เช็กลิสต์ฉลากอาหาร SME: ต้องมีอะไรบ้างให้ถูกกฎหมาย อย.
สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจอาหารขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) การออกแบบและผลิตสินค้าที่มีคุณภาพเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสำเร็จ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการจัดทำฉลากสินค้าให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด การทำความเข้าใจเกี่ยวกับเช็กลิสต์ฉลากอาหาร SME: ต้องมีอะไรบ้างให้ถูกกฎหมาย อย. จึงเป็นขั้นตอนพื้นฐานที่ไม่อาจมองข้าม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์และหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
สรุปประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ

- ความครบถ้วนของข้อมูล: ฉลากอาหารที่ถูกต้องตามกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ต้องระบุข้อมูลสำคัญอย่างครบถ้วน ตั้งแต่ชื่อสินค้า, เลขสารบบอาหาร (อย.), ข้อมูลผู้ผลิต, วันผลิต/วันหมดอายุ, ส่วนประกอบ, และข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร เพื่อสร้างความโปร่งใสและปลอดภัยต่อผู้บริโภค
- การติดตามกฎหมายใหม่: กฎหมายและประกาศที่เกี่ยวข้องกับฉลากอาหารมีการปรับปรุงอยู่เสมอ ผู้ประกอบการ SME จำเป็นต้องติดตามประกาศล่าสุด โดยเฉพาะประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 450 และ 456 ซึ่งมีรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงและกำหนดระยะเวลาในการปรับตัวที่ชัดเจน
- รายละเอียดการออกแบบ: นอกเหนือจากข้อมูลแล้ว การออกแบบฉลากยังต้องคำนึงถึงข้อกำหนดด้านภาษาที่ต้องเป็นภาษาไทยเป็นหลัก รวมถึงขนาดตัวอักษรที่อ่านง่าย และการติดฉลากต้องมีความถาวร ไม่หลุดลอกง่าย และอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นได้ชัดเจนบนบรรจุภัณฑ์
- ความสำคัญของการผลิตฉลาก: การเลือกโรงพิมพ์ฉลากสินค้าที่มีความเชี่ยวชาญและเข้าใจข้อกำหนดของ อย. เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการได้ฉลากที่มีคุณภาพ สวยงาม และถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของแบรนด์
ความสำคัญของฉลากอาหารต่อธุรกิจ SME
ฉลากสินค้าอาหารไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งที่ใช้แสดงชื่อแบรนด์ แต่เปรียบเสมือนบัตรประจำตัวของผลิตภัณฑ์ที่ทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลสำคัญระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่กำลังสร้างแบรนด์อาหาร การจัดทำฉลากที่ถูกต้องตามข้อกำหนดของ อย. มีความสำคัญอย่างยิ่งในหลายมิติ
ประการแรกคือ การปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งเป็นหน้าที่พื้นฐานของผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายอาหาร การมีฉลากที่ไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่บทลงโทษ เช่น การถูกปรับ หรือร้ายแรงที่สุดคือการถูกยึดสินค้าและระงับการจำหน่าย ซึ่งสร้างความเสียหายต่อธุรกิจอย่างมหาศาล ประการที่สองคือ การสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค ในยุคที่ผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพและต้องการความโปร่งใส ฉลากอาหารที่ให้ข้อมูลชัดเจน ทั้งส่วนประกอบ ข้อมูลโภชนาการ และคำเตือนสำหรับผู้แพ้อาหาร จะช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าได้อย่างมั่นใจ และยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบของผู้ผลิตต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคอีกด้วย
ท้ายที่สุด ฉลากสินค้ายังเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่สำคัญ การออกแบบฉลากที่สวยงามและสื่อสารเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้ดี จะช่วยดึงดูดความสนใจและสร้างการจดจำในกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้น การลงทุนเพื่อให้ได้ฉลากที่ทั้งสวยงามและถูกต้องตามกฎหมายจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับธุรกิจ SME ในระยะยาว
เช็กลิสต์ 8 ข้อมูลสำคัญที่ต้องมีบนฉลากอาหาร
เพื่อให้แน่ใจว่าฉลากสินค้าอาหารของท่านสอดคล้องกับข้อบังคับของ อย. ต่อไปนี้คือรายการข้อมูลสำคัญที่ต้องปรากฏบนบรรจุภัณฑ์อย่างชัดเจนและครบถ้วน
1. ชื่ออาหารและยี่ห้อ
ส่วนนี้ประกอบด้วยสองส่วนหลักคือ ชื่อการค้า (Brand Name) และ ชื่อทั่วไปของอาหาร (Common Name) ชื่อการค้าคือยี่ห้อที่ผู้ประกอบการตั้งขึ้นเพื่อสร้างการจดจำ ส่วนชื่อทั่วไปคือชื่อที่บ่งบอกประเภทของอาหารนั้นๆ อย่างชัดเจน เช่น “น้ำพริกเผา” หรือ “ขนมปังโฮลวีท” การระบุทั้งสองชื่อจะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ทันทีว่าผลิตภัณฑ์คืออะไรภายใต้แบรนด์ใด
2. เลขสารบบอาหาร 13 หลัก (เลข อย.)
เครื่องหมาย อย. พร้อมเลขสารบบอาหาร 13 หลัก เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงว่าผลิตภัณฑ์อาหารนั้นได้รับการอนุญาตให้ผลิตหรือนำเข้ามาจำหน่ายจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแล้ว ซึ่งเป็นการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยในเบื้องต้น ตัวเลข 13 หลักนี้มีความหมายเฉพาะที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้ผลิตและสถานที่ผลิตได้ การมีเลข อย. บนฉลากจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างความน่าเชื่อถือ
3. ชื่อและที่อยู่ของผู้ผลิต, ผู้จัดจำหน่าย, หรือผู้นำเข้า
ฉลากต้องระบุชื่อและที่อยู่ของผู้ที่รับผิดชอบผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย หรือในกรณีสินค้านำเข้า ต้องระบุชื่อและที่อยู่ของผู้นำเข้าด้วย ข้อมูลส่วนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตรวจสอบย้อนกลับหากเกิดปัญหากับผลิตภัณฑ์ และยังเป็นช่องทางให้ผู้บริโภคสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้
4. วันที่ผลิตและวันหมดอายุ
ข้อมูลส่วนนี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ต้องระบุ “วันที่ผลิต” (MFG/Mfd. Date) และ “วันที่หมดอายุ” (EXP/Exp. Date) หรือ “ควรบริโภคก่อน” (Best Before/BBF) ให้ชัดเจน รูปแบบการแสดงผลต้องเป็น วัน/เดือน/ปี เพื่อให้เข้าใจง่าย ประกาศฉบับใหม่ๆ ได้มีการกำหนดนิยามของ “ควรบริโภคก่อน” ให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งหมายถึงวันที่อาหารยังคงมีคุณภาพและรสชาติดีที่สุด แต่ยังอาจบริโภคต่อได้หลังวันดังกล่าวหากเก็บรักษาอย่างเหมาะสม โดยที่ไม่มีอันตราย
5. ปริมาณสุทธิของอาหาร
ต้องแสดงปริมาณสุทธิ (Net Weight/Volume) ของผลิตภัณฑ์ในหน่วยเมตริก เช่น กรัม (g), กิโลกรัม (kg), มิลลิลิตร (ml), หรือลิตร (l) เพื่อให้ผู้บริโภคทราบปริมาณที่แท้จริงของอาหารที่บรรจุอยู่ภายใน และสามารถเปรียบเทียบราคาต่อหน่วยกับผลิตภัณฑ์อื่นได้
6. ข้อมูลส่วนประกอบและวัตถุเจือปนอาหาร
ต้องแสดงรายการส่วนประกอบทั้งหมดโดยเรียงลำดับจากปริมาณมากที่สุดไปน้อยที่สุด นอกจากนี้ หากมีการใช้วัตถุเจือปนอาหาร (Food Additives) เช่น วัตถุกันเสีย, สีผสมอาหาร, หรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาล จะต้องระบุชื่อเฉพาะหรือหมายเลข INS (International Numbering System) ของสารนั้นๆ ตามประกาศของ อย. ทั้งนี้ กฎหมายใหม่ได้ยกเลิกข้อกำหนดที่ต้องระบุว่าสารเติมแต่งนั้นเป็นชนิดธรรมชาติหรือสังเคราะห์แล้ว
7. ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหารและคำเตือน
เป็นส่วนที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บริโภคที่มีอาการแพ้อาหาร ฉลากต้องแสดงข้อความ “ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร: มี…” ตามด้วยชื่อของสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นส่วนประกอบ เช่น มีแป้งสาลี, ถั่วลิสง, นม, ไข่ เป็นต้น กฎหมายฉบับล่าสุดได้มีการปรับปรุงรายการสารก่อภูมิแพ้ให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเพิ่มเปลือกหอยและปลาหมึกเข้ามาในรายการที่ต้องแจ้งเตือนด้วย นอกจากนี้ หากผลิตภัณฑ์มีข้อควรระวังหรือคำเตือนด้านสุขภาพอื่นๆ ก็จำเป็นต้องระบุไว้เช่นกัน
8. ข้อมูลโภชนาการ
สำหรับอาหารบางประเภท โดยเฉพาะอาหารที่มีการกล่าวอ้างทางโภชนาการ (เช่น “ไขมันต่ำ” หรือ “แคลอรีสูง”) หรืออาหารที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงสาธารณสุข จำเป็นต้องแสดง “กรอบข้อมูลโภชนาการ” หรือที่รู้จักกันในชื่อ Nutrition Facts ซึ่งจะระบุข้อมูลเกี่ยวกับพลังงาน, โปรตีน, คาร์โบไฮเดรต, ไขมัน, โซเดียม และสารอาหารอื่นๆ ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค
ข้อกำหนดเพิ่มเติมและรายละเอียดเชิงลึกตามกฎหมาย
นอกเหนือจากข้อมูลหลักที่ต้องมีแล้ว กฎหมายยังกำหนดรายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับการแสดงผลและการบังคับใช้ซึ่งผู้ประกอบการ SME ควรทราบเพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้อง
ภาษาและการแสดงผลบนฉลาก
ข้อมูลทั้งหมดบนฉลากต้องจัดทำเป็น ภาษาไทย เป็นหลัก เพื่อให้ผู้บริโภคชาวไทยสามารถอ่านและทำความเข้าใจได้ง่าย ข้อความต้องมีความชัดเจน อ่านง่าย ขนาดตัวอักษรต้องสมส่วนกับขนาดของบรรจุภัณฑ์ และต้องติดฉลากอย่างถาวร ไม่สามารถหลุดลอกออกได้ง่ายในสภาวะการจำหน่ายปกติ นอกจากนี้ ตำแหน่งของฉลากต้องอยู่ในบริเวณที่ผู้บริโภคสามารถมองเห็นได้เด่นชัดโดยไม่ต้องแกะหรือทำลายบรรจุภัณฑ์
กรณีสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ
สำหรับผู้ประกอบการที่นำเข้าอาหารมาจำหน่ายในประเทศไทย จะต้องยื่นขออนุมัติฉลากภาษาไทยกับ อย. ก่อนการนำเข้าและวางจำหน่ายเสมอ นอกจากนี้ ยังต้องมีใบรับรองผลการวิเคราะห์ส่วนประกอบของอาหาร (Certificate of Analysis) จากหน่วยงานของรัฐหรือห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองในประเทศต้นทาง ซึ่งเอกสารดังกล่าวต้องมีอายุไม่เกิน 1 ปีนับจากวันที่ออก
ผลิตภัณฑ์อาหารที่ได้รับการยกเว้น
กฎหมายได้กำหนดข้อยกเว้นสำหรับอาหารบางประเภทที่ไม่จำเป็นต้องมีฉลากตามข้อบังคับนี้ ได้แก่:
- อาหารสดที่ไม่ผ่านการแปรรูป: เช่น ผัก, ผลไม้, หรือเนื้อสัตว์สด ที่จำหน่ายในตลาด
- อาหารที่ผู้ผลิตขายตรงต่อผู้บริโภค: เช่น อาหารตามสั่งในร้านอาหาร, ร้านค้าแผงลอย หรือการขายผ่านช่องทางออนไลน์ที่ผู้ขายสามารถให้ข้อมูลแก่ผู้ซื้อได้โดยตรง
- อาหารสำหรับบริการในสถานประกอบการ: เช่น อาหารที่ใช้ในร้านอาหาร, โรงแรม หรือธุรกิจจัดเลี้ยง ซึ่งไม่ได้จำหน่ายในรูปแบบบรรจุภัณฑ์สำเร็จรูป
อย่างไรก็ตาม หากอาหารในกลุ่มยกเว้นเหล่านี้มีการขอเลขสารบบอาหาร (เลข อย.) ก็จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดเรื่องฉลากเช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์อาหารทั่วไป
การปรับตัวตามกฎหมายใหม่: สิ่งที่ SME ต้องรู้
กฎหมายด้านอาหารมีการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องติดตามและปรับตัวให้สอดคล้องกับประกาศฉบับใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องโดยตรง
สรุปสาระสำคัญของประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับล่าสุด
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 450) พ.ศ. 2567 และ (ฉบับที่ 456) พ.ศ. 2568 ได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายประการ ผู้ประกอบการควรทบทวนฉลากปัจจุบันของตนเองเพื่อให้แน่ใจว่าสอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่เหล่านี้
| หัวข้อการเปลี่ยนแปลง | ข้อกำหนดเดิม (โดยสังเขป) | ข้อกำหนดใหม่ (ตามประกาศฯ 450 และ 456) |
|---|---|---|
| ข้อมูลสารก่อภูมิแพ้ | ต้องระบุสารก่อภูมิแพ้ตามรายการที่กำหนดไว้ | เพิ่มรายการสารก่อภูมิแพ้ที่ต้องแจ้งเตือน เช่น เปลือกหอย, ปลาหมึก และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ดังกล่าว |
| การแสดงวัตถุเจือปนอาหาร | อาจต้องระบุว่าเป็นชนิดสังเคราะห์หรือจากธรรมชาติ | ไม่จำเป็นต้องระบุ ว่าเป็นสารสังเคราะห์หรือสารธรรมชาติอีกต่อไป ให้ระบุเพียงชื่อหรือเลข INS |
| นิยาม “ควรบริโภคก่อน” | ความหมายอาจไม่ชัดเจนนักในทางปฏิบัติ | กำหนดนิยามให้ชัดเจนขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจความแตกต่างระหว่างวันหมดอายุ (EXP) และวันที่คุณภาพดีที่สุด (BBF) |
| อาหารที่มีกฎเฉพาะ | มีข้อกำหนดสำหรับอาหารบางกลุ่ม | ประกาศฯ ฉบับที่ 456 กำหนดข้อบังคับเฉพาะสำหรับอาหาร 7 หมวดหมู่เพิ่มเติม เช่น เจลลี่, ซอสบางชนิด, ขนมปัง, และเนื้อสัตว์แปรรูป |
กรอบเวลาและระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนฉลาก
อย. ได้กำหนดระยะเวลาผ่อนผันเพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาในการปรับเปลี่ยนฉลากให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ ดังนี้:
- สำหรับฉลากที่ผลิตขึ้นก่อนวันที่ประกาศฯ ฉบับที่ 450 มีผลบังคับใช้ (19 กรกฎาคม 2567) จะยังคงสามารถใช้ต่อไปได้จนถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2569
- สำหรับฉลากของสินค้า 7 หมวดหมู่ที่ได้รับผลกระทบจากประกาศฯ ฉบับที่ 456 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2568 ผู้ประกอบการจะมีเวลา 2 ปี ในการปรับเปลี่ยนฉลากให้ถูกต้อง
ขั้นตอนการปฏิบัติตามกฎหมายและบทลงโทษ
การปฏิบัติตามกฎหมายไม่ใช่เพียงแค่การออกแบบฉลากให้ถูกต้อง แต่ยังรวมถึงกระบวนการขออนุญาตและการรักษามาตรฐานการผลิตอย่างต่อเนื่อง
การขอใบอนุญาตผลิตภัณฑ์
สำหรับอาหารบางประเภทที่จัดเป็น “อาหารควบคุมเฉพาะ” หรือ “อาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน” ผู้ประกอบการจำเป็นต้องยื่นขอใบอนุญาตผลิตภัณฑ์กับ อย. ก่อนทำการผลิตหรือจำหน่าย ใบอนุญาตนี้โดยทั่วไปมีอายุ 3 ปี และต้องทำการต่ออายุก่อนสิ้นสุดระยะเวลา นอกจากนี้ สถานที่ผลิตต้องผ่านมาตรฐานการผลิตที่ดี (Good Manufacturing Practice หรือ GMP) และต้องแสดงใบอนุญาตไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ประกอบการ
บทลงโทษหากไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด
การละเลยหรือไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านฉลากอาหารอาจส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อธุรกิจ หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าผลิตภัณฑ์ไม่มีฉลากภาษาไทย หรือมีฉลากที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่ของ อย. มีอำนาจในการยึดหรืออายัดสินค้านั้นๆ ไว้เพื่อดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถจำหน่ายสินค้าได้และอาจต้องเสียค่าปรับตามที่กฎหมายกำหนด
สรุปและคำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการด้านการพิมพ์ฉลากสินค้า
การจัดทำฉลากอาหารให้ถูกต้องตามกฎหมาย อย. เป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้สำหรับความสำเร็จของธุรกิจ SME การใส่ใจในทุกรายละเอียดของข้อมูลบนฉลากไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันปัญหาทางกฎหมาย แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บริโภค ผู้ประกอบการควรตรวจสอบข้อมูลบนเว็บไซต์ของ อย. อย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามประกาศล่าสุด และทบทวนฉลากผลิตภัณฑ์ของตนเองให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ
การมีฉลากสินค้าที่ถูกต้องและมีคุณภาพในการพิมพ์ เป็นด่านแรกที่สร้างความประทับใจและสะท้อนถึงมาตรฐานของแบรนด์ สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาโซลูชันด้านการพิมพ์ที่ครบวงจรและเชื่อถือได้ GIANT PRINT คือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ที่พร้อมให้บริการอย่างมืออาชีพ ด้วยประสบการณ์ในการออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์, สกรีนแก้วกาแฟ, นามบัตร, บัตรสะสมแต้ม, เมนูอาหาร, โบรชัวร์ และอื่นๆ อีกมากมาย
ด้วยเครื่องพิมพ์มาตรฐานระดับสากลและวัสดุคุณภาพสูงที่คัดสรรจากต่างประเทศ พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษาอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ทุกชิ้นงานตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า SME และสอดคล้องกับข้อกำหนดทางกฎหมายได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม:
ดูผลงานและโปรโมชั่นได้ที่ FACEBOOK PAGE หรือ TIKTOK
สอบถามข้อมูลและสั่งผลิตงานได้ที่ LINE หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
อีเมล: [email protected]
