แก้แบบไม่จบ? 5 วิธีบรีฟ-ฟีดแบ็กดีไซน์เนอร์ให้จบงานไว
การจ้างงานออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นโลโก้ ฉลากสินค้า หรือสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ มักเผชิญกับความท้าทายด้านการสื่อสารที่นำไปสู่การแก้ไขงานซ้ำๆ ไม่รู้จบ ปัญหานี้ไม่เพียงแต่ทำให้เสียเวลาและงบประมาณ แต่ยังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในการทำงานระหว่างผู้ว่าจ้างและดีไซน์เนอร์อีกด้วย การทำความเข้าใจหลักการบรีฟงานและการให้ฟีดแบ็กอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้กระบวนการออกแบบราบรื่นและได้ผลลัพธ์ที่ตรงตามเป้าหมายตั้งแต่แรก
สรุปประเด็นสำคัญ
- การบรีฟที่ชัดเจนคือจุดเริ่มต้น: ระบุวัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย โทนสี และแนบตัวอย่างงาน (Reference) ที่ชัดเจน เพื่อลดความเข้าใจที่ไม่ตรงกันตั้งแต่แรก
- ฟีดแบ็กต้องเฉพาะเจาะจง: หลีกเลี่ยงความคิดเห็นที่เป็นนามธรรม เช่น “ไม่สวย” หรือ “ยังไม่โดน” และเปลี่ยนเป็นการให้ฟีดแบ็กที่ระบุปัญหาและเสนอแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน
- รวบรวมความคิดเห็นให้ครบถ้วน: การให้ฟีดแบ็กหลายครั้งหรือจากหลายช่องทางสร้างความสับสน ควร Bรวมความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดให้เสร็จสิ้นในครั้งเดียว
- สื่อสารอย่างมืออาชีพ: โฟกัสการวิจารณ์ที่ตัวผลงาน ไม่ใช่ตัวดีไซน์เนอร์ เพื่อรักษาบรรยากาศการทำงานที่ดีและส่งเสริมการทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์
- สร้างเป้าหมายร่วมกัน: กำหนดเป้าหมายของงานออกแบบที่วัดผลได้ร่วมกับดีไซน์เนอร์ จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกันว่างานจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อใด
ปัญหาแก้แบบไม่จบ: ความท้าทายของคนทำธุรกิจ
ปัญหา แก้แบบไม่จบ? 5 วิธีบรีฟ-ฟีดแบ็กดีไซน์เนอร์ให้จบงานไว เป็นสถานการณ์ที่เจ้าของธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม SME มักต้องเผชิญเมื่อต้องการสร้างแบรนด์หรือผลิตสื่อส่งเสริมการขาย กระบวนการแก้ไขงานออกแบบที่ยืดเยื้อเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการบรีฟงานที่ไม่ชัดเจน การสื่อสารที่ไม่ตรงกัน การเปลี่ยนความต้องการกลางคัน หรือการให้ฟีดแบ็กที่ไม่เป็นรูปธรรม สิ่งเหล่านี้ล้วนนำไปสู่การทำงานซ้ำซ้อน ทำให้โครงการล่าช้าและอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม การเรียนรู้วิธีการสื่อสารกับดีไซน์เนอร์อย่างเป็นระบบจึงเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยประหยัดทั้งเวลาและต้นทุน พร้อมทั้งสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในระยะยาว
บทความนี้จะนำเสนอแนวทางและเทคนิคการบรีฟงานและให้ฟีดแบ็กแก่นักออกแบบอย่างมืออาชีพ เพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้ที่ต้องทำงานร่วมกับดีไซน์เนอร์สามารถนำไปปรับใช้และลดปัญหาการแก้แบบที่ไม่จบสิ้น ทำให้ได้ผลงานที่ตรงใจและมีประสิทธิภาพสูงสุดตั้งแต่ครั้งแรกๆ
แก้แบบไม่จบ? 5 วิธีบรีฟ-ฟีดแบ็กดีไซน์เนอร์ให้จบงานไว
การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ว่าจ้างและดีไซน์เนอร์ เพื่อให้กระบวนการออกแบบดำเนินไปอย่างราบรื่นและลดจำนวนครั้งในการแก้ไขงาน สามารถปฏิบัติตามแนวทาง 5 ข้อดังต่อไปนี้
1. บรีฟงานให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น: รากฐานสำคัญของงานออกแบบ
บรีฟ (Brief) คือเอกสารสรุปความต้องการทั้งหมดของงานออกแบบ เปรียบเสมือนแผนที่นำทางให้ดีไซน์เนอร์เข้าใจเป้าหมายและขอบเขตของงานได้อย่างถูกต้อง บรีฟที่ดีควรประกอบด้วยข้อมูลสำคัญดังนี้:
- วัตถุประสงค์ของงาน (Objective): ระบุให้ชัดเจนว่าต้องการงานออกแบบชิ้นนี้ไปเพื่ออะไร เช่น สร้างการจดจำแบรนด์, เพิ่มยอดขาย, หรือสื่อสารโปรโมชั่น
- กลุ่มเป้าหมาย (Target Audience): อธิบายลักษณะของลูกค้าเป้าหมาย เช่น เพศ, อายุ, ความสนใจ เพื่อให้ดีไซน์เนอร์สร้างสรรค์งานที่สื่อสารได้ตรงกลุ่ม
- โทนแอนด์มู้ด (Tone and Mood): กำหนดอารมณ์ของงานที่ต้องการสื่อสาร เช่น เรียบหรู, สดใส, เป็นทางการ, หรือเป็นกันเอง
- ข้อกำหนดเฉพาะ: แจ้งรายละเอียดที่จำเป็น เช่น ขนาด, รูปแบบไฟล์, ข้อความที่จะใส่, และข้อจำกัดต่างๆ เช่น งบประมาณและระยะเวลา
- ตัวอย่างงานที่ชอบและไม่ชอบ (References): การแนบตัวอย่างภาพหรือลิงก์ของงานออกแบบที่ชื่นชอบ (และที่ไม่ชอบ) พร้อมอธิบายเหตุผล จะช่วยให้ดีไซน์เนอร์เห็นภาพความต้องการที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และลดความเสี่ยงที่จะออกแบบผิดทิศทาง
การลงทุนเวลาในการเตรียมบรีฟให้ละเอียดตั้งแต่ต้น จะช่วยประหยัดเวลาในการแก้ไขงานในภายหลังได้อย่างมหาศาล
2. ใช้ระบบฟีดแบ็กที่เป็นมาตรฐาน: เปลี่ยนความรู้สึกให้เป็นเหตุผล
การให้ฟีดแบ็กตามความรู้สึก เช่น “ดูไม่ดี” หรือ “ยังไม่ชอบ” เป็นความคิดเห็นที่เป็นนามธรรมและไม่สามารถนำไปสู่การแก้ไขที่ตรงจุดได้ ควรเปลี่ยนเป็นการให้ฟีดแบ็กที่เป็นระบบและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยอาจใช้โมเดลการสื่อสารเข้ามาช่วย เช่น
- ระบุปัญหาให้ชัดเจน: แทนที่จะบอกว่า “ตัวอักษรไม่สวย” ควรระบุว่า “ฟอนต์นี้อ่านยากเมื่ออยู่บนพื้นหลังสีเข้ม” หรือ “ขนาดตัวอักษรเล็กเกินไปสำหรับกลุ่มลูกค้าผู้สูงอายุ”
- อธิบายผลกระทบ: ชี้แจงว่าปัญหานั้นส่งผลกระทบต่องานอย่างไร เช่น “การใช้สีที่ตัดกันน้อย ทำให้ข้อความสำคัญไม่โดดเด่น และอาจทำให้ผู้บริโภคพลาดข้อมูลโปรโมชั่น”
- เสนอแนวทางแก้ไข (ถ้ามี): หากมีแนวคิดในการแก้ไข สามารถเสนอเป็นทางเลือกได้ เช่น “ลองปรับสีพื้นหลังให้สว่างขึ้น หรือเปลี่ยนสีตัวอักษรเป็นสีขาวเพื่อให้คอนทราสต์สูงขึ้นได้หรือไม่”
การสื่อสารในลักษณะนี้จะช่วยให้ดีไซน์เนอร์เข้าใจปัญหาและสามารถแก้ไขงานได้อย่างตรงประเด็น ไม่ต้องคาดเดาความต้องการของผู้ว่าจ้าง
| หัวข้อ | ฟีดแบ็กที่ไม่ดี (ควรหลีกเลี่ยง) | ฟีดแบ็กที่ดี (แนะนำ) |
|---|---|---|
| การใช้สี | สีดูจืดไป ไม่ชอบเลย | โทนสีโดยรวมยังไม่สอดคล้องกับแบรนด์ที่ต้องการสื่อถึงความสดใส ลองเพิ่มความสว่างหรือความอิ่มตัวของสีหลักได้ไหม |
| ตัวอักษร (Typography) | ฟอนต์นี้ไม่สวย เปลี่ยนใหม่ | ฟอนต์นี้อ่านค่อนข้างยากเมื่อมีขนาดเล็ก อาจไม่เหมาะกับฉลากสินค้า อยากให้ลองหาฟอนต์ที่ดูสะอาดตาและอ่านง่ายกว่านี้ |
| การจัดวาง (Layout) | มันดูรกๆ จัดใหม่ทั้งหมด | องค์ประกอบดูแน่นเกินไป ทำให้โลโก้ไม่โดดเด่น ลองเพิ่มพื้นที่ว่าง (White Space) รอบๆ โลโก้ให้มากขึ้นหน่อย |
| รูปภาพ/ไอคอน | รูปนี้ไม่สื่ออะไรเลย | รูปที่เลือกมายังไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นวัยรุ่น อยากได้ภาพที่ดูทันสมัยและมีพลังมากกว่านี้ |
3. โฟกัสที่ผลงาน ไม่ใช่ตัวบุคคล
การให้ฟีดแบ็กควรเป็นการวิจารณ์เพื่อการพัฒนา (Constructive Criticism) ที่มุ่งเน้นไปที่ตัวงานออกแบบ ไม่ใช่การตัดสินความสามารถของดีไซน์เนอร์ ควรหลีกเลี่ยงการใช้คำพูดที่ทำให้รู้สึกว่าถูกตำหนิหรือโจมตีเป็นการส่วนตัว
- หลีกเลี่ยงการใช้คำพูดเชิงตัดสิน: งดเว้นประโยคเช่น “คุณทำผิด” หรือ “คุณไม่เข้าใจที่บรีฟไปเลย”
- ใช้ประโยคที่เน้นเป้าหมายร่วมกัน: เปลี่ยนเป็น “งานออกแบบชิ้นนี้ยังไม่ตอบโจทย์เรื่อง… เพราะ…” หรือ “เรามาลองหาแนวทางอื่นเพื่อให้งานสื่อสารได้ตรงเป้าหมายมากขึ้นกันดีไหม”
- เปิดโอกาสให้อธิบาย: ก่อนจะสรุปว่างานไม่ดี ควรสอบถามเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจเชิงออกแบบของดีไซน์เนอร์ก่อน เพราะอาจมีเหตุผลที่ดีซ่อนอยู่ ซึ่งจะนำไปสู่การพูดคุยและหาทางออกร่วมกันได้
4. รวบรวมฟีดแบ็กให้ครบ จบในครั้งเดียว
หนึ่งในสาเหตุหลักของการแก้แบบไม่รู้จบ คือการให้ฟีดแบ็กแบบกระจัดกระจาย ไม่เป็นระบบ หรือให้เพิ่มเติมในภายหลัง ทำให้ดีไซน์เนอร์ต้องกลับไปแก้ไขงานเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อป้องกันปัญหานี้ ควรดำเนินการดังนี้:
- รวมศูนย์กลางฟีดแบ็ก: รวบรวมความคิดเห็นจากผู้มีอำนาจตัดสินใจทุกคน (เช่น ทีมการตลาด, ผู้บริหาร) ไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นในเอกสาร Google Docs, อีเมลฉบับเดียว หรือเครื่องมือบริหารจัดการโปรเจกต์
- สรุปให้ชัดเจน: ก่อนส่งฟีดแบ็กให้ดีไซน์เนอร์ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าความคิดเห็นทั้งหมดไม่ขัดแย้งกัน และสรุปเป็นข้อๆ อย่างชัดเจน อาจมีการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องแก้ไขด้วย
- ให้ฟีดแบ็กเป็นรอบ: ตกลงกับดีไซน์เนอร์เรื่องจำนวนรอบการแก้ไข และพยายามให้ฟีดแบ็กทั้งหมดภายในรอบที่กำหนด เพื่อให้กระบวนการทำงานมีขอบเขตที่ชัดเจน
5. ให้ฟีดแบ็กเชิงสร้างสรรค์และให้กำลังใจ
บรรยากาศการทำงานที่ดีเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เกิดผลงานที่ยอดเยี่ยม การให้ฟีดแบ็กไม่ควรมีแต่ข้อที่ต้องแก้ไข แต่ควรมีการชื่นชมในส่วนที่ดีด้วย เพื่อสร้างกำลังใจและแสดงให้เห็นว่าผู้ว่าจ้างใส่ใจในรายละเอียดของงาน
- เริ่มต้นด้วยคำชม: กล่าวถึงจุดที่ชื่นชอบในงานออกแบบก่อน เช่น “การเลือกใช้คู่สีตรงนี้สวยมาก” หรือ “ไอเดียการจัดวางโลโก้ดีมาก” แล้วจึงค่อยตามด้วยข้อเสนอแนะในส่วนที่ต้องการปรับปรุง
- ใช้คำถามชี้นำ: แทนที่จะออกคำสั่งโดยตรง ลองใช้คำถามเพื่อกระตุ้นให้ดีไซน์เนอร์ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เช่น “ถ้าเราลองเปลี่ยนโทนสีเป็นโทนอุ่นขึ้น จะช่วยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผู้หญิงได้ดีขึ้นไหม”
- แสดงความเชื่อมั่น: ให้ความไว้วางใจในความเป็นมืออาชีพของดีไซน์เนอร์ และเปิดโอกาสให้พวกเขานำเสนอแนวคิดใหม่ๆ ที่อาจจะดีกว่าไอเดียเริ่มต้นก็ได้
เทคนิคเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อการสื่อสารที่ราบรื่น
นอกเหนือจาก 5 วิธีหลักแล้ว ยังมีเทคนิคเสริมที่สามารถนำไปปรับใช้เพื่อพัฒนากระบวนการทำงานให้ดียิ่งขึ้น:
- จัดเวลาให้ฟีดแบ็กอย่างเป็นทางการ (Feedback Ritual): กำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจนสำหรับการประชุมเพื่อรีวิวและให้ฟีดแบ็กโดยเฉพาะ แทนการส่งข้อความสั่งแก้ไขงานแบบเรียลไทม์ตลอดทั้งวัน ซึ่งจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายมีสมาธิและทำงานได้อย่างเป็นระบบ
- ถามความคิดเห็นของดีไซน์เนอร์ก่อน: เริ่มต้นการสนทนาด้วยการถามว่า “ในมุมมองของดีไซน์เนอร์ มีจุดไหนในงานที่คิดว่ายังพัฒนาต่อได้อีกไหม” วิธีนี้ทำให้ดีไซน์เนอร์รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการและเปิดใจรับฟังฟีดแบ็กมากขึ้น
- กำหนดเป้าหมายความสำเร็จร่วมกัน: ตกลงกันตั้งแต่แรกว่า “งานจะถือว่าเสร็จสมบูรณ์เมื่อบรรลุเป้าหมาย X, Y, Z” การมีเป้าหมายที่ชัดเจนและวัดผลได้ จะช่วยลดความเห็นที่ไม่ตรงกันในขั้นตอนสุดท้ายได้
บทสรุป: สู่การทำงานร่วมกับดีไซน์เนอร์อย่างมืออาชีพ
ปัญหาการแก้แบบไม่จบสามารถป้องกันและแก้ไขได้ด้วยการปรับปรุงกระบวนการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การเตรียมบรีฟที่ชัดเจน การให้ฟีดแบ็กที่เป็นระบบและเฉพาะเจาะจง การสื่อสารด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน และการรวบรวมความคิดเห็นให้ครบถ้วนในครั้งเดียว ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้โครงการออกแบบสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี การลงทุนเวลาและใส่ใจในขั้นตอนเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ได้งานออกแบบที่ตรงตามความต้องการและเสร็จทันเวลา แต่ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ในการทำงานที่ดีกับดีไซน์เนอร์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างแบรนด์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน
บริการออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจร
สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่กำลังมองหาผู้ช่วยมืออาชีพในการสร้างสรรค์สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ GIANT PRINT คือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่พร้อมให้บริการทั้งด้านการออกแบบและผลิต ไม่ว่าจะเป็นฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์, สกรีนแก้วกาแฟ, นามบัตร, บัตรสะสมแต้ม, เมนูอาหาร, โบรชัวร์, การ์ดแต่งงาน และสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ ทุกรูปแบบ ด้วยทีมงานมืออาชีพที่พร้อมให้คำปรึกษาอย่างรวดเร็ว และเครื่องพิมพ์มาตรฐานทันสมัยที่ใช้วัสดุคุณภาพชั้นนำจากต่างประเทศ ทำให้มั่นใจได้ว่าจะได้รับผลงานที่ตอบโจทย์ธุรกิจและสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าได้อย่างแน่นอน
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่:
- FACEBOOK PAGE: GiantprintMedia
- LINE: @282iufnx
- TIKTOK: @giantprint_official
ที่อยู่:
ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไจแอนท์ ปริ้น
44 หมู่ 14 ถนน ศรีจันทร์ ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
อีเมล: [email protected]
