สติ๊กเกอร์ PP, PVC, กระดาษ: เลือกแบบไหนให้ปังกับสินค้า
การตัดสินใจเลือกวัสดุสำหรับฉลากสินค้าเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการ เพราะฉลากไม่ได้เป็นเพียงป้ายบอกข้อมูล แต่ยังเป็นหน้าตาของแบรนด์ที่สร้างการรับรู้และส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคโดยตรง การทำความเข้าใจในหัวข้อ สติ๊กเกอร์ PP, PVC, กระดาษ: เลือกแบบไหนให้ปังกับสินค้า จะช่วยให้สามารถเลือกวัสดุที่เหมาะสมที่สุด คุ้มค่า และสามารถส่งเสริมภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สรุปประเด็นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ
- สติ๊กเกอร์ PP: เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับสินค้าที่ต้องการความทนทานสูงต่อความชื้น ความเย็น และความร้อน มีคุณสมบัติกันน้ำ 100% เนื้อเหนียว ฉีกไม่ขาด ให้ภาพลักษณ์ที่เรียบหรูและพรีเมียม
- สติ๊กเกอร์ PVC: มีความยืดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับติดบนพื้นผิวโค้งหรือมัน กันน้ำได้ดี แต่ทนความร้อนได้น้อยกว่า PP เป็นตัวเลือกที่สมดุลระหว่างราคาและความทนทาน เหมาะกับงานที่ต้องการความหรูหรา
- สติ๊กเกอร์กระดาษ: เป็นวัสดุที่มีราคาถูกที่สุด เหมาะสำหรับสินค้าที่ไม่ต้องสัมผัสน้ำหรือความชื้น ใช้ในสภาพแวดล้อมที่แห้ง หรือสำหรับงานใช้ครั้งเดียว เช่น สินค้าโปรโมชันหรือของแจก
- ปัจจัยในการเลือก: การตัดสินใจควรพิจารณาจากหลายองค์ประกอบร่วมกัน ได้แก่ ลักษณะบรรจุภัณฑ์ (เรียบหรือโค้ง) สภาพแวดล้อมการใช้งาน (โดนน้ำหรือความร้อน) ภาพลักษณ์ของแบรนด์ (พรีเมียมหรือธรรมชาติ) และงบประมาณ
ความสำคัญของการเลือกวัสดุฉลากสินค้า
ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง ฉลากสินค้าเปรียบเสมือนพนักงานขายเงียบที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง การเลือกใช้วัสดุที่ไม่เหมาะสมอาจนำไปสู่ปัญหาต่างๆ เช่น ฉลากหลุดลอกเมื่อโดนความชื้น สีซีดจางเมื่อเจอแสงแดด หรือฉีกขาดง่ายระหว่างการขนส่ง ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้สินค้าดูด้อยคุณภาพ แต่ยังทำลายความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในสายตาผู้บริโภคอีกด้วย
ดังนั้น การลงทุนเวลาเพื่อทำความเข้าใจคุณสมบัติของวัสดุสติ๊กเกอร์แต่ละประเภทจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเจ้าของธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่ต้องการสร้างความแตกต่างและทำให้สินค้าโดดเด่นบนชั้นวาง การเลือกวัสดุที่ถูกต้องจะช่วยยืดอายุการใช้งานของฉลาก คงความสวยงามของบรรจุภัณฑ์ และเสริมสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าตั้งแต่แรกเห็นไปจนถึงการใช้งานจริง
เจาะลึกวัสดุสติ๊กเกอร์ยอดนิยม 3 ประเภท
วัสดุสติ๊กเกอร์ที่ใช้ในการ พิมพ์ฉลากสินค้า มีหลากหลายชนิด แต่ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการอุตสาหกรรมและสินค้าอุปโภคบริโภคมี 3 ประเภทหลัก ได้แก่ สติ๊กเกอร์ PP, สติ๊กเกอร์ PVC และสติ๊กเกอร์กระดาษ ซึ่งแต่ละชนิดมีคุณสมบัติ ข้อดี และข้อจำกัดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
สติ๊กเกอร์ PP (Polypropylene): ทนทาน พรีเมียม กันน้ำ 100%
สติ๊กเกอร์ PP หรือ Polypropylene เป็นวัสดุพลาสติกคุณภาพสูงที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับสินค้าที่ต้องการความทนทานและความสวยงามควบคู่กันไป ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นหลายประการ ทำให้เป็นที่นิยมในกลุ่มสินค้าพรีเมียมและสินค้าที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย
คุณสมบัติหลักและจุดเด่น:
- การกันน้ำและความชื้น: จุดแข็งที่สุดของสติ๊กเกอร์ PP คือคุณสมบัติการเป็น สติ๊กเกอร์กันน้ำ ได้ 100% ทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับติดบนบรรจุภัณฑ์ที่ต้องสัมผัสน้ำโดยตรง เช่น ขวดแชมพู สบู่เหลว หรือสินค้าที่ต้องแช่ในถังน้ำแข็ง เช่น ขวดเครื่องดื่มต่างๆ โดยฉลากจะไม่เปื่อยยุ่ยหรือหลุดลอกออก
- ความทนทานต่อการฉีกขาด: เนื้อพลาสติก PP มีความเหนียวและยืดหยุ่นสูงมาก ทำให้ฉีกด้วยมือเปล่าไม่ขาด คุณสมบัตินี้ช่วยป้องกันความเสียหายระหว่างการขนส่งและการจัดเก็บสินค้าได้เป็นอย่างดี
- ความทนทานต่อความร้อน: สติ๊กเกอร์ PP สามารถทนต่ออุณหภูมิได้สูงถึง 90 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าสติ๊กเกอร์พลาสติกชนิดอื่น ทำให้สามารถใช้กับสินค้าที่ต้องผ่านกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับความร้อน หรือวางจำหน่ายในบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงได้
- ความสวยงามและผิวสัมผัส: ผิวของสติ๊กเกอร์ PP มีความเรียบเนียน ให้สัมผัสที่ดี และเมื่อพิมพ์งานลงไปแล้วจะให้สีสันที่คมชัดสดใส ทำให้ผลิตภัณฑ์ดูมีมูลค่าและมีความเป็นพรีเมียมมากขึ้น นอกจากนี้ยังไม่มีกลิ่นและไม่ทำปฏิกิริยากับสารเคมี จึงปลอดภัยสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค
ข้อควรพิจารณา:
ข้อจำกัดหลักของสติ๊กเกอร์ PP คือมีราคาสูงกว่าสติ๊กเกอร์ PVC และกระดาษ ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อชิ้นสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับคุณภาพและความทนทานที่ได้รับ ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับสินค้าที่ต้องการรักษาภาพลักษณ์ที่ดีในระยะยาว
เหมาะกับสินค้าประเภทใด:
ด้วยคุณสมบัติที่ครบครัน สติ๊กเกอร์ PP จึงเหมาะกับสินค้าหลากหลายประเภท โดยเฉพาะกลุ่มที่เน้นคุณภาพและความทนทานเป็นพิเศษ เช่น ฉลากขวดน้ำดื่ม, แก้วเครื่องดื่ม, ขวดแชมพู, ครีมนวด, เจลอาบน้ำ, บรรจุภัณฑ์อาหารแช่เย็น, เครื่องสำอาง และสินค้าที่ต้องการพิมพ์รายละเอียดตัวอักษรเล็กๆ ที่ต้องการความคมชัดสูง
สติ๊กเกอร์ PVC (Polyvinyl Chloride): ยืดหยุ่น ทนทาน เหมาะกับทุกพื้นผิว
สติ๊กเกอร์ PVC เป็นอีกหนึ่ง วัสดุสติ๊กเกอร์ ประเภทพลาสติกที่ได้รับความนิยมอย่างสูง มีจุดเด่นด้านความยืดหยุ่นและความสามารถในการยึดเกาะบนพื้นผิวที่หลากหลาย ทำให้เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์งานได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ฉลากสินค้าไปจนถึงงานตกแต่งและโฆษณา
คุณสมบัติหลักและจุดเด่น:
- ความยืดหยุ่นสูง: สติ๊กเกอร์ PVC มีความนิ่มและยืดหยุ่นกว่า PP ทำให้สามารถติดเข้ากับพื้นผิวที่มีความโค้งมนหรือไม่เรียบได้เป็นอย่างดี เช่น หลอดบีบเครื่องสำอาง ขวดครีมทรงแปลกๆ หรือแกลลอนน้ำมัน โดยสติ๊กเกอร์จะแนบสนิทไปกับพื้นผิว ไม่เด้งหรือเกิดฟองอากาศได้ง่าย
- ความทนทานและกันน้ำ: เช่นเดียวกับ PP สติ๊กเกอร์ PVC มีคุณสมบัติกันน้ำ ทนความชื้นได้ดี และเนื้อเหนียวฉีกไม่ขาด จึงเหมาะกับสินค้าที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เปียกชื้น เช่น สินค้าในห้องน้ำหรืออาหารแช่เย็น
- ความหลากหลายของพื้นผิว: PVC มีตัวเลือกพื้นผิวให้เลือกหลากหลายกว่า ทั้งแบบผิวมัน (Glossy) ผิวด้าน (Matte) หรือแม้กระทั่งผิวแบบพิเศษ เช่น ลายเมทัลลิค ซึ่งช่วยสร้างลูกเล่นและเพิ่มความหรูหราให้กับฉลากสินค้าได้
- ราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า: โดยทั่วไปแล้ว สติ๊กเกอร์ PVC มีราคาที่ประหยัดกว่าสติ๊กเกอร์ PP ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจที่ต้องการความทนทานในงบประมาณที่ควบคุมได้
ข้อควรพิจารณา:
แม้จะทนทาน แต่สติ๊กเกอร์ PVC มีข้อจำกัดด้านความทนทานต่อความร้อน โดยสามารถทนอุณหภูมิได้เพียงประมาณ 50-60 องศาเซลเซียสเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่า PP อย่างมีนัยสำคัญ จึงไม่เหมาะกับสินค้าที่ต้องผ่านความร้อนสูง นอกจากนี้ คุณสมบัติการกันน้ำแม้จะดี แต่โดยรวมยังไม่เทียบเท่ากับ PP ที่กันได้ 100% และการลอกสติ๊กเกอร์ PVC ออกอาจทำได้ยากและทิ้งคราบกาวไว้มากกว่า
เหมาะกับสินค้าประเภทใด:
สติ๊กเกอร์ PVC ตอบโจทย์สินค้าที่ต้องการความสวยงาม หรูหรา และต้องติดบนบรรจุภัณฑ์ที่มีความโค้ง เช่น ขวดเครื่องสำอาง, หลอดครีม, ฉลากสินค้ากันน้ำทั่วไป, สติ๊กเกอร์ติดรถยนต์, ป้ายโฆษณาต่างๆ และสินค้าที่ต้องการความทนทานแต่ไม่จำเป็นต้องทนความร้อนสูง
สติ๊กเกอร์กระดาษ: ตัวเลือกสุดประหยัดสำหรับงานทั่วไป
สติ๊กเกอร์กระดาษเป็นวัสดุพื้นฐานและเป็นที่รู้จักกันดีที่สุด มีจุดเด่นที่ชัดเจนคือเรื่องของราคาที่ถูกกว่าสติ๊กเกอร์พลาสติกทุกชนิด ทำให้เป็นตัวเลือกแรกๆ สำหรับผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มต้นหรือมีงบประมาณจำกัด
สติ๊กเกอร์กระดาษคือทางออกที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับงานที่ไม่ต้องการความทนทานสูง หรือใช้งานในระยะสั้น ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คุณสมบัติหลักและจุดเด่น:
- ราคาถูกที่สุด: เป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุด ทำให้สามารถผลิตฉลากได้ในปริมาณมากด้วยต้นทุนที่ต่ำ เหมาะสำหรับสินค้าที่ต้องการทำกำไรสูงหรือใช้ในงานส่งเสริมการขาย
- หาได้ง่าย: เป็นวัสดุมาตรฐานที่ โรงพิมพ์สติ๊กเกอร์ ทั่วไปมีให้บริการ ทำให้ง่ายต่อการสั่งผลิตและไม่ต้องรอสินค้านาน
ข้อควรพิจารณา:
ข้อจำกัดของสติ๊กเกอร์กระดาษมีค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเรื่องความทนทาน วัสดุชนิดนี้ไม่สามารถกันน้ำได้เลย เมื่อสัมผัสกับน้ำหรือความชื้นจะเปื่อยยุ่ยและหลุดลอกได้ง่าย นอกจากนี้ยังฉีกขาดได้ง่ายมาก ทำให้ไม่เหมาะกับการขนส่งที่อาจมีการเสียดสีหรือกระแทก และไม่ทนทานต่อความร้อนหรือแสงแดด ทำให้สีซีดจางได้เร็ว
เหมาะกับสินค้าประเภทใด:
สติ๊กเกอร์กระดาษเหมาะสำหรับงานที่ไม่ต้องสัมผัสน้ำและความชื้นโดยเด็ดขาด เช่น ฉลากติดกล่องสินค้าแห้ง, ป้ายบอกราคาสินค้า, สติ๊กเกอร์บาร์โค้ด, สติ๊กเกอร์สำหรับของแจกหรือของพรีเมี่ยมที่ใช้ในงานอีเวนต์, สติ๊กเกอร์ติดบนบรรจุภัณฑ์ที่อยู่ในห้องหรือสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ และงานอื่นๆ ที่มีลักษณะการใช้งานเพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง
ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติสติ๊กเกอร์แต่ละชนิด
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างของวัสดุแต่ละประเภทได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถสรุปเปรียบเทียบคุณสมบัติในด้านต่างๆ ได้ดังตารางต่อไปนี้
| คุณสมบัติ | สติ๊กเกอร์ PP | สติ๊กเกอร์ PVC | สติ๊กเกอร์กระดาษ |
|---|---|---|---|
| วัสดุหลัก | พลาสติก (Polypropylene) | พลาสติก (Polyvinyl Chloride) | เยื่อกระดาษ |
| ภาพลักษณ์/ความสวยงาม | พรีเมียม, เรียบเนียน, สวยงาม | หรูหรา, มีพื้นผิวหลากหลาย | ธรรมชาติ, เรียบง่าย |
| การกันน้ำ | ดีเยี่ยม (กันน้ำ 100%) | ดี (กันน้ำได้ แต่ไม่เท่า PP) | ไม่กันน้ำเลย |
| ความทนต่อความร้อน | สูง (ทนได้ถึง 90°C) | ปานกลาง (ทนได้ 50-60°C) | ต่ำ |
| ความทนต่อการฉีกขาด | ฉีกไม่ขาด | ฉีกไม่ขาด | ฉีกขาดได้ง่าย |
| การติดบนพื้นผิวโค้ง | ดี | ดีมาก | พอใช้ (อาจเด้งออก) |
| คุณภาพการพิมพ์ | คมชัดสูง | คมชัด | ปานกลาง |
| ราคา | สูง | ปานกลาง | ต่ำ |
คู่มือเลือกวัสดุสติ๊กเกอร์ให้เหมาะกับสินค้าของคุณ
หลังจากทำความเข้าใจคุณสมบัติของวัสดุแต่ละชนิดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์เพื่อทำการ เลือกสติ๊กเกอร์ ที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ของตนเองมากที่สุด โดยสามารถใช้หลักเกณฑ์ต่อไปนี้ในการพิจารณา
พิจารณาจากลักษณะของบรรจุภัณฑ์
รูปทรงของบรรจุภัณฑ์เป็นปัจจัยแรกที่ต้องคำนึงถึง หากบรรจุภัณฑ์มีพื้นผิวเรียบ เช่น กล่องสี่เหลี่ยม หรือขวดทรงกระบอกตรง สามารถใช้วัสดุได้เกือบทุกชนิด แต่หากบรรจุภัณฑ์มีส่วนโค้ง ส่วนเว้า หรือเป็นแบบหลอดบีบที่มีความยืดหยุ่น การเลือกใช้สติ๊กเกอร์ PVC ที่มีความยืดหยุ่นสูงจะเหมาะสมที่สุด เพราะสามารถแนบสนิทไปกับพื้นผิวได้ดีกว่า ลดปัญหาสติ๊กเกอร์เด้งหรือเกิดรอยยับ ส่วนสติ๊กเกอร์ PP ก็สามารถใช้กับพื้นผิวโค้งได้ดีในระดับหนึ่ง แต่สำหรับสติ๊กเกอร์กระดาษอาจไม่เหมาะนักเพราะมีความแข็งและอาจหลุดลอกบริเวณขอบได้ง่าย
พิจารณาจากการใช้งานและสภาพแวดล้อม
ถามตัวเองว่าสินค้าจะถูกนำไปใช้งานในสภาพแวดล้อมแบบใด:
- ต้องสัมผัสน้ำหรือความชื้นสูงหรือไม่?: หากใช่ (เช่น สินค้าในห้องน้ำ, เครื่องดื่มแช่เย็น, อาหารแช่แข็ง) ตัวเลือกควรจำกัดอยู่ที่ PP หรือ PVC เท่านั้น โดย PP จะให้ความมั่นใจเรื่องการกันน้ำได้ดีที่สุด
- ต้องทนความร้อนหรือไม่?: หากสินค้าต้องผ่านกระบวนการบรรจุที่ร้อน หรือต้องวางจำหน่ายในที่ที่มีอุณหภูมิสูง สติ๊กเกอร์ PP คือคำตอบเดียวที่เหมาะสม เนื่องจากทนความร้อนได้ถึง 90°C
- เป็นการใช้งานระยะสั้นหรือครั้งเดียวหรือไม่?: หากเป็นสติ๊กเกอร์สำหรับงานโปรโมชัน, ของแถม, หรือติดบนสินค้าที่ไม่ต้องการความทนทานมากนัก การเลือกใช้สติ๊กเกอร์กระดาษจะช่วยประหยัดต้นทุนได้อย่างมหาศาล
พิจารณาจากภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ต้องการสื่อสาร
วัสดุของฉลากสามารถส่งผลต่อการรับรู้ของลูกค้าได้โดยตรง หากต้องการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดูพรีเมียม ทันสมัย และน่าเชื่อถือ การลงทุนกับสติ๊กเกอร์ PP หรือ PVC จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า สามารถเพิ่มเทคนิคพิเศษหลังการพิมพ์ เช่น การเคลือบเงา เคลือบด้าน หรือปั๊มฟอยล์เพื่อเพิ่มมูลค่าได้ ในทางกลับกัน หากแบรนด์ต้องการสื่อสารความเป็นธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือสไตล์มินิมอล การเลือกใช้สติ๊กเกอร์กระดาษ (โดยเฉพาะกระดาษคราฟท์) อาจเป็นทางเลือกที่สื่อสารตัวตนของแบรนด์ได้ดีกว่า
พิจารณาจากประเภทของสินค้าโดยตรง
สุดท้ายคือการจับคู่ประเภทสินค้ากับวัสดุที่เหมาะสมที่สุด โดยสรุปเป็นแนวทางได้ดังนี้:
- สินค้าอุปโภคทั่วไป (แห้ง): สติ๊กเกอร์กระดาษ (คุ้มค่าที่สุด)
- เครื่องสำอาง, ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว: สติ๊กเกอร์ PVC (ยืดหยุ่น, หรูหรา), สติ๊กเกอร์ PP (พรีเมียม, กันน้ำ)
- เครื่องดื่ม, อาหารแช่เย็น/แช่แข็ง: สติ๊กเกอร์ PP (กันน้ำ 100%, ทนความเย็น)
- สินค้าที่ต้องการความทนทานสูง: สติ๊กเกอร์ PP (ทนทานรอบด้าน)
บทสรุปและการเลือกโรงพิมพ์ที่เหมาะสม
การเลือกวัสดุระหว่าง สติ๊กเกอร์ PP, PVC, กระดาษ: เลือกแบบไหนให้ปังกับสินค้า นั้นไม่มีคำตอบที่ตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับการประเมินความต้องการของผลิตภัณฑ์และแบรนด์อย่างรอบด้าน สติ๊กเกอร์ PP คือตัวเลือกที่ให้ความทนทานสูงสุดในทุกมิติ เหมาะสำหรับสินค้าที่ต้องการคุณภาพระดับพรีเมียม, PVC เป็นตัวเลือกที่สมดุลระหว่างความสวยงาม ความยืดหยุ่น และราคา, ในขณะที่สติ๊กเกอร์กระดาษยังคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับงานที่เน้นการประหยัดต้นทุนและไม่ต้องการความทนทานสูง
การเลือกวัสดุที่เหมาะสมจะช่วยยกระดับสินค้า เพิ่มความน่าเชื่อถือ และสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าได้อย่างยั่งยืน หากยังไม่มั่นใจในการตัดสินใจ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจากโรงพิมพ์ที่มีประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ได้คำแนะนำที่ถูกต้องและเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ของคุณมากที่สุด
สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจร GIANT PRINT คือคำตอบ เรามีบริการออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์, สกรีนแก้วกาแฟ, นามบัตร, บัตรสะสมแต้ม, และอื่นๆ อีกมากมาย ด้วยเครื่องพิมพ์มาตรฐานทันสมัยและวัสดุชั้นนำ พร้อมทีมงานมืออาชีพที่พร้อมให้คำปรึกษาอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างสรรค์ชิ้นงานที่ตอบโจทย์ธุรกิจ SME และลูกค้าทุกท่านได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม:
ที่อยู่: ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไจแอนท์ ปริ้น 44 หมู่ 14 ถนน ศรีจันทร์ ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
Email: [email protected]
ติดตามเราได้ที่:
FACEBOOK PAGE |
LINE |
TIKTOK |
เว็บไซต์
