กฎใหม่! บรรจุภัณฑ์ SME ปี 2569 ต้องมีอะไรบ้าง?
- ประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องทราบ
- ภาพรวมกฎระเบียบบรรจุภัณฑ์ใหม่ที่ SME ต้องเผชิญในปี 2569
- เจาะลึกข้อกำหนดสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัว
- ผลกระทบและโอกาสสำหรับธุรกิจ SME
- ตารางสรุป: การเตรียมความพร้อมบรรจุภัณฑ์ SME สู่ปี 2569
- ขั้นตอนการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ประกอบการ SME
- บทสรุปและคำแนะนำในการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์
เมื่อโลกก้าวสู่ปี 2569 การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญกำลังจะเกิดขึ้นกับวงการธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่ต้องเผชิญกับ กฎใหม่! บรรจุภัณฑ์ SME ปี 2569 ต้องมีอะไรบ้าง? ซึ่งไม่ใช่แค่การปรับเปลี่ยนเล็กน้อย แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานทั้งในด้านความปลอดภัย ความแม่นยำ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มรูปแบบ กฎระเบียบใหม่เหล่านี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ และการสื่อสารข้อมูลบนฉลากสินค้า การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จและความอยู่รอดในตลาดที่มีการแข่งขันสูง
ประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องทราบ
- ความแม่นยำของข้อมูล: กฎหมายมาตราชั่งตวงวัดจะถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวด ผู้ประกอบการต้องระบุปริมาณสินค้าบนบรรจุภัณฑ์ให้ถูกต้องและชัดเจนตามมาตรฐานที่กำหนด
- มาตรฐานความปลอดภัย: บรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับอาหาร ทั้งที่ผลิตจากเม็ดพลาสติกใหม่และพลาสติกรีไซเคิล จะต้องผ่านมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับล่าสุด เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค
- ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม: แนวคิด Extended Producer Responsibility (EPR) หรือหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต จะกลายเป็นหัวใจสำคัญ โดยมีเป้าหมายให้นำขยะบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ประโยชน์ได้ 100% ภายในปี 2570
- ฉลากสินค้าเพื่อความยั่งยืน: การแสดงข้อมูลบนฉลากสินค้ารีไซเคิลและสัญลักษณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะมีความสำคัญมากขึ้น เพื่อสร้างความโปร่งใสและตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่
ภาพรวมกฎระเบียบบรรจุภัณฑ์ใหม่ที่ SME ต้องเผชิญในปี 2569
การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านบรรจุภัณฑ์ในปี 2569 ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไม่มีที่มา แต่เป็นผลพวงจากกระแสโลกที่หันมาให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้บริโภคและความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สำหรับประเทศไทย การปรับตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมให้ทัดเทียมนานาชาติ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ
ผู้ประกอบการ SME คือกลุ่มที่ต้องให้ความสนใจกับการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นพิเศษ เนื่องจากบรรจุภัณฑ์ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ใช้ห่อหุ้มสินค้าอีกต่อไป แต่ยังเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญในการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์และเป็นปัจจัยในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค กฎหมายบรรจุภัณฑ์ใหม่จึงครอบคลุมมิติต่างๆ ตั้งแต่ความถูกต้องของข้อมูลพื้นฐานไปจนถึงประเด็นซับซ้อนอย่างการจัดการตลอดวงจรชีวิตของบรรจุภัณฑ์ การทำความเข้าใจและการปรับตัวให้ทันท่วงทีจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
เจาะลึกข้อกำหนดสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัว
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น การทำความเข้าใจในรายละเอียดของแต่ละข้อกำหนดเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ผู้ประกอบการ SME ควรพิจารณาประเด็นต่อไปนี้อย่างละเอียดเพื่อวางแผนการดำเนินงานได้อย่างถูกต้อง
ความแม่นยำบนฉลาก: กฎหมายมาตราชั่งตวงวัดที่เข้มงวดขึ้น
แม้ว่าพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2466 จะมีมานานแล้ว แต่ในปี 2569 จะมีการบังคับใช้ที่เข้มงวดและตรวจสอบอย่างจริงจังมากขึ้น ประเด็นสำคัญคือผู้ประกอบการต้องรับประกันว่าปริมาณสุทธิของสินค้าที่ระบุบนบรรจุภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนัก ปริมาตร หรือจำนวนชิ้น มีความถูกต้องแม่นยำตามความเป็นจริง
ข้อกำหนดนี้รวมถึงรายละเอียดปลีกย่อย เช่น ขนาดของตัวเลขและตัวอักษรที่ใช้ระบุปริมาณต้องมีความสูงไม่น้อยกว่า 2 มิลลิเมตร เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ เครื่องมือที่ใช้ในการชั่ง ตวง หรือวัด จะต้องเป็นเครื่องมือที่ได้รับการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการคลาดเคลื่อนที่อาจส่งผลให้ผู้บริโภคเสียเปรียบ การละเลยข้อกำหนดนี้อาจนำไปสู่บทลงโทษทางกฎหมายและทำลายความน่าเชื่อถือของแบรนด์ได้
มาตรฐานความปลอดภัยสำหรับบรรจุภัณฑ์อาหารและพลาสติก
ความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นหัวใจสำคัญของกฎระเบียบใหม่ โดยเฉพาะสำหรับสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 435 (พ.ศ. 2565) ได้วางกรอบมาตรฐานคุณภาพสำหรับบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สัมผัสอาหารไว้อย่างชัดเจน โดยครอบคลุมพลาสติกทุกประเภท ทั้งพลาสติกใหม่ (Virgin Plastics) และพลาสติกที่ผ่านการรีไซเคิล (Recycled Plastics)
SME ต้องตรวจสอบและมั่นใจได้ว่าบรรจุภัณฑ์ที่เลือกใช้มีคุณสมบัติดังนี้:
- ความสะอาด: ต้องปราศจากสิ่งสกปรกหรือเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อนสู่อาหาร
- ไม่มีสารอันตรายตกค้าง: ต้องผ่านการทดสอบว่าไม่มีการปนเปื้อนของโลหะหนัก หรือการแพร่กระจายของสารเคมีอันตราย เช่น สารกลุ่มโมโนเมอร์ ออกมาสู่อาหารในปริมาณที่เกินเกณฑ์มาตรฐาน
- ไม่ทำปฏิกิริยากับอาหาร: วัสดุบรรจุภัณฑ์ต้องมีความคงตัว ไม่ทำปฏิกิริยาเคมีกับอาหารที่บรรจุอยู่ภายใน ซึ่งอาจทำให้รสชาติ สี หรือกลิ่นของอาหารเปลี่ยนแปลงไป
แม้ว่าปัจจุบันประเทศไทยจะยังไม่มีข้อกำหนดห้ามใช้สาร BPA (Bisphenol A) อย่างเป็นทางการ แต่กระแสตื่นตัวของผู้บริโภคทำให้บรรจุภัณฑ์ที่ระบุว่า “BPA-Free” ได้รับความนิยมและสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่า ดังนั้น การเลือกใช้วัสดุที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) จึงเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชาญฉลาด
สู่ความยั่งยืนเต็มรูปแบบด้วยหลักการ EPR
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือการนำแนวทางกฎหมายจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน โดยใช้หลักการ Extended Producer Responsibility (EPR) มาบังคับใช้ หลักการนี้จะเปลี่ยนมุมมองการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์ไปอย่างสิ้นเชิง โดยผู้ผลิตสินค้า (ซึ่งรวมถึง SME) จะต้องมีความรับผิดชอบต่อบรรจุภัณฑ์ของตนเองตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การออกแบบ การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการหลังการบริโภค
เป้าหมายหลักของ EPR คือการผลักดันให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยตั้งเป้าให้นำขยะจากบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ประโยชน์ได้ครบ 100% ภายในปี 2570 ซึ่งหมายความว่า SME จะต้อง:
- ออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ง่าย: เลือกใช้วัสดุชนิดเดียว (Mono-material) หรือวัสดุที่สามารถแยกส่วนประกอบเพื่อนำไปรีไซเคิลได้สะดวก
- สนับสนุนระบบการจัดเก็บและรีไซเคิล: อาจต้องมีส่วนร่วมในการสนับสนุนทางการเงินหรือการดำเนินงานของระบบเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างมีประสิทธิภาพ
- เลือกใช้วัสดุรีไซเคิล: ส่งเสริมการใช้วัสดุที่ได้จากการรีไซเคิล (Recycled Content) ในการผลิตบรรจุภัณฑ์ใหม่ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
การปรับตัวสู่หลักการ EPR อาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงต้นทุนในระยะสั้น เช่น การเกิดแนวคิด ภาษีพลาสติก สำหรับพลาสติกที่รีไซเคิลได้ยาก แต่ในระยะยาวจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ในฐานะองค์กรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และอาจเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก
การออกแบบฉลากสินค้าที่ชัดเจนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ข้อมูลบนฉลากและบรรจุภัณฑ์จะมีความสำคัญมากกว่าเดิม ไม่ใช่แค่การให้ข้อมูลพื้นฐาน แต่ต้องเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สร้างความโปร่งใสและให้ความรู้แก่ผู้บริโภค โดยข้อมูลที่จำเป็นต้องระบุให้ชัดเจน ได้แก่ ปริมาณสุทธิ, วันเดือนปีที่ผลิต/หมดอายุ, สถานที่ผลิต และข้อมูลผู้ผลิต/จัดจำหน่าย
นอกเหนือจากข้อมูลพื้นฐานแล้ว เทรนด์ 2569 จะมุ่งเน้นไปที่การสื่อสารด้านความยั่งยืน ผู้ประกอบการควรพิจารณาเพิ่มข้อมูลหรือสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น:
- สัญลักษณ์การรีไซเคิล: ระบุประเภทของพลาสติก (เช่น PET, HDPE) เพื่อให้ง่ายต่อการคัดแยก
- ฉลากสินค้ารีไซเคิล: ระบุว่าบรรจุภัณฑ์นี้สามารถนำไปรีไซเคิลได้
- ข้อมูลเกี่ยวกับวัสดุ: เช่น “ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล 30%” หรือ “ผลิตจากกระดาษที่ได้รับการรับรอง FSC”
การออกแบบบรรจุภัณฑ์ SME ที่ให้ข้อมูลเหล่านี้อย่างครบถ้วนและซื่อสัตย์ จะช่วยสร้างความไว้วางใจและตอบสนองต่อกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อและมีอิทธิพลต่อตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ
ผลกระทบและโอกาสสำหรับธุรกิจ SME
กฎระเบียบใหม่ย่อมมาพร้อมกับความท้าทาย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ สำหรับผู้ประกอบการที่พร้อมจะปรับตัว
การวิเคราะห์ต้นทุนเทียบกับผลประโยชน์ระยะยาว
ในระยะสั้น ผู้ประกอบการ SME อาจต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากการเปลี่ยนไปใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การลงทุนในกระบวนการออกแบบและทดสอบบรรจุภัณฑ์ใหม่ หรือค่าใช้จ่ายในการขอใบรับรองมาตรฐานต่างๆ อย่างไรก็ตาม การลงทุนเหล่านี้ควรถูกมองเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต
ประโยชน์ในระยะยาวมีมากกว่าที่คิด การปฏิบัติตามกฎระเบียบจะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกปรับหรือถูกสั่งให้ระงับการจำหน่ายสินค้า การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในฐานะแบรนด์ที่ใส่ใจสังคมและสิ่งแวดล้อมจะช่วยเพิ่มความภักดีของลูกค้าและดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ได้ นอกจากนี้ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพยังอาจช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการจัดเก็บได้อีกด้วย
แนวโน้มตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
อุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีการคาดการณ์ว่าจะขยายตัวราว 4.7% ในปี 2569 ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตนี้คือธุรกิจ E-commerce ที่เฟื่องฟู และความต้องการบรรจุภัณฑ์คุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน
ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองแค่ตัวสินค้า แต่ยังพิจารณาไปถึงบรรจุภัณฑ์ พวกเขามีแนวโน้มที่จะเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และยินดีที่จะจ่ายในราคาที่สูงขึ้นเล็กน้อยเพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อโลก ดังนั้น SME ที่สามารถปรับตัวและนำเสนอ บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก ที่ได้มาตรฐาน จะสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและเข้าถึงตลาดกลุ่มนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับกฎระเบียบใหม่ไม่ใช่เพียงภาระหน้าที่ แต่เป็นโอกาสในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ในระยะยาว
ตารางสรุป: การเตรียมความพร้อมบรรจุภัณฑ์ SME สู่ปี 2569
| ประเด็นสำคัญ | แนวทางปฏิบัติเดิม (อาจไม่เพียงพอ) | ข้อกำหนดใหม่ที่ต้องปฏิบัติตาม |
|---|---|---|
| การระบุปริมาณสินค้า | ระบุปริมาณตามที่ประมาณการ อาจมีขนาดตัวอักษรไม่แน่นอน | ต้องระบุปริมาณสุทธิอย่างแม่นยำ ใช้เครื่องมือวัดที่ได้มาตรฐาน และตัวอักษรต้องสูงไม่ต่ำกว่า 2 มม. |
| วัสดุพลาสติกสำหรับอาหาร | เน้นใช้พลาสติกใหม่เป็นหลัก อาจไม่ได้ตรวจสอบสารปนเปื้อนอย่างเข้มงวด | ต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉ.435 ทั้งพลาสติกใหม่และรีไซเคิล ปลอดสารอันตรายตกค้าง |
| การจัดการบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค | ความรับผิดชอบสิ้นสุดเมื่อสินค้าถึงมือผู้บริโภค | ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตของบรรจุภัณฑ์ตามหลักการ EPR เพื่อให้เกิดการนำกลับมาใช้ประโยชน์สูงสุด |
| ข้อมูลบนฉลาก | ระบุข้อมูลพื้นฐานตามกฎหมายเดิม | ต้องระบุข้อมูลพื้นฐานให้ครบถ้วน และควรเพิ่มข้อมูล/สัญลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น สัญลักษณ์รีไซเคิล เพื่อความโปร่งใส |
ขั้นตอนการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ประกอบการ SME
เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ ผู้ประกอบการสามารถปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้:
- ประเมินบรรจุภัณฑ์ปัจจุบัน: เริ่มจากการตรวจสอบบรรจุภัณฑ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันว่ามีจุดใดบ้างที่ไม่สอดคล้องกับกฎระเบียบใหม่ ทั้งในด้านวัสดุ, การออกแบบ, และข้อมูลบนฉลาก
- ศึกษาและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: ศึกษาข้อกฎหมายและประกาศที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด หากไม่แน่ใจควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ หรือติดต่อสอบถามโดยตรงจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น สมอ. และ อย.
- ค้นหาและเลือกซัพพลายเออร์วัสดุ: ติดต่อซัพพลายเออร์ที่จำหน่ายวัสดุบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานและมีใบรับรองที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้มั่นใจว่าวัตถุดิบที่นำมาใช้เป็นไปตามข้อกำหนด
- ออกแบบบรรจุภัณฑ์และฉลากใหม่: ทำงานร่วมกับนักออกแบบเพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านฟังก์ชันการใช้งาน, ความสวยงาม, และสอดคล้องกับกฎระเบียบใหม่ทั้งหมด
- วางแผนงบประมาณและระยะเวลา: การปรับเปลี่ยนต้องใช้ทั้งเวลาและงบประมาณ ควรมีการวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้กระทบต่อการดำเนินธุรกิจโดยรวม
- สื่อสารกับผู้บริโภค: เมื่อมีการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ ควรใช้โอกาสนี้ในการสื่อสารให้ผู้บริโภคทราบถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการใส่ใจต่อความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี
บทสรุปและคำแนะนำในการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์
การมาถึงของ กฎใหม่! บรรจุภัณฑ์ SME ปี 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญซึ่งผู้ประกอบการไม่สามารถมองข้ามได้ การยกระดับมาตรฐานด้านความแม่นยำ ความปลอดภัย และความยั่งยืน ไม่ใช่แค่ข้อบังคับทางกฎหมาย แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของธุรกิจในอนาคต การเตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่วันนี้ คือการสร้างรากฐานที่มั่นคงและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน
สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาโซลูชันและคำแนะนำในการออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์ที่สอดคล้องกับเทรนด์และกฎหมายใหม่ สามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม เพื่อรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้โดยตรง นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่สนใจในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน GIANT Shopping Mall ยังเป็นศูนย์รวมจำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ติดต่อเราได้ที่:
ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไจแอนท์ ปริ้น
44 หมู่ 14 ถนน ศรีจันทร์ ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
Email: [email protected]
ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นได้ทาง:
FACEBOOK PAGE | LINE | TIKTOK
