เคล็ดลับออกแบบโลโก้และฉลาก สร้างแบรนด์ SME ให้ดูแพง
- หัวใจสำคัญของการสร้างแบรนด์ให้ดูพรีเมียม
- กลยุทธ์การออกแบบโลโก้เพื่อสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่น่าจดจำ
- ยกระดับผลิตภัณฑ์ด้วยการออกแบบฉลากสินค้าที่มีประสิทธิภาพ
- สรุปกระบวนการสร้างแบรนด์ SME ให้ดูพรีเมียมทีละขั้นตอน
- ข้อควรปฏิบัติและข้อควรหลีกเลี่ยงในการออกแบบ
- บทสรุป: การลงทุนในการออกแบบเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน
การออกแบบโลโก้และฉลากสินค้าที่มีประสิทธิภาพเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างการรับรู้ของแบรนด์ (Brand Perception) สำหรับธุรกิจ SME ให้ดูมีมูลค่าสูงและน่าเชื่อถือ การออกแบบที่ผ่านการคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนสามารถเปลี่ยนสินค้าธรรมดาให้โดดเด่นและดึงดูดใจผู้บริโภคได้ทันที
- ความเรียบง่ายคือหัวใจสำคัญ: โลโก้และฉลากที่ดูสะอาดตา ไม่ซับซ้อน ช่วยให้ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ได้ง่ายขึ้น และสื่อถึงความเป็นมืออาชีพ
- สีและฟอนต์สื่อถึงบุคลิก: การเลือกใช้สีและตัวอักษรอย่างมีกลยุทธ์สามารถสร้างภาพลักษณ์ที่หรูหรา น่าเชื่อถือ หรือเป็นธรรมชาติ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการรับรู้คุณค่าของแบรนด์
- ฉลากคือหน้าตาของสินค้า: การออกแบบฉลากที่ดีและการเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูงสามารถเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าตั้งแต่แรกเห็น
- ความอเนกประสงค์ในการใช้งาน: การออกแบบที่ดีต้องคำนึงถึงการนำไปใช้บนสื่อหลากหลายขนาด ตั้งแต่ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ไปจนถึงไอคอนดิจิทัลขนาดเล็ก เพื่อให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์มีความสม่ำเสมอ
- สร้างเอกลักษณ์ที่ยั่งยืน: การออกแบบที่ไม่ตามกระแสหรือลอกเลียนแบบคู่แข่งจะช่วยสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและเป็นที่จดจำในระยะยาว
การสร้างแบรนด์สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในยุคดิจิทัลนั้น การแข่งขันไม่ได้วัดกันที่ขนาดของธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการสร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งด้วย เคล็ดลับออกแบบโลโก้และฉลาก สร้างแบรนด์ SME ให้ดูแพง จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์ให้โดดเด่นในตลาด โลโก้และฉลากสินค้าไม่ใช่เป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่เป็นเครื่องมือสื่อสารด่านแรกที่สร้างความประทับใจและความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภค การออกแบบที่สื่อสารตัวตนของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนและดูเป็นมืออาชีพ จะช่วยให้สินค้าดูมีคุณค่าสูงขึ้นในสายตาของลูกค้า การลงทุนในการออกแบบอย่างใส่ใจในรายละเอียดจึงส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแบรนด์ได้อย่างมหาศาล
หัวใจสำคัญของการสร้างแบรนด์ให้ดูพรีเมียม

ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง การทำให้สินค้าเป็นที่จดจำและดูมีมูลค่าสูงกว่าคู่แข่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ SME หลายรายอาจมองว่าการสร้างแบรนด์ให้ดู “แพง” หรือ “พรีเมียม” ต้องใช้งบประมาณมหาศาล แต่ในความเป็นจริงแล้ว หัวใจสำคัญอยู่ที่หลักการออกแบบที่ชาญฉลาด ซึ่งประกอบด้วยความเรียบง่าย (Minimalism) การใช้งานได้จริง (Versatility) และการสื่อสารตัวตนของแบรนด์ (Brand Identity) อย่างชัดเจน บทความนี้จะเจาะลึกถึงเคล็ดลับและเทคนิคการออกแบบโลโก้และฉลากสินค้า ที่จะช่วยเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ธรรมดาให้กลายเป็นสินค้าที่ดูน่าเชื่อถือ มีระดับ และดึงดูดสายตาของผู้บริโภคได้ตั้งแต่แรกเห็น โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มต้นทุนการผลิตจนเกินความจำเป็น
กลยุทธ์การออกแบบโลโก้เพื่อสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่น่าจดจำ
โลโก้คือสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนของแบรนด์ทั้งหมด การออกแบบโลโก้ที่ดูพรีเมียมไม่ได้ขึ้นอยู่กับความซับซ้อน แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสื่อสารอารมณ์และสร้างการจดจำได้อย่างรวดเร็ว
เรียบง่ายแต่ทรงพลัง: พลังของ Minimalist Design
หลักการ “น้อยแต่มาก” เป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบที่ดูหรูหราและทันสมัย แบรนด์ระดับโลกอย่าง Apple หรือ Nike ใช้โลโก้ที่เรียบง่าย ปราศจากรายละเอียดที่ซับซ้อน เช่น เงา (Shadow) หรือแสงสะท้อน (Glow) ที่มากเกินไป การลดทอนรายละเอียดที่ไม่จำเป็นออกไปจะช่วยให้รูปทรงของโลโก้มีความโดดเด่นและเป็นที่จดจำได้ทันที โลโก้ที่ซับซ้อนเกินไปจะทำให้ผู้บริโภคต้องใช้เวลาตีความ ซึ่งลดทอนความเป็นมืออาชีพและทำให้จดจำได้ยาก
จิตวิทยาสีและตัวอักษร: การเลือกใช้สีและฟอนต์อย่างมีกลยุทธ์
สีและฟอนต์เป็นองค์ประกอบที่ส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึกของผู้บริโภคโดยตรง การเลือกใช้อย่างมีกลยุทธ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ
- การจำกัดจำนวนสี: การใช้สีหลักไม่เกิน 2-3 สี จะช่วยให้โลโก้ดูสะอาดตาและเป็นมืออาชีพ การใช้สีที่มากเกินไปอาจทำให้โลโก้ดูรกและลดทอนความน่าเชื่อถือ
- ความหมายของสี: แต่ละสีมีความหมายที่แตกต่างกัน เช่น สีน้ำเงิน สื่อถึงความน่าเชื่อถือและความมั่นคง, สีเขียว สื่อถึงความเป็นธรรมชาติและสุขภาพ, ขณะที่ สีดำและขาว มักสื่อถึงความหรูหราและความทันสมัย เทคนิคที่แนะนำคือการออกแบบโลโก้เป็นสีดำ-ขาวก่อน เพื่อตรวจสอบความสมดุลและความชัดเจนของรูปทรง แล้วจึงค่อยเติมสีที่เหมาะสมกับบุคลิกของแบรนด์
- การเลือกฟอนต์: ฟอนต์ที่ใช้ควรมีความสะอาดตาและอ่านง่าย ฟอนต์ประเภท Sans-serif (ไม่มีเชิง) มักให้ความรู้สึกที่ทันสมัยและเรียบง่ายกว่า ในขณะที่ฟอนต์ Serif (มีเชิง) อาจให้ความรู้สึกคลาสสิกและเป็นทางการ การเลือกฟอนต์ต้องสอดคล้องกับบุคลิกของแบรนด์และกลุ่มเป้าหมาย
หนึ่งดีไซน์ใช้ได้ทุกที่: ความสำคัญของ Versatility
โลโก้ที่ดีต้องสามารถใช้งานได้ในทุกสถานการณ์และบนทุกแพลตฟอร์ม ซึ่งหมายความว่าต้องดูดีและชัดเจนในทุกขนาด ตั้งแต่การพิมพ์บนป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ไปจนถึงการแสดงผลเป็นไอคอนขนาดเล็กบนแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ หากโลโก้เบลอหรืออ่านไม่ออกเมื่อถูกย่อขนาดลง แสดงว่าการออกแบบนั้นยังไม่สมบูรณ์ นอกจากนี้ โลโก้ควรดูดีทั้งบนพื้นหลังสีขาว พื้นหลังสีดำ และพื้นหลังสีอื่นๆ การมีเวอร์ชันของโลโก้ที่ออกแบบมาสำหรับพื้นหลังสีเข้ม (เช่น โลโก้สีขาวล้วน) จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน
สร้างเอกลักษณ์ที่แตกต่างและยั่งยืน
การสร้างแบรนด์ให้ดูพรีเมียมต้องอาศัยความเป็นเอกลักษณ์และความยั่งยืน โลโก้ไม่ควรออกแบบตามเทรนด์แฟชั่นที่มาเร็วไปเร็ว เพราะจะทำให้แบรนด์ดูไม่มั่นคงและต้องปรับเปลี่ยนบ่อยครั้ง การออกแบบที่เหนือกาลเวลา (Timeless) จะช่วยให้โลโก้สามารถใช้งานได้ยาวนานโดยไม่ดูล้าสมัย นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการออกแบบที่คล้ายคลึงกับคู่แข่งในตลาดมากเกินไป เพราะอาจทำให้ผู้บริโภคสับสนและลดทอนความน่าเชื่อถือของแบรนด์
รากฐานของความสม่ำเสมอ: การกำหนด Corporate Identity (CI)
หลังจากออกแบบโลโก้และเลือกสีที่เหมาะสมแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสร้างคู่มืออัตลักษณ์องค์กร (CI Guideline) ซึ่งเป็นการกำหนดมาตรฐานการใช้งานโลโก้ สี และฟอนต์ของแบรนด์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการกำหนดค่าสีที่แม่นยำในระบบต่างๆ เช่น RGB (สำหรับหน้าจอ), CMYK (สำหรับงานพิมพ์), และ Pantone จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าทุกสื่อที่ผลิตออกมา ไม่ว่าจะเป็นนามบัตร เว็บไซต์ หรือบรรจุภัณฑ์ จะมีสีที่สม่ำเสมอและตรงกัน ซึ่งเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นมืออาชีพและน่าเชื่อถือ
ยกระดับผลิตภัณฑ์ด้วยการออกแบบฉลากสินค้าที่มีประสิทธิภาพ
ฉลากสินค้าเปรียบเสมือน “หน้าตา” ของผลิตภัณฑ์ เป็นสิ่งแรกที่ลูกค้าเห็นและใช้ในการตัดสินใจซื้อ แม้ว่าสินค้าภายในจะมีคุณภาพดีเพียงใด แต่หากฉลากดูธรรมดาและไม่น่าดึงดูด ก็อาจถูกมองข้ามไปได้อย่างง่ายดาย การออกแบบฉลากที่ดีสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้ถึง 30-50%
ฉลากสินค้า: ด่านแรกสู่ความน่าเชื่อถือ
ฉลากที่ได้รับการออกแบบอย่างสวยงามและเป็นมืออาชีพสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้ในทันทีว่าสินค้านี้มีคุณภาพ ปลอดภัย และผลิตโดยผู้ประกอบการที่ใส่ใจในรายละเอียด การให้ข้อมูลที่สำคัญ เช่น ส่วนประกอบ, วิธีใช้, วันหมดอายุ, และข้อมูลผู้ผลิต อย่างครบถ้วนและชัดเจน เป็นสิ่งจำเป็นตามกฎหมายและยังช่วยสร้างความโปร่งใสให้กับแบรนด์ การจัดวางข้อมูล (Layout) อย่างเป็นระเบียบ อ่านง่าย และสวยงาม จะยิ่งเสริมภาพลักษณ์ความเป็นแบรนด์ระดับพรีเมียม
สุนทรียศาสตร์บนบรรจุภัณฑ์: พื้นที่ว่างและเทคนิคพิเศษ
การออกแบบฉลากที่ดูแพงมักใช้หลักการของ “พื้นที่ว่าง” (White Space หรือ Negative Space) อย่างชาญฉลาด การเว้นที่ว่างรอบๆ โลโก้และข้อความจะช่วยให้องค์ประกอบสำคัญดูโดดเด่นขึ้น ทำให้ฉลากโดยรวมดูสะอาดตา ไม่รก และหรูหรา นอกจากการจัดวางแล้ว การเลือกใช้วัสดุและเทคนิคการพิมพ์พิเศษก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง
- การเลือกวัสดุ: การเลือกใช้สติ๊กเกอร์หรือกระดาษที่มีคุณภาพ เช่น กระดาษที่มีพื้นผิว (Texture), กระดาษคราฟท์สำหรับสินค้าออร์แกนิก หรือสติ๊กเกอร์กันน้ำสำหรับสินค้าที่ต้องแช่เย็น จะช่วยเพิ่มสัมผัสที่ดูดีและทนทาน
- เทคนิคพิเศษ: การเพิ่มเทคนิคพิเศษ เช่น การปั๊มฟอยล์สีทองหรือสีเงิน (Foil Stamping), การปั๊มนูน (Embossing) เพื่อให้ตัวอักษรหรือโลโก้มีมิติ, หรือการเคลือบเงาเฉพาะจุด (Spot UV) จะช่วยเพิ่มความหรูหราและทำให้ฉลากดูมีราคามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
บอกเล่าเรื่องราวผ่านฉลาก: การสร้าง Brand Storytelling
ฉลากสินค้าเป็นพื้นที่เล็กๆ ที่สามารถใช้บอกเล่าเรื่องราวและคุณค่าของแบรนด์ได้ การเพิ่มคำโปรยสั้นๆ (Tagline) ที่น่าจดจำ เช่น “Made with Love” หรือ “100% Organic Ingredients” สามารถสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์กับลูกค้าได้ นอกจากนี้ การออกแบบโดยรวมต้องสะท้อนถึงบุคลิกของแบรนด์ด้วย เช่น หากเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ฉลากควรดูสะอาด สดใส และใช้สีโทนธรรมชาติ แต่หากเป็นแบรนด์เครื่องสำอางหรู ฉลากอาจใช้โทนสีเข้ม เช่น ดำหรือกรมท่า พร้อมกับตัวอักษรสีทองเพื่อสร้างความรู้สึกที่ลึกลับและมีระดับ
สรุปกระบวนการสร้างแบรนด์ SME ให้ดูพรีเมียมทีละขั้นตอน
การสร้างแบรนด์ที่ดูมีมูลค่าสูงต้องผ่านกระบวนการที่ชัดเจนและเป็นลำดับขั้นตอน เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้มีทิศทางที่สอดคล้องกัน
ขั้นตอนที่ 1: วางรากฐานด้วยแนวคิดและบุคลิกของแบรนด์
ก่อนเริ่มการออกแบบ ต้องตอบคำถามพื้นฐานให้ได้ก่อนว่า: ธุรกิจเกี่ยวกับอะไร? ต้องการสื่อสารอะไรกับลูกค้า? และกลุ่มเป้าหมายหลักคือใคร? จากนั้นจึงกำหนดบุคลิกของแบรนด์ (Brand Persona) ให้ชัดเจน เช่น ต้องการให้แบรนด์ดูหรูหรา, เป็นธรรมชาติ, ทันสมัย, หรือเป็นมิตร เพื่อใช้เป็นแนวทางในการออกแบบทั้งหมด
ขั้นตอนที่ 2: สร้างสรรค์โลโก้ที่เป็นหัวใจของแบรนด์
นำบุคลิกของแบรนด์มาต่อยอดเป็นการออกแบบโลโก้ โดยเน้นความเรียบง่าย เลือกสีไม่เกิน 3 สี และใช้ฟอนต์ที่อ่านง่าย เริ่มจากการออกแบบเป็นภาพขาว-ดำเพื่อดูองค์ประกอบ จากนั้นจึงทดสอบการย่อ-ขยายขนาด และทดสอบการวางบนพื้นหลังสีต่างๆ เมื่อได้แบบที่ลงตัวแล้ว ให้กำหนดค่าสี CI (RGB/CMYK) เพื่อใช้เป็นมาตรฐานต่อไป
ขั้นตอนที่ 3: ออกแบบฉลากเพื่อสื่อสารกับลูกค้า
ออกแบบฉลากโดยนำโลโก้, สี และฟอนต์จาก CI มาใช้ วาง Layout โดยคำนึงถึงพื้นที่ว่างเพื่อให้องค์ประกอบต่างๆ ดูโดดเด่น ใส่ข้อมูลที่จำเป็นให้ครบถ้วนและอ่านง่าย พิจารณาเลือกใช้วัสดุและเทคนิคการพิมพ์พิเศษที่เหมาะสมกับสินค้าและงบประมาณ พร้อมทั้งใส่ Tagline เพื่อเสริมสร้างเรื่องราวของแบรนด์
ขั้นตอนที่ 4: การทดสอบ พิมพ์ตัวอย่าง และรับฟังความคิดเห็น
ก่อนการผลิตจริง ควรพิมพ์ฉลากตัวอย่าง (Print Sample) เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของสีสัน ความคมชัด และขนาดเมื่อติดลงบนบรรจุภัณฑ์จริง หากเป็นไปได้ ควรนำไปทดสอบกับกลุ่มเป้าหมายเพื่อรับฟังความคิดเห็นว่าการออกแบบสามารถสื่อสารได้ตามที่ต้องการหรือไม่ ดูน่าเชื่อถือหรือไม่ และนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงแก้ไขในจุดที่ยังไม่ชัดเจน
ข้อควรปฏิบัติและข้อควรหลีกเลี่ยงในการออกแบบ
เพื่อให้การออกแบบโลโก้และฉลากสินค้าเป็นไปอย่างมืออาชีพและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด การทำความเข้าใจข้อควรปฏิบัติและข้อควรหลีกเลี่ยงเป็นสิ่งสำคัญ
| หลักการ (Principle) | ข้อควรปฏิบัติ (Do) | ข้อควรหลีกเลี่ยง (Don’t) |
|---|---|---|
| ความซับซ้อน | ออกแบบให้เรียบง่าย ลดทอนรายละเอียดที่ไม่จำเป็น เพื่อให้จดจำง่าย | ใส่เอฟเฟกต์ เช่น เงา แสงสะท้อน หรือเส้นขอบที่หนาเกินความจำเป็น |
| การใช้สี | จำกัดการใช้สีหลักเพียง 2-3 สี ที่มีความหมายและสอดคล้องกับแบรนด์ | ใช้สีสันมากเกินไป (เช่น สีรุ้ง) ซึ่งทำให้งานดูไม่เป็นมืออาชีพและรกตา |
| การเลือกฟอนต์ | เลือกฟอนต์ที่สะอาด อ่านง่าย และสะท้อนบุคลิกของแบรนด์ | ใช้ฟอนต์ที่ซับซ้อน อ่านยาก หรือใช้หลายฟอนต์เกินไปในงานออกแบบชิ้นเดียว |
| การจัดวาง | ใช้พื้นที่ว่าง (White Space) อย่างเหมาะสม เพื่อให้องค์ประกอบสำคัญโดดเด่น | อัดแน่นด้วยข้อความและรูปภาพมากเกินไปจนฉลากดูรกและไม่มีจุดนำสายตา |
| ความยั่งยืน | ออกแบบให้ดูเหนือกาลเวลา สามารถใช้งานได้ในระยะยาว | วิ่งตามเทรนด์การออกแบบที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้แบรนด์ดูไม่มั่นคง |
| ความอเนกประสงค์ | ทดสอบการออกแบบในทุกขนาดและทุกพื้นหลัง เพื่อให้แน่ใจว่าใช้งานได้จริง | ละเลยการทดสอบขนาดเล็ก ซึ่งอาจทำให้โลโก้อ่านไม่ออกเมื่อนำไปใช้จริง |
บทสรุป: การลงทุนในการออกแบบเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน
การทำให้แบรนด์ SME ดู “แพง” หรือ “พรีเมียม” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาสินค้าที่สูง แต่เกิดจากการใส่ใจในทุกรายละเอียดของการนำเสนอ ตั้งแต่โลโก้ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ไปจนถึงฉลากสินค้าที่ออกแบบอย่างสวยงามและเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพ การลงทุนในการออกแบบอย่างมืออาชีพคือการลงทุนในการสร้าง “คุณค่า” (Value) และ “ความน่าเชื่อถือ” (Trust) ในสายตาของผู้บริโภค ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างแบรนด์ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
การออกแบบที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม แต่เป็นเครื่องมือทางธุรกิจที่ทรงพลังในการสร้างความแตกต่างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับ SME
การนำแนวคิดเหล่านี้ไปปฏิบัติให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีการพิมพ์ที่ทันสมัย เพื่อให้ทุกชิ้นงานออกมามีคุณภาพและสีสันที่ตรงตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ที่ GIANT PRINT เราคือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของธุรกิจ SME ด้วยบริการออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์, สกรีนแก้วกาแฟ, นามบัตร, บัตรสะสมแต้ม, เมนูอาหาร, โบรชัวร์ และอื่นๆ อีกมากมาย
เราใช้เครื่องพิมพ์ Fuji Xerox มาตรฐานระดับสากลและวัสดุคุณภาพสูงจากต่างประเทศ เพื่อให้ผลงานทุกชิ้นมีสีสด คมชัด และไดคัทที่แม่นยำ พร้อมทีมงานมืออาชีพที่คอยให้คำแนะนำและปรึกษาอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของท่าน
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่:
FACEBOOK PAGE
LINE
TIKTOK
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ต.เมืองเก่า อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
อีเมล: [email protected]
