ส่องกฎหมายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน 2026 SME ต้องเตรียมตัว!
- ประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการควรรู้
- ภูมิทัศน์ใหม่ของกฎหมายบรรจุภัณฑ์ไทย
- หลักการสำคัญที่ SME ต้องเข้าใจ: EPR และ Eco-design
- การเปลี่ยนแปลงด้านฉลากและข้อบังคับที่ต้องจับตา
- ผลกระทบและแนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับ SME
- โอกาสทางการตลาดและการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน
- แนวโน้มตลาดบรรจุภัณฑ์ไทยในปี 2026 และอนาคต
- สรุป: ก้าวต่อไปสำหรับผู้ประกอบการ SME
บทความนี้จะพาไปส่องกฎหมายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน 2026 SME ต้องเตรียมตัว! ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวงการอุตสาหกรรมของประเทศไทย กฎหมายและมาตรการใหม่ที่คาดว่าจะบังคับใช้ในปี 2026 นี้ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการทุกขนาด โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่ต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหลักการความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR), การออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-design), และข้อบังคับใหม่เกี่ยวกับฉลากคาร์บอน การทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมล่วงหน้าจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่การดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนและเติบโตต่อไปในอนาคต
ประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการควรรู้
- กฎหมายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนฉบับใหม่: ร่างพระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืนคาดว่าจะประกาศใช้ในปี 2026 โดยมีหลักการสำคัญคือ EPR (Extended Producer Responsibility) ที่กำหนดให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต
- ข้อบังคับฉลากคาร์บอน: ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป ฉลากคาร์บอน (Carbon Label) จะเปลี่ยนจากระบบสมัครใจเป็นข้อบังคับสำหรับสินค้าหลายประเภท ทำให้ผู้ประกอบการต้องแสดงข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกบนผลิตภัณฑ์
- การปรับตัวของ SME: ผู้ประกอบการ SME จำเป็นต้องปรับตัวในหลายมิติ ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ง่าย (Eco-design) ไปจนถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่อาจเกิดขึ้น
- การสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน: มีโครงการและหน่วยงานที่พร้อมให้การสนับสนุน SME ในการเปลี่ยนผ่านสู่บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน เช่น โครงการ Aluminium Loop Model และโครงการ MA-RE-DESIGN
- โอกาสทางธุรกิจ: การปรับตัวตามกฎหมายใหม่ไม่ใช่เพียงภาระ แต่เป็นโอกาสในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี (การตลาดสีเขียว) และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันเพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
ภูมิทัศน์ใหม่ของกฎหมายบรรจุภัณฑ์ไทย
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยมีแรงผลักดันจากทั้งกระแสโลกและนโยบายภายในประเทศที่มุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) หนึ่งในกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนเป้าหมายนี้คือการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดขยะที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง
ร่างพระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน: จุดเปลี่ยนสำคัญ
หัวใจของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือ “ร่างพระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน พ.ศ. …” ซึ่งผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในช่วงต้นปี 2568 และคาดการณ์ว่าจะมีการประกาศบังคับใช้อย่างเป็นทางการภายในปี 2569 (ค.ศ. 2026) กฎหมายฉบับนี้นับเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายชิ้นแรกของไทยที่มุ่งเน้นการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างเป็นระบบและครบวงจรโดยเฉพาะ ต่างจากในอดีตที่การจัดการขยะบรรจุภัณฑ์ยังกระจัดกระจายอยู่ภายใต้กฎหมายอื่น ๆ
การมาถึงของกฎหมายนี้จะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม โดยเปลี่ยนมุมมองจากการจัดการขยะที่ปลายทาง (end-of-pipe treatment) มาสู่การป้องกันและลดขยะตั้งแต่ต้นทาง (source reduction) ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องทบทวนกระบวนการออกแบบและเลือกใช้วัสดุสำหรับบรรจุภัณฑ์ของตนเองอย่างจริงจัง
เป้าหมายและสาระสำคัญของกฎหมาย
เป้าหมายหลักของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีความชัดเจนในการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สำหรับบรรจุภัณฑ์ โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้:
- ส่งเสริมการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน: กำกับดูแลตลอดวงจรชีวิตของบรรจุภัณฑ์ ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการหลังการบริโภค
- สร้างระบบการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า: ลดการพึ่งพาทรัพยากรใหม่ (virgin materials) และส่งเสริมการใช้วัสดุรีไซเคิล
- เพิ่มสัดส่วนการใช้ซ้ำและรีไซเคิล: กำหนดเป้าหมายและสร้างกลไกเพื่อผลักดันให้บรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วถูกนำกลับเข้าสู่กระบวนการใช้ซ้ำ (Reuse) หรือนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) ให้ได้มากที่สุด
- ป้องกันปัญหามลพิษ: ลดปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ที่หลุดรอดออกสู่สิ่งแวดล้อม เช่น แม่น้ำ ลำคลอง และทะเล ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหามลพิษพลาสติกและไมโครพลาสติก
สาระสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษคือการกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะการนำหลักการ EPR มาปรับใช้ ซึ่งจะกล่าวถึงในรายละเอียดต่อไป
หลักการสำคัญที่ SME ต้องเข้าใจ: EPR และ Eco-design
กฎหมายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนฉบับใหม่นำเสนอสองแนวคิดหลักที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมในอนาคต นั่นคือ EPR (Extended Producer Responsibility) และ Eco-design ซึ่ง SME จำเป็นต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเพื่อวางแผนปรับตัวได้อย่างถูกต้อง
EPR (Extended Producer Responsibility): ความรับผิดชอบที่ขยายกว้างขึ้น
EPR หรือ หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต คือแนวคิดที่ว่าผู้ผลิตสินค้าซึ่งเป็นผู้เลือกใช้และนำบรรจุภัณฑ์เข้าสู่ตลาด ควรมีส่วนรับผิดชอบต่อบรรจุภัณฑ์นั้นๆ ตลอดวงจรชีวิต ไม่ใช่แค่ช่วงการผลิตและการขาย แต่ขยายความรับผิดชอบไปจนถึงขั้นตอนการจัดการซากผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคด้วย
ในทางปฏิบัติ หลักการ EPR หมายความว่า ผู้ประกอบการ (ทั้งผู้ผลิตและผู้นำเข้า) จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเก็บรวบรวม คัดแยก และรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ของตนเอง ซึ่งอาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น การจัดตั้งระบบเก็บคืนเอง การเข้าร่วมองค์กรรับผิดชอบของผู้ผลิต (Producer Responsibility Organization – PRO) หรือการจ่ายค่าธรรมเนียมเข้ากองทุนสิ่งแวดล้อมตามที่กฎหมายกำหนด แนวทางนี้จะผลักดันให้ผู้ผลิตหันมาออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ง่ายขึ้นเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของตนเองในระยะยาว
Eco-design: ออกแบบเพื่อโลกอนาคต
Eco-design หรือ การออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ เป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับหลักการ EPR โดยตรง มันคือกระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การเลือกใช้วัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการหลังหมดอายุการใช้งาน
สำหรับบรรจุภัณฑ์ การทำ Eco-design อาจหมายถึง:
- การลดการใช้วัสดุ (Reduction): ออกแบบให้บรรจุภัณฑ์มีขนาดเล็กลง บางลง หรือใช้วัสดุน้อยลงแต่ยังคงประสิทธิภาพในการป้องกันสินค้า
- การเลือกใช้วัสดุที่รีไซเคิลได้ง่าย (Recyclability): เลือกใช้วัสดุชนิดเดียว (Mono-material) แทนวัสดุผสมหลายชั้นที่แยกออกจากกันได้ยาก หลีกเลี่ยงการใช้สีหรือสารเคลือบที่ขัดขวางกระบวนการรีไซเคิล
- การออกแบบเพื่อการใช้ซ้ำ (Reusability): สร้างสรรค์บรรจุภัณฑ์ที่แข็งแรงทนทานและสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้หลายครั้ง
- การใช้วัสดุรีไซเคิล (Recycled Content): เพิ่มสัดส่วนของพลาสติกรีไซเคิลหรือกระดาษรีไซเคิลในการผลิตบรรจุภัณฑ์ใหม่
ในอนาคต อาจมีข้อกำหนดหรือมาตรฐานการออกแบบบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนออกมาอย่างเป็นทางการ ผู้ประกอบการ SME ที่เริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้จึงมีความได้เปรียบในการแข่งขัน
การเปลี่ยนแปลงด้านฉลากและข้อบังคับที่ต้องจับตา
นอกเหนือจากโครงสร้างกฎหมายหลักแล้ว อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมและส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงานของผู้ประกอบการ SME คือข้อบังคับด้านการแสดงข้อมูลบนฉลากสินค้า โดยเฉพาะ “ฉลากคาร์บอน” ที่กำลังจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่
ฉลากคาร์บอน (Carbon Label): จากทางเลือกสู่ข้อบังคับ
ฉลากคาร์บอนคือเครื่องหมายที่แสดงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (หรือคาร์บอนฟุตพริ้นท์) ตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการซากผลิตภัณฑ์ ข้อมูลนี้ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนน้อยกว่า
ที่ผ่านมา การติดฉลากคาร์บอนในประเทศไทยเป็นไปในลักษณะของความสมัครใจ แต่มีแนวโน้มที่ชัดเจนว่า ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป ฉลากคาร์บอนจะถูกยกระดับจาก “ความสมัครใจ” ไปสู่ “ข้อบังคับ” สำหรับสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งจะครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมาก การเปลี่ยนแปลงนี้หมายความว่า SME ที่ผลิตหรือจำหน่ายสินค้าในกลุ่มดังกล่าว จะต้องเตรียมความพร้อมในการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ และแสดงข้อมูลบนบรรจุภัณฑ์อย่างถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งกระบวนการนี้อาจต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญและการจัดการข้อมูลภายในองค์กรอย่างเป็นระบบ
ผลกระทบและแนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับ SME
กฎหมายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องย่อมนำมาซึ่งความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการ SME อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายเหล่านี้สามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสได้หากมีการวางแผนและเตรียมความพร้อมที่ดี
| ประเด็นความท้าทาย | แนวทางการเตรียมตัวสำหรับ SME |
|---|---|
| การปรับเปลี่ยนวัสดุ | ศึกษาและทดลองใช้วัสดุทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น พลาสติกรีไซเคิล (rPET, rHDPE), พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics), กระดาษที่ได้รับการรับรอง FSC, หรือวัสดุที่ย่อยสลายได้ |
| การออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ | ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้าน Eco-design เพื่อปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ให้รีไซเคิลได้ง่าย ลดส่วนประกอบที่ไม่จำเป็น เช่น ฉลากที่ลอกออกยาก หรือการใช้กาวที่ขัดขวางการรีไซเคิล |
| การจัดการข้อมูลฉลากคาร์บอน | เริ่มศึกษาหลักการและวิธีการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (LCA) และเตรียมรวบรวมข้อมูลที่จำเป็น เช่น แหล่งที่มาของวัตถุดิบ, ปริมาณการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต |
| ต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้น | วางแผนงบประมาณสำหรับการลงทุนในวัสดุและเทคโนโลยีใหม่ มองหาซัพพลายเออร์ที่มีราคาแข่งขันได้ และพิจารณาว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแบรนด์ในระยะยาวได้หรือไม่ |
| การปฏิบัติตามหลัก EPR | ติดตามข่าวสารและรูปแบบการจัดการ EPR ที่ภาครัฐจะประกาศอย่างใกล้ชิด พิจารณาความเป็นไปได้ในการเข้าร่วมเครือข่ายหรือองค์กร PRO เพื่อลดภาระในการจัดการด้วยตนเอง |
โอกาสทางการตลาดและการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน
แม้จะมีความท้าทาย แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ สำหรับ SME ที่ปรับตัวได้เร็ว โดยเฉพาะในด้านการตลาดและการสร้างแบรนด์ อีกทั้งยังมีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่งที่พร้อมให้การสนับสนุน
การตลาดสีเขียว (Green Marketing): เปลี่ยนข้อบังคับให้เป็นโอกาส
พฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ผู้คนหันมาใส่ใจประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมมากขึ้น การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่แค่การปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เป็นเครื่องมือสื่อสารทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพ สามารถสร้างความแตกต่างและดึงดูดใจผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้ การแสดงข้อมูลบนฉลากอย่างโปร่งใส เช่น ฉลากคาร์บอน หรือสัญลักษณ์รีไซเคิล สามารถสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ ทำให้ผู้บริโภคยินดีที่จะสนับสนุนและจ่ายในราคาที่สูงขึ้นเล็กน้อยเพื่อแลกกับสินค้าที่เป็นมิตรต่อโลก
โมเดลความร่วมมือและโครงการสนับสนุน
SME ไม่ได้เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงนี้เพียงลำพัง ภาครัฐและองค์กรเอกชนได้ริเริ่มโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในการเปลี่ยนผ่าน เช่น:
- Aluminium Loop Model: เป็นโครงการความร่วมมือ 5 ปี (2568-2572) ระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับภาคเอกชน เพื่อสร้างโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับบรรจุภัณฑ์อะลูมิเนียม ซึ่งเป็นต้นแบบที่ดีในการจัดการวัสดุรีไซเคิล
- โครงการ MA-RE-DESIGN: จัดโดยหน่วยงานต่างๆ เพื่อพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและมาตรฐานการออกแบบบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน SME สามารถเข้าร่วมเวทีสัมมนาและรับฟังข้อมูลเพื่อนำมาปรับใช้กับธุรกิจของตน
- สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMSE): ภายใต้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่อง EPR และให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน
ผู้ประกอบการควรติดตามข่าวสารและเข้าร่วมโครงการเหล่านี้ เพื่อรับคำแนะนำ การสนับสนุนด้านเทคนิค และสร้างเครือข่ายกับผู้ที่มีประสบการณ์ในวงการ
แนวโน้มตลาดบรรจุภัณฑ์ไทยในปี 2026 และอนาคต
ตลาดบรรจุภัณฑ์ในประเทศไทยยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหนุนจากภาคอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค และการขยายตัวของการค้าออนไลน์ (E-commerce) ที่ต้องการบรรจุภัณฑ์ที่แข็งแรงและเหมาะสมกับการขนส่งทางไกล
อย่างไรก็ตาม ทิศทางของตลาดในปี 2026 และต่อไปในอนาคตจะถูกกำหนดโดยสองปัจจัยหลัก คือ กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น และ พฤติกรรมผู้บริโภคที่ใส่ใจความยั่งยืน บรรจุภัณฑ์ที่เคยได้รับความนิยมแต่อาจรีไซเคิลได้ยาก เช่น พลาสติกหลายชั้น (multi-layer plastics) หรือบรรจุภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบซับซ้อน จะเผชิญกับความท้าทายมากขึ้น ในทางกลับกัน บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล วัสดุจากพืช หรือออกแบบตามหลัก Eco-design จะกลายเป็นที่ต้องการของตลาดและเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม
การปรับตัวในปี 2026 ไม่ใช่แค่การปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เป็นโอกาสในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและภาพลักษณ์ที่ดีในตลาดยุคใหม่
สรุป: ก้าวต่อไปสำหรับผู้ประกอบการ SME
การมาถึงของกฎหมายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนในปี 2026 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ผู้ประกอบการ SME ไม่อาจมองข้าม การเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ คือกุญแจสำคัญในการรับมือกับความท้าทายและคว้าโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ผู้ประกอบการควรเริ่มต้นจากการทบทวนบรรจุภัณฑ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับวัสดุทางเลือกและหลักการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ ติดตามความคืบหน้าของร่างกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ อย่างใกล้ชิด และที่สำคัญคือการมองหาพันธมิตรทางธุรกิจที่สามารถให้คำปรึกษาและสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนี้ได้
การลงทุนเพื่อความยั่งยืนในวันนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นภายใต้กติกาใหม่ แต่ยังเป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับแบรนด์ เพื่อเติบโตเคียงข้างไปกับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่กำลังมองหาโซลูชันด้านการพิมพ์ฉลากสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กฎหมายใหม่และเทรนด์รักษ์โลก GIANT PRINT คือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่พร้อมให้บริการ ด้วยเครื่องพิมพ์มาตรฐานทันสมัยและวัสดุชั้นนำจากต่างประเทศ เรามีทีมงานมืออาชีพที่พร้อมให้คำปรึกษาและออกแบบผลิตชิ้นงาน ไม่ว่าจะเป็นฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์, สกรีนแก้วกาแฟ, นามบัตร, เมนูอาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อช่วยให้ธุรกิจของคุณปรับตัวและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ giantprint.co.th
ที่อยู่: ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไจแอนท์ ปริ้น 44 หมู่ 14 ถนน ศรีจันทร์ ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
Email: [email protected]
ติดตามเราได้ที่: FACEBOOK PAGE | LINE | TIKTOK
