กฎหมายบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก 2569 ที่ SME ต้องรู้!
- สรุปประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการควรรู้
- บทนำ: จุดเปลี่ยนสำคัญของวงการบรรจุภัณฑ์
- กฎหมายบรรจุภัณฑ์จากสหภาพยุโรป (EU PPWR)
- ทิศทางกฎหมายการจัดการบรรจุภัณฑ์ของไทย
- แนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่วัสดุบรรจุภัณฑ์แห่งอนาคต
- เป้าหมายการลดขยะพลาสติกของประเทศไทย
- ความสำคัญของการเตรียมความพร้อมสำหรับ SME
- บทสรุป: ก้าวต่อไปของ SME สู่ความยั่งยืน
ปี 2569 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ต้องจับตามอง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของ กฎหมายบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก 2569 ที่ SME ต้องรู้! ทั้งในระดับสากลและในประเทศไทยจะมีความเข้มข้นและส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจโดยตรง การปรับตัวและเตรียมความพร้อมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
สรุปประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการควรรู้

- กฎหมาย EU PPWR มีผลบังคับใช้: สหภาพยุโรปกำหนดให้บรรจุภัณฑ์ต้องออกแบบมาเพื่อการรีไซเคิลได้ 100% และต้องมีส่วนผสมของวัสดุรีไซเคิลตามสัดส่วนที่กำหนด
- ประเทศไทยร่างกฎหมายใหม่: คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ช่วงปี 2569-2570 โดยใช้หลักการ EPR (Extended Producer Responsibility) ที่ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตของบรรจุภัณฑ์
- การเปลี่ยนผ่านสู่วัสดุใหม่: ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการใช้พลาสติกแบบดั้งเดิมไปสู่วัสดุทางเลือก เช่น พลาสติกรีไซเคิล (PCR) และวัสดุฐานชีวภาพ (Bio-based)
- เป้าหมายลดพลาสติกใช้ครั้งเดียว: ประเทศไทยมีแผนลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว 5 ประเภทให้เป็นศูนย์ภายในปี 2570 ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์
- การปรับตัวของ SME: ธุรกิจต้องประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของบรรจุภัณฑ์ที่ใช้อยู่ เลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อโลก และปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่
บทนำ: จุดเปลี่ยนสำคัญของวงการบรรจุภัณฑ์
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระแสความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมได้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคที่พึ่งพาบรรจุภัณฑ์เป็นอย่างมาก ผู้บริโภคทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ส่งผลให้ภาครัฐในหลายประเทศเริ่มออกกฎหมายและข้อบังคับที่เข้มงวดเพื่อจัดการปัญหาขยะจากบรรจุภัณฑ์อย่างจริงจัง ปี 2569 (ค.ศ. 2026) จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อกฎหมายสำคัญหลายฉบับเริ่มมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ ผู้ประกอบการ SME ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางกฎหมายและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ จากเทรนด์แพคเกจจิ้ง 2569 ที่เน้นความยั่งยืน
กฎหมายบรรจุภัณฑ์จากสหภาพยุโรป (EU PPWR)
หนึ่งในกฎหมายที่มีอิทธิพลต่อวงการบรรจุภัณฑ์ทั่วโลกคือ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ของสหภาพยุโรป ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้และส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าไปยังตลาดยุโรป รวมถึงเป็นต้นแบบให้หลายประเทศนำไปปรับใช้ กฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณขยะจากบรรจุภัณฑ์และส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยมีข้อกำหนดหลักที่น่าสนใจดังนี้
การออกแบบเพื่อการรีไซเคิล (Design for Recycling)
ข้อกำหนดแรกที่สำคัญที่สุดคือ บรรจุภัณฑ์ทุกชิ้นที่วางจำหน่ายในสหภาพยุโรปจะต้องถูกออกแบบมาให้สามารถนำไปรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกำหนดให้มีความสามารถในการรีไซเคิล (Recyclability) ไม่ต่ำกว่า 70% ของน้ำหนักบรรจุภัณฑ์ทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าผู้ผลิตต้องเลือกใช้วัสดุที่สามารถคัดแยกและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ง่าย เช่น การใช้พลาสติกชนิดเดียว (Mono-material) หลีกเลี่ยงการใช้วัสดุหลายชนิดที่ยากต่อการแยกส่วน รวมถึงการออกแบบฉลากสินค้า eco และกาวที่สามารถลอกออกได้ง่าย เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการรีไซเคิล
การเพิ่มสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล
PPWR บังคับให้บรรจุภัณฑ์พลาสติกต้องมีส่วนประกอบของวัสดุรีไซเคิล (Recycled Content) ตามสัดส่วนขั้นต่ำที่กำหนด และจะเพิ่มสัดส่วนนี้ขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต โดยตั้งเป้าหมายให้มีสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลให้ได้ถึง 50-65% ภายในปี 2583 (ค.ศ. 2040) ข้อกำหนดนี้จะกระตุ้นให้เกิดความต้องการเม็ดพลาสติกรีไซเคิลมากขึ้น และผลักดันให้ผู้ประกอบการต้องวางแผนการจัดหาวัตถุดิบและปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อใช้วัสดุรีไซเคิล เช่น กล่องกระดาษรีไซเคิล หรือบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีส่วนผสมของ Post-Consumer Recycled (PCR)
ข้อบังคับการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง
กฎหมายฉบับนี้ยังได้กำหนดข้อห้ามที่ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use Plastic) สำหรับสินค้าบางประเภท เช่น บรรจุภัณฑ์ขนาดเล็กสำหรับอาหารและเครื่องดื่มในร้านอาหาร ผักและผลไม้สดที่ยังไม่ผ่านการแปรรูป รวมถึงผลิตภัณฑ์ขนาดทดลองในกลุ่มเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในห้องน้ำของโรงแรม การเปลี่ยนแปลงนี้จะผลักดันให้เกิดนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่สามารถใช้ซ้ำได้ หรือเปลี่ยนไปใช้วัสดุทางเลือกอื่นที่ย่อยสลายได้
การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายไม่ได้เป็นเพียงข้อบังคับ แต่เป็นโอกาสสำหรับ SME ที่จะสร้างความแตกต่างและแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งสามารถดึงดูดผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี
ระบบมัดจำคืนขวด (Deposit Return System – DRS)
เพื่อเพิ่มอัตราการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม PPWR ได้บังคับให้ประเทศสมาชิกต้องจัดตั้งระบบมัดจำคืนขวด (DRS) สำหรับขวดพลาสติกและกระป๋องโลหะ ระบบนี้จะบวกราคามัดจำเข้าไปในราคาสินค้า และผู้บริโภคจะได้รับเงินมัดจำคืนเมื่อนำบรรจุภัณฑ์กลับมาคืนที่จุดรับคืน (DRS Point) โดยมีเป้าหมายให้อัตราการเก็บคืนขวดพลาสติกสูงถึงระดับที่กำหนดภายในปี 2572 (ค.ศ. 2029) ซึ่งจะช่วยให้มีวัตถุดิบคุณภาพดีเข้าสู่ระบบรีไซเคิลมากขึ้น
ทิศทางกฎหมายการจัดการบรรจุภัณฑ์ของไทย
สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงของการร่างกฎหมายการจัดการบรรจุภัณฑ์ฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มมีผลบังคับใช้ในช่วงปี พ.ศ. 2569–2570 กฎหมายนี้มีแนวทางที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้บรรจุภัณฑ์
หลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR)
หัวใจสำคัญของกฎหมายไทยฉบับใหม่คือการนำหลักการ Extended Producer Responsibility (EPR) หรือ “หลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต” มาปรับใช้ ซึ่งหมายความว่าผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าสินค้าจะต้องรับผิดชอบต่อบรรจุภัณฑ์ของตนเองตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต ไปจนถึงการจัดการซากบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค ผู้ประกอบการจะต้องมีส่วนร่วมในการสนับสนุนระบบการเก็บรวบรวมและรีไซเคิล ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของค่าธรรมเนียมหรือการจัดตั้งองค์กรที่รับผิดชอบโดยตรง แนวคิดนี้จะกระตุ้นให้ผู้ผลิตออกแบบบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกมากขึ้นเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการ
การออกแบบเชิงนิเวศและการใช้ซ้ำ
กฎหมายใหม่จะส่งเสริมการออกแบบเชิงนิเวศ (Eco-design) และการนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ซ้ำ (Re-use) อย่างจริงจัง โดยมีการตั้งเป้าหมายการใช้ซ้ำ (Re-use targets) สำหรับบรรจุภัณฑ์ประเภทต่างๆ ที่จะต้องทำให้สำเร็จภายในปี ค.ศ. 2040 นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้ก่อขยะ (ซึ่งรวมถึงผู้บริโภคและสถานประกอบการ) มีหน้าที่ตามกฎหมายในการคัดแยกขยะบรรจุภัณฑ์ตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้กระบวนการรวบรวมและนำไปรีไซเคิลมีประสิทธิภาพสูงสุด
แนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่วัสดุบรรจุภัณฑ์แห่งอนาคต
ภายใต้แรงกดดันจากกฎหมายและกระแสของผู้บริโภค ผู้ประกอบการ SME จึงจำเป็นต้องมองหาและปรับเปลี่ยนไปสู่วัสดุทางเลือกใหม่ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งมีสองประเภทหลักที่กำลังได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับในตลาด
พลาสติกรีไซเคิล (Post-Consumer Recycled – PCR)
PCR คือพลาสติกที่ได้จากการนำขยะพลาสติกหลังการบริโภค (เช่น ขวดน้ำ, แกลลอนนม) มาผ่านกระบวนการทำความสะอาด บดย่อย และหลอมเป็นเม็ดพลาสติกใหม่เพื่อนำกลับมาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์อีกครั้ง การใช้ PCR ช่วยลดการพึ่งพาทรัพยากรปิโตรเลียม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดปริมาณขยะพลาสติกที่ต้องส่งไปฝังกลบ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่สามารถผลิต PCR คุณภาพสูงที่มีความสะอาดและปลอดภัยเพียงพอสำหรับใช้เป็นบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มได้แล้ว
วัสดุฐานชีวภาพ (Bio-based Materials)
วัสดุฐานชีวภาพคือวัสดุที่ผลิตจากวัตถุดิบทางการเกษตรที่สามารถปลูกทดแทนได้ เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ซึ่งสามารถนำมาผลิตเป็นพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) ได้ วัสดุประเภทนี้มีข้อดีคือมีค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon Footprint) ต่ำกว่าพลาสติกที่ผลิตจากปิโตรเลียมอย่างมีนัยสำคัญ และบางชนิดยังสามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Biodegradable) ภายใต้สภาวะที่เหมาะสม การเลือกใช้วัสดุฐานชีวภาพจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์สีเขียวและตอบโจทย์การพิมพ์เพื่อสิ่งแวดล้อม
| คุณสมบัติ | พลาสติกแบบดั้งเดิม (Virgin Plastic) | พลาสติกรีไซเคิล (PCR) | วัสดุฐานชีวภาพ (Bio-based) |
|---|---|---|---|
| แหล่งวัตถุดิบ | ปิโตรเลียม (ทรัพยากรใช้แล้วหมดไป) | ขยะพลาสติกหลังการบริโภค | พืชเกษตร (มันสำปะหลัง, อ้อย) |
| ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม | คาร์บอนฟุตพรินต์สูง, สร้างขยะ | ลดขยะ, ลดการใช้ทรัพยากรใหม่ | คาร์บอนฟุตพรินต์ต่ำ, ย่อยสลายได้ (บางชนิด) |
| การสอดคล้องกับกฎหมายใหม่ | ไม่สอดคล้องในระยะยาว | สอดคล้องกับข้อกำหนด Recycled Content | เป็นทางเลือกที่ยั่งยืนและสอดคล้อง |
| ภาพลักษณ์ของแบรนด์ | อาจถูกมองว่าไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม | แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม | สร้างภาพลักษณ์แบรนด์สีเขียวและทันสมัย |
เป้าหมายการลดขยะพลาสติกของประเทศไทย
นอกเหนือจากกฎหมายการจัดการบรรจุภัณฑ์แล้ว ประเทศไทยยังมีแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566-2570) ที่ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนในการลดและเลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งให้ได้ 100% ภายในปี 2570 ซึ่งครอบคลุมพลาสติก 5 ประเภทหลักที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน ได้แก่:
- ขวดพลาสติก (ชนิด PET แบบบาง)
- ฝาขวด
- บรรจุภัณฑ์ฟิล์มพลาสติกชั้นเดียว
- ถุงพลาสติกหูหิ้ว
- ถ้วย/แก้วพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว
เป้าหมายนี้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังผู้ประกอบการ SME ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร คาเฟ่ หรือผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ว่าจำเป็นต้องเริ่มมองหาและเปลี่ยนไปใช้บรรจุภัณฑ์ทางเลือกโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นเมื่อมาตรการมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ
ความสำคัญของการเตรียมความพร้อมสำหรับ SME
การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายและเทรนด์ของตลาดที่มุ่งสู่ความยั่งยืน ทำให้ผู้ประกอบการ SME ไม่สามารถนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป การเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่เพียงแต่ช่วยให้ปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง แต่ยังเป็นการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและลดความเสี่ยงทางธุรกิจในระยะยาว โดยสิ่งที่ SME ควรเริ่มทำทันที ได้แก่:
- ประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์: ทำความเข้าใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากบรรจุภัณฑ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อหาจุดที่ต้องปรับปรุงและพัฒนา
- ศึกษาและเลือกใช้วัสดุทางเลือก: ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับวัสดุรักษ์โลก เช่น กล่องกระดาษรีไซเคิล, ฉลากสินค้า eco หรือพลาสติกชีวภาพ ที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์และงบประมาณ
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการพิมพ์: ร่วมมือกับโรงพิมพ์ที่มีความรู้ความเข้าใจด้านการพิมพ์เพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อออกแบบและผลิตฉลากและบรรจุภัณฑ์ที่สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่
- ปรับปรุงกระบวนการผลิต: มองหาแนวทางในการลดการใช้วัสดุที่ไม่จำเป็นในกระบวนการผลิตและบรรจุ เพื่อลดต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
- สื่อสารกับผู้บริโภค: สร้างการรับรู้และความเข้าใจให้แก่ลูกค้าถึงความพยายามของแบรนด์ในการเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความผูกพันและภาพลักษณ์ที่ดี
การปรับตัวให้เข้ากับกฎหมายบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกไม่เพียงแต่เป็นการทำตามข้อบังคับ แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของธุรกิจ ช่วยลดภาระภาษีหรือค่าธรรมเนียมด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้น และตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างตรงจุด
บทสรุป: ก้าวต่อไปของ SME สู่ความยั่งยืน
ปี 2569 คือจุดเปลี่ยนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้สำหรับวงการบรรจุภัณฑ์ กฎหมายทั้งในและต่างประเทศกำลังผลักดันให้ทุกภาคส่วนต้องหันมาให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอย่างจริงจัง สำหรับผู้ประกอบการ SME การทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมรับมือกับกฎหมายบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง การเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสม เช่น กล่องกระดาษรีไซเคิล การออกแบบฉลากสินค้า eco และการปรับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคงในยุคที่สิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ
สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่กำลังมองหาโซลูชันด้านการพิมพ์ที่ตอบโจทย์เทรนด์รักษ์โลก GIANT PRINT คือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่พร้อมให้บริการออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ ด้วยเครื่องพิมพ์มาตรฐานทันสมัยและวัสดุชั้นนำ เรามีความเชี่ยวชาญในการผลิตฉลากสินค้า สติ๊กเกอร์ และกล่องบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทีมงานมืออาชีพของเราพร้อมให้คำแนะนำและคำปรึกษาเพื่อช่วยให้ธุรกิจของคุณก้าวทันการเปลี่ยนแปลงและเติบโตอย่างยั่งยืน
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่:
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
อีเมล: [email protected]
ติดตามผลงานและโปรโมชันได้ทาง FACEBOOK PAGE, LINE, และ TIKTOK
