โลโก้ SME: 3 ข้อกฎหมายต้องรู้ก่อนจดเครื่องหมายการค้า
- สาระสำคัญของการคุ้มครองแบรนด์
- ความสำคัญของการจดเครื่องหมายการค้าสำหรับ SME
- ข้อกฎหมายที่ 1: เครื่องหมายการค้าต้องมีลักษณะบ่งเฉพาะ
- ข้อกฎหมายที่ 2: ต้องไม่ใช่เครื่องหมายต้องห้ามตามกฎหมาย
- ข้อกฎหมายที่ 3: ต้องไม่เป็นคำสามัญหรือคำบรรยายโดยตรง
- สรุปข้อกฎหมายเครื่องหมายการค้าที่สำคัญ
- ขั้นตอนการเตรียมความพร้อมก่อนยื่นจดทะเบียน
- บทสรุปและแนวทางสำหรับผู้ประกอบการ
การออกแบบโลโก้ที่สวยงามเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสร้างแบรนด์ สำหรับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) การทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งก่อนที่จะนำโลโก้ไปใช้งานจริง บทความนี้จะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ โลโก้ SME: 3 ข้อกฎหมายต้องรู้ก่อนจดเครื่องหมายการค้า เพื่อให้แน่ใจว่าสินทรัพย์ทางปัญญาของธุรกิจได้รับการคุ้มครองอย่างถูกต้องและหลีกเลี่ยงข้อพิพาททางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
สาระสำคัญของการคุ้มครองแบรนด์
- ความโดดเด่นและไม่ซ้ำใคร: เครื่องหมายการค้าที่สามารถจดทะเบียนได้ต้องมีลักษณะบ่งเฉพาะเพียงพอที่จะทำให้ผู้บริโภคสามารถแยกแยะสินค้าหรือบริการของแบรนด์หนึ่งออกจากแบรนด์อื่นได้
- การหลีกเลี่ยงข้อห้ามทางกฎหมาย: โลโก้และเครื่องหมายการค้าจะต้องไม่ประกอบด้วยสัญลักษณ์หรือข้อความที่กฎหมายห้ามไว้ เช่น ธงชาติ ตราแผ่นดิน หรือสัญลักษณ์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย
- การไม่ใช้คำสามัญ: การใช้คำหรือวลีที่เป็นคำบรรยายคุณลักษณะสินค้าโดยตรง หรือเป็นคำที่ใช้กันทั่วไปในวงการค้านั้นๆ ไม่สามารถนำมาจดทะเบียนเพื่อเป็นสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวได้
สำหรับธุรกิจ SME โลโก้ไม่ได้เป็นเพียงภาพสัญลักษณ์ แต่เป็นหน้าตาและตัวตนของแบรนด์ที่สื่อสารกับลูกค้า เป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา การลงทุนในการออกแบบโลโก้จึงควรควบคู่ไปกับการวางแผนเพื่อคุ้มครองสิทธิ์ทางกฎหมาย การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงเป็นกระบวนการที่สำคัญซึ่งช่วยเปลี่ยนโลโก้จากการเป็นเพียงงานศิลปะให้กลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่าและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย
การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นการยืนยันสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในโลโก้และชื่อแบรนด์อย่างเป็นทางการ ทำให้ผู้ประกอบการมีสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายนั้นกับสินค้าหรือบริการที่ระบุไว้ ป้องกันไม่ให้ผู้อื่นนำไปใช้หรือลอกเลียนแบบซึ่งอาจสร้างความสับสนให้แก่ผู้บริโภคและส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของแบรนด์
ความสำคัญของการจดเครื่องหมายการค้าสำหรับ SME
ผู้ประกอบการ SME ทุกรายที่ต้องการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำและเติบโตอย่างยั่งยืนควรให้ความสำคัญกับการจดเครื่องหมายการค้าตั้งแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนที่จะมีการลงทุนผลิตสินค้า ออกแบบฉลากสินค้า หรือทำการตลาดในวงกว้าง เพราะหากพบว่าโลโก้หรือชื่อแบรนด์ที่ใช้อยู่นั้นไปซ้ำหรือคล้ายกับของผู้อื่นที่จดทะเบียนไว้ก่อนแล้ว อาจนำไปสู่การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายและบังคับให้ต้องเปลี่ยนแปลงแบรนด์ใหม่ทั้งหมด ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายทั้งในด้านการเงินและภาพลักษณ์
การมีความรู้ความเข้าใจในข้อกฎหมายพื้นฐาน 3 ประการ จะช่วยให้กระบวนการออกแบบโลโก้และการสร้างแบรนด์ดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ลดความเสี่ยงในการถูกปฏิเสธคำขอจดทะเบียน และสร้างรากฐานที่มั่นคงให้แก่ธุรกิจในระยะยาว
ข้อกฎหมายที่ 1: เครื่องหมายการค้าต้องมีลักษณะบ่งเฉพาะ
หัวใจสำคัญที่สุดของการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคือ “ลักษณะบ่งเฉพาะ” (Distinctiveness) ตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 7 หลักการนี้หมายความว่าเครื่องหมายการค้านั้นๆ จะต้องมีความโดดเด่นพอที่ผู้บริโภคทั่วไปเห็นแล้วสามารถรับรู้ได้ทันทีว่าสินค้าหรือบริการภายใต้เครื่องหมายนี้มาจากแหล่งใด และแตกต่างจากสินค้าหรือบริการของคู่แข่งอย่างไร
ความหมายของ “ลักษณะบ่งเฉพาะ”
ลักษณะบ่งเฉพาะไม่ได้หมายความว่าโลโก้จะต้องมีความสวยงามหรือซับซ้อน แต่หมายถึงความสามารถในการทำหน้าที่ “ระบุตัวตน” ของแบรนด์ได้โดยตัวของมันเอง โดยไม่พึ่งพาคำอธิบายเพิ่มเติม เครื่องหมายที่ขาดลักษณะบ่งเฉพาะมักจะเป็นคำหรือภาพที่บรรยายถึงตัวสินค้าหรือบริการโดยตรงเกินไป ทำให้ไม่สามารถผูกขาดการใช้คำหรือภาพเหล่านั้นไว้กับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งได้
ตัวอย่างเครื่องหมายที่ขาดลักษณะบ่งเฉพาะ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองพิจารณาตัวอย่างของเครื่องหมายที่มักจะถูกปฏิเสธเนื่องจากขาดลักษณะบ่งเฉพาะ:
- คำบรรยายคุณภาพโดยตรง: เช่น การใช้ชื่อ “กาแฟรสเลิศ” สำหรับร้านกาแฟ, “เสื้อผ้านุ่มสบาย” สำหรับแบรนด์เสื้อผ้า หรือ “ขนมปังอบสดใหม่” สำหรับร้านเบเกอรี่ คำเหล่านี้เป็นการบอกเล่าคุณสมบัติของสินค้า ซึ่งผู้ประกอบการทุกรายควรมีสิทธิ์ใช้เพื่อโฆษณาสินค้าของตนเอง
- ชื่อสามัญของสินค้า: เช่น การพยายามจดทะเบียนคำว่า “ข้าวไข่เจียว” สำหรับร้านอาหารตามสั่ง หรือ “น้ำดื่ม” สำหรับผลิตภัณฑ์น้ำดื่มบรรจุขวด คำเหล่านี้เป็นชื่อเรียกทั่วไปของสินค้า ไม่สามารถเป็นสิทธิ์เฉพาะของใครได้
- ภาพที่สื่อถึงสินค้าโดยตรง: เช่น การใช้ภาพเมล็ดกาแฟที่ไม่มีการออกแบบเพิ่มเติมสำหรับแบรนด์กาแฟ หรือภาพขนมปังธรรมดาสำหรับร้านเบเกอรี่ ภาพเหล่านี้ขาดความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นเอกลักษณ์
แนวทางการสร้างสรรค์โลโก้ให้มีลักษณะบ่งเฉพาะ
ในการออกแบบโลโก้ SME เพื่อให้ผ่านเกณฑ์การพิจารณา ผู้ประกอบการควรพิจารณาแนวทางต่อไปนี้:
- คำประดิษฐ์ (Fanciful Marks): คือการสร้างคำใหม่ขึ้นมาโดยไม่มีความหมายในพจนานุกรม เช่น “Kodak” หรือ “Xerox” คำเหล่านี้มีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองสูงมาก
- คำที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับสินค้า (Arbitrary Marks): คือการนำคำที่มีอยู่จริงแต่ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับประเภทของสินค้ามาใช้ เช่น “Apple” สำหรับคอมพิวเตอร์ หรือ “Amazon” สำหรับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ
- คำชี้นำ (Suggestive Marks): คือคำที่ gợi ý หรือชี้นำถึงคุณสมบัติบางอย่างของสินค้า แต่ไม่ได้บรรยายโดยตรง ทำให้ผู้บริโภคต้องใช้จินตนาการเล็กน้อยเพื่อเชื่อมโยง เช่น “Coppertone” สำหรับผลิตภัณฑ์กันแดด (ชี้นำถึงสีผิวทองแดง) หรือ “Netflix” (ชี้นำถึงภาพยนตร์บนอินเทอร์เน็ต)
- การออกแบบกราฟิกที่เป็นเอกลักษณ์: การผสมผสานตัวอักษร, รูปทรง, และสีสันที่เป็นเอกลักษณ์ สามารถสร้างลักษณะบ่งเฉพาะให้กับโลโก้ได้ แม้จะใช้ชื่อที่เรียบง่ายก็ตาม
ข้อกฎหมายที่ 2: ต้องไม่ใช่เครื่องหมายต้องห้ามตามกฎหมาย
นอกเหนือจากเรื่องลักษณะบ่งเฉพาะแล้ว กฎหมายเครื่องหมายการค้ายังกำหนด “ลักษณะต้องห้าม” ที่ไม่สามารถนำมาใช้ในการจดทะเบียนได้โดยเด็ดขาด ตามมาตรา 6 และมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ ข้อห้ามเหล่านี้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อรักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิของชาติ, ความสงบเรียบร้อยของสังคม, และศีลธรรมอันดีของประชาชน
ประเภทของเครื่องหมายต้องห้าม
เครื่องหมายที่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายสามารถแบ่งเป็นกลุ่มหลักๆ ได้ดังนี้:
- สัญลักษณ์ของชาติและหน่วยงานราชการ: ได้แก่ ตราแผ่นดิน, ธงชาติไทย, ธงพระอิสริยยศ, ตราสัญลักษณ์ของหน่วยงานราชการ, และเครื่องหมายราชการต่างๆ การนำสัญลักษณ์เหล่านี้มาใช้ในเชิงพาณิชย์ถือเป็นการไม่สมควรและผิดกฎหมาย
- สัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์: เช่น พระปรมาภิไธย, พระนามาภิไธย, หรือตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์
- สัญลักษณ์ทางศาสนา: เช่น ภาพพระพุทธรูป หรือสัญลักษณ์ที่เคารพบูชาในศาสนาต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือความไม่เคารพ
- ชื่อทางภูมิศาสตร์: การใช้ชื่อประเทศ, เมือง, หรือท้องถิ่น เช่น “ประเทศไทย” หรือ “Bangkok” เพื่อบ่งบอกแหล่งกำเนิดของสินค้าอาจถูกปฏิเสธได้หากก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสาธารณชนเกี่ยวกับแหล่งผลิต
- ข้อความหรือภาพที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรม: รวมถึงคำหยาบคาย, ภาพลามกอนาจาร, หรือสัญลักษณ์ที่สื่อถึงสิ่งผิดกฎหมายหรือยุยงให้เกิดความแตกแยก
- เครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป: เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคสับสนหรือหลงผิดในแหล่งที่มาของสินค้า
ผลกระทบจากการใช้เครื่องหมายต้องห้าม
การยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะต้องห้ามจะถูกนายทะเบียนปฏิเสธในทันที ทำให้ผู้ประกอบการต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการยื่นคำขอไปโดยเปล่าประโยชน์ นอกจากนี้ การนำสัญลักษณ์บางประเภทไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตอาจมีโทษตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอีกด้วย ดังนั้น การตรวจสอบให้แน่ใจว่าโลโก้ที่ออกแบบนั้นปราศจากองค์ประกอบต้องห้ามจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่ง
ข้อกฎหมายที่ 3: ต้องไม่เป็นคำสามัญหรือคำบรรยายโดยตรง
ข้อกฎหมายข้อนี้มีความใกล้เคียงกับเรื่องลักษณะบ่งเฉพาะ แต่เน้นไปที่การห้ามใช้ “คำสามัญ” หรือ “คำบรรยาย” (Generic or Descriptive Terms) ที่เป็นสมบัติสาธารณะในการค้าขาย ซึ่งทุกคนในอุตสาหกรรมนั้นๆ ควรมีสิทธิ์ใช้ได้อย่างเท่าเทียมกัน
คำจำกัดความของคำสามัญและคำบรรยาย
- คำสามัญ (Generic Terms): คือชื่อเรียกทั่วไปของสินค้าหรือบริการประเภทนั้นๆ เช่น คำว่า “เฟอร์นิเจอร์” สำหรับร้านขายเฟอร์นิเจอร์ หรือ “เบเกอรี่” สำหรับร้านขายขนมอบ คำเหล่านี้ไม่สามารถจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าได้เลย เพราะจะเท่ากับการผูกขาดชื่อเรียกพื้นฐานของสินค้า
- คำบรรยาย (Descriptive Terms): คือคำที่บอกเล่าถึงคุณลักษณะ, คุณภาพ, ส่วนประกอบ, หรือวัตถุประสงค์การใช้งานของสินค้าโดยตรง เช่น “น้ำผึ้งแท้ 100%” สำหรับผลิตภัณฑ์น้ำผึ้ง หรือ “เซรั่มบำรุงผิว” สำหรับเครื่องสำอาง แม้คำเหล่านี้จะให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภค แต่ก็ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องหมายการค้าได้ เพราะคู่แข่งก็จำเป็นต้องใช้คำเหล่านี้เพื่ออธิบายสินค้าของตนเองเช่นกัน
เหตุผลที่จดทะเบียนคำสามัญไม่ได้
เหตุผลหลักที่กฎหมายไม่อนุญาตให้จดทะเบียนคำเหล่านี้คือเพื่อรักษาการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาด หากมีบริษัทใดบริษัทหนึ่งสามารถจดทะเบียนคำว่า “สดใหม่” สำหรับผักผลไม้ได้ ก็จะทำให้คู่แข่งไม่สามารถใช้คำนี้เพื่อสื่อสารกับลูกค้าได้ ซึ่งเป็นการจำกัดสิทธิ์ทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรม ดังนั้น คำเหล่านี้จึงถูกสงวนไว้ให้เป็น “วรรณะสาธารณะ” ที่ทุกคนสามารถใช้ได้
กลยุทธ์การตั้งชื่อและออกแบบโลโก้เพื่อหลีกเลี่ยง
ผู้ประกอบการ SME ควรหลีกเลี่ยงการใช้ชื่อแบรนด์ที่อธิบายสินค้าของตนเองตรงๆ แต่ให้มุ่งเน้นการสร้างชื่อที่ “ชี้นำ” หรือ “เป็นเอกลักษณ์” แทน หากต้องการสื่อถึงคุณภาพ ก็สามารถทำได้ผ่านสโลแกนหรือคำโฆษณาแยกต่างหากที่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของชื่อแบรนด์หลัก เช่น อาจจะตั้งชื่อแบรนด์กาแฟว่า “รุ่งอรุณ” และใช้สโลแกนว่า “กาแฟคั่วสดใหม่ หอมกรุ่นทุกเช้า” แทนที่จะตั้งชื่อแบรนด์ว่า “กาแฟสดใหม่” โดยตรง
สรุปข้อกฎหมายเครื่องหมายการค้าที่สำคัญ
การทำความเข้าใจข้อกฎหมายหลักทั้ง 3 ประการเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการ SME ที่ต้องการสร้างแบรนด์อย่างยั่งยืนและได้รับการคุ้มครองสิทธิ์ทางปัญญาอย่างเต็มที่ ตารางด้านล่างนี้สรุปใจความสำคัญของแต่ละข้อกฎหมายและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากไม่ปฏิบัติตาม
| ข้อกฎหมาย | เนื้อหาโดยสรุป | ผลกระทบหากไม่ปฏิบัติ |
|---|---|---|
| มีลักษณะบ่งเฉพาะ | ต้องมีความโดดเด่น แตกต่าง ไม่ซ้ำหรือคล้ายกับเครื่องหมายของผู้อื่นที่จดทะเบียนไว้แล้ว สามารถทำให้ผู้บริโภคแยกแยะแบรนด์ได้ | คำขอจดทะเบียนถูกปฏิเสธ เสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องข้อหาละเมิดเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น |
| ไม่ใช่เครื่องหมายต้องห้าม | ห้ามใช้สัญลักษณ์ของชาติ, ศาสนา, สถาบัน, หน่วยงานราชการ รวมถึงคำหรือภาพที่ขัดต่อศีลธรรมอันดี | คำขอจดทะเบียนถูกปฏิเสธทันที และอาจมีความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง |
| ไม่ใช่วรรณะสาธารณะ/คำสามัญ | ห้ามใช้คำที่เป็นชื่อเรียกทั่วไปของสินค้า หรือคำที่บรรยายคุณลักษณะของสินค้าโดยตรง | คำขอจดทะเบียนถูกปฏิเสธ เนื่องจากไม่สามารถให้สิทธิ์ผูกขาดคำที่ทุกคนควรใช้ร่วมกันได้ |
ขั้นตอนการเตรียมความพร้อมก่อนยื่นจดทะเบียน
หลังจากที่ออกแบบโลโก้โดยคำนึงถึงข้อกฎหมายทั้ง 3 ประการแล้ว ก่อนยื่นคำขอจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ ผู้ประกอบการควรเตรียมความพร้อมเพิ่มเติมดังนี้:
- ค้นหาข้อมูลเบื้องต้น: ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือการตรวจสอบฐานข้อมูลเครื่องหมายการค้าของกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อดูว่ามีเครื่องหมายการค้าใดที่เหมือนหรือคล้ายกับโลโก้ของเราซึ่งได้จดทะเบียนไปแล้วหรือไม่ การค้นหาเบื้องต้นนี้จะช่วยประเมินความเป็นไปได้และลดความเสี่ยงในการถูกปฏิเสธ
- เตรียมเอกสารให้ครบถ้วน: ศึกษาและจัดเตรียมเอกสารที่จำเป็นสำหรับการยื่นคำขอ เช่น แบบฟอร์มคำขอ, ภาพเครื่องหมายการค้าที่คมชัด, และเอกสารยืนยันตัวตนของผู้ประกอบการ
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: หากโลโก้มีความซับซ้อน, ต้องการยื่นจดในหลายจำพวกสินค้า, หรือมีความประสงค์จะขอรับความคุ้มครองในต่างประเทศ การปรึกษาทนายความหรือตัวแทนด้านทรัพย์สินทางปัญญาจะช่วยให้กระบวนการเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้อง
เมื่อยื่นคำขอและผ่านการตรวจสอบจากนายทะเบียนแล้ว เครื่องหมายการค้าจะถูกนำไปประกาศโฆษณาเป็นเวลา 60 วัน (ในอดีต 90 วัน) หากไม่มีผู้ใดยื่นคัดค้าน ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการชำระค่าธรรมเนียมและรับหนังสือสำคัญการจดทะเบียน ซึ่งจะให้ความคุ้มครองเป็นระยะเวลา 10 ปี และสามารถต่ออายุได้ทุกๆ 10 ปี
บทสรุปและแนวทางสำหรับผู้ประกอบการ
สรุปได้ว่า การสร้างสรรค์โลโก้สำหรับธุรกิจ SME ไม่ได้จบลงที่ความสวยงาม แต่ต้องคำนึงถึงมิติทางกฎหมายอย่างรอบด้าน การทำความเข้าใจและปฏิบัติตามกฎหมาย 3 ข้อหลัก ได้แก่ การมีลักษณะบ่งเฉพาะ, การไม่เป็นเครื่องหมายต้องห้าม, และการหลีกเลี่ยงคำสามัญ จะเป็นเกราะป้องกันทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ช่วยให้กระบวนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และเป็นการวางรากฐานให้แบรนด์เติบโตอย่างมั่นคง ป้องกันปัญหาการลอกเลียนแบบและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจในระยะยาว
สำหรับผู้ประกอบการที่มองหาโซลูชันและบริการต่างๆ เพื่อต่อยอดธุรกิจ GIANT Shopping Mall เป็นแหล่งจำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย หากต้องการบริการด้านการพิมพ์ การออกแบบ หรือติดต่อ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่:
ที่อยู่ของเรา
ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไจแอนท์ ปริ้น
44 หมู่ 14 ถนน ศรีจันทร์ ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ: 082-2262660
Email: [email protected]
ติดตามเราได้ที่:
FACEBOOK PAGE | LINE | TIKTOK
