อมสำหรับการผสานเทคโนโลยีเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ การเลือกผู้ให้บริการด้านการพิมพ์ที่มีความเข้าใจในเทรนด์สิ่งพิมพ์ 2027 และสามารถให้คำปรึกษาด้านการออกแบบฉลากที่เหมาะสมจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับผู้ประกอบการที่มองหาโซลูชันด้านการพิมพ์ฉลากสินค้าคุณภาพสูง เพื่อเตรียมธุรกิจให้พร้อมสำหรับอนาคต GIANT PRINT คือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่พร้อมให้บริการ ด้วยเครื่องพิมพ์มาตรฐานระดับสากลและวัสดุคุณภาพสูง ทำให้ได้ฉลากและสติ๊กเกอร์ที่มีสีสันคมชัด สแกน QR Code ติดง่าย ไม่มีสะดุด พร้อมทีมงานมืออาชีพที่ให้บริการออกแบบและให้คำปรึกษา เพื่อให้ฉลากสินค้าของคุณไม่เพียงแค่สวยงาม แต่ยังตอบโจทย์กลยุทธ์ทางธุรกิจในยุคดิจิทัล
บริการของเราครอบคลุมสื่อสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น พิมพ์สติ๊กเกอร์, พิมพ์ฉลากสินค้า, สกรีนแก้ว, นามบัตร, เมนูอาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อสนับสนุนธุรกิจ SME และลูกค้าทุกท่านให้เติบโตไปพร้อมกัน
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่:
- ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
- เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
- อีเมล: [email protected]
- FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/GiantprintMedia
- LINE: https://line.me/ti/p/@282iufnx
- TIKTOK: https://www.tiktok.com/@giantprint_official
