บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน กฎหมายใหม่ที่ SME ต้องรู้ก่อนปี 2026?
- สรุปประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการ SME ต้องทราบ
- ภาพรวมและความสำคัญของกฎหมายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนฉบับใหม่
- หลักการสำคัญของกฎหมาย: ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR)
- มาตรฐานการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-design) ที่ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตาม
- ข้อจำกัดและข้อห้ามเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์
- การเตรียมความพร้อมสำหรับ SME: สิ่งที่ต้องทำก่อนปี 2026
- สรุปแนวทางปฏิบัติและก้าวต่อไปสำหรับธุรกิจ
กระแสความยั่งยืนกำลังจะกลายเป็นข้อบังคับทางกฎหมายที่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ไม่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป โดยเฉพาะเรื่อง บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน กฎหมายใหม่ที่ SME ต้องรู้ก่อนปี 2026? ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงาน การออกแบบผลิตภัณฑ์ และภาระผูกพันด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ การทำความเข้าใจในสาระสำคัญของกฎหมายใหม่นี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อการปรับตัวและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในอนาคต
สรุปประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการ SME ต้องทราบ

- การบังคับใช้หลักการ EPR: ร่างพระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืนจะนำหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility – EPR) มาใช้ ซึ่งหมายความว่าผู้ผลิตต้องรับผิดชอบบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การผลิตจนถึงการจัดการหลังการบริโภค
- ทางเลือกในการจัดการ: ผู้ประกอบการ SME จะมี 2 ทางเลือกหลักในการปฏิบัติตามกฎหมาย คือ การจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วด้วยตนเอง (Individual Producer Responsibility – IPR) หรือการเข้าร่วมผ่านองค์กรรับผิดชอบของผู้ผลิต (Producer Responsibility Organization – PRO)
- มาตรฐาน Eco-design: บรรจุภัณฑ์จะต้องได้รับการออกแบบใหม่ตามหลักการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-design) เช่น การลดขนาดและน้ำหนัก การเลือกใช้วัสดุที่ได้มาตรฐาน และต้องสามารถนำกลับเข้าระบบรีไซเคิลได้อย่างแท้จริง
- ข้อห้ามใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง: กฎหมายจะกำหนดข้อห้ามการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use plastics) ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เฉพาะ เช่น ภาชนะบรรจุอาหารและเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล
- กรอบเวลาสำคัญคือปี 2026: ปี พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026) จะเป็นปีสำคัญที่กฎหมายด้านบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ จะถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวด ผู้ประกอบการจึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมตั้งแต่บัดนี้
ภาพรวมและความสำคัญของกฎหมายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนฉบับใหม่
ร่างพระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืนของประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลกำลังเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค กฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก และสอดรับกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะมาตรฐานเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของสหภาพยุโรป
ความสำคัญของกฎหมายนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การลดปริมาณขยะ แต่มุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สมบูรณ์ โดยผลักดันให้ผู้ผลิต ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบการ SME ที่เป็นส่วนสำคัญของระบบเศรษฐกิจ ต้องเข้ามามีบทบาทรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ของตนเองมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การออกแบบ การผลิต ไปจนถึงการตลาดและการสื่อสารกับผู้บริโภค ดังนั้น การทำความเข้าใจถึงหลักการและข้อกำหนดต่างๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการเตรียมธุรกิจให้พร้อมรับมือกับเทรนด์ธุรกิจ 2026 ที่ความยั่งยืนไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นใบอนุญาตในการดำเนินธุรกิจ
หลักการสำคัญของกฎหมาย: ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR)
หัวใจหลักของกฎหมายฉบับใหม่คือการนำหลักการ Extended Producer Responsibility (EPR) หรือ “หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต” มาปรับใช้ในบริบทของประเทศไทย หลักการนี้เป็นการเปลี่ยนภาระการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์จากภาครัฐและผู้บริโภค มาสู่ผู้ผลิตสินค้าที่นำบรรจุภัณฑ์เหล่านั้นเข้าสู่ตลาดโดยตรง
ความหมายและกลไกการทำงานของ EPR
EPR คือแนวคิดที่กำหนดให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบทางการเงินและ/หรือทางกายภาพต่อบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิตของมัน ซึ่งรวมถึงขั้นตอนการรวบรวม การคัดแยก และการนำกลับไปรีไซเคิลหลังจากการใช้งานโดยผู้บริโภคแล้ว เป้าหมายคือเพื่อส่งเสริมให้ผู้ผลิตออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ง่ายต่อการรีไซเคิล ลดการใช้วัสดุที่ไม่จำเป็น และเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนในการจัดการซากผลิตภัณฑ์ของตนเองในระยะยาว
ทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการภายใต้หลักการ EPR
กฎหมายได้กำหนดรูปแบบการดำเนินงานไว้ 2 รูปแบบ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับขนาดและศักยภาพของธุรกิจตนเองได้:
- การจัดการโดยผู้ผลิตเอง (Individual Producer Responsibility – IPR): ในรูปแบบนี้ ธุรกิจจะต้องจัดตั้งระบบรวบรวมและคัดแยกบรรจุภัณฑ์ของตนเองที่ใช้แล้วจากผู้บริโภค เพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล
- การเข้าร่วมองค์กรรับผิดชอบของผู้ผลิต (Producer Responsibility Organization – PRO): รูปแบบนี้คือการที่ธุรกิจเข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์กรกลางที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการรวบรวมและคัดแยกบรรจุภัณฑ์จากผู้ผลิตหลายราย ซึ่งช่วยลดภาระในการจัดการและอาจมีประสิทธิภาพด้านต้นทุนมากกว่าสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก
| หัวข้อเปรียบเทียบ | IPR (จัดการด้วยตนเอง) | PRO (เข้าร่วมองค์กรกลาง) |
|---|---|---|
| การควบคุม | สามารถควบคุมกระบวนการและสร้างแบรนด์ได้เต็มที่ | การควบคุมน้อยกว่า ขึ้นอยู่กับนโยบายขององค์กร PRO |
| ความซับซ้อน | มีความซับซ้อนสูง ต้องสร้างระบบเองทั้งหมด | ความซับซ้อนต่ำ อาศัยโครงสร้างพื้นฐานของ PRO |
| ต้นทุน | ต้นทุนเริ่มต้นสูงในการสร้างระบบ แต่ระยะยาวอาจคุ้มค่ากว่า | ต้นทุนเริ่มต้นต่ำกว่า จ่ายเป็นค่าสมาชิกหรือค่าธรรมเนียม |
| ความเหมาะสม | เหมาะกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรและปริมาณบรรจุภัณฑ์สูง | เหมาะกับ SME ที่ต้องการลดภาระและใช้ระบบที่มีประสิทธิภาพร่วมกัน |
กรณีบรรจุภัณฑ์ที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้: ค่าธรรมเนียมความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม
สำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ไม่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ กฎหมายได้กำหนดกลไก “ค่าธรรมเนียมความเสียหาย” (Damage Fee) ขึ้นมา โดยผู้ประกอบการจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมนี้เข้ากองทุนสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปใช้ชดเชยผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม กลไกนี้ทำหน้าที่เป็นแรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ให้ผู้ผลิตพยายามหลีกเลี่ยงการใช้วัสดุที่รีไซเคิลไม่ได้ และหันไปออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนมากขึ้น
มาตรฐานการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-design) ที่ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตาม
นอกเหนือจากความรับผิดชอบในการจัดการซากผลิตภัณฑ์แล้ว กฎหมายใหม่ยังกำหนดให้ผู้ผลิตต้องปรับเปลี่ยนวิธีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ตั้งแต่ต้นทาง โดยยึดตามหลักการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ หรือ Eco-design ซึ่งมีเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตามอย่างชัดเจน
การลดขนาดและน้ำหนักของบรรจุภัณฑ์
หนึ่งในข้อกำหนดที่สำคัญคือการลดขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เหลือน้อยที่สุด ทั้งในแง่ของน้ำหนักและปริมาตร โดยมีข้อกำหนดที่ชัดเจนว่า อัตราส่วนพื้นที่ว่างในบรรจุภัณฑ์ต้องไม่เกิน 40% ซึ่งหมายความว่าผู้ประกอบการต้องออกแบบกล่องหรือหีบห่อให้มีขนาดพอดีกับตัวสินค้า เพื่อลดการใช้วัสดุและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในขั้นตอนการขนส่ง
องค์ประกอบของวัสดุและมาตรฐานวัตถุดิบ
ผลิตภัณฑ์ต้องเป็นไปตามมาตรฐานวัตถุดิบที่กำหนด และต้องลดการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการขนส่งและในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ซึ่งมักมีการใช้บรรจุภัณฑ์หลายชั้นเกินความจำเป็น การเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสม เช่น กระดาษรีไซเคิลสำหรับพิมพ์กล่อง หรือการเลือกใช้สติ๊กเกอร์รักษ์โลกที่สามารถย่อยสลายหรือลอกออกได้ง่าย จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ต้องปฏิบัติ
การออกแบบเพื่อการรีไซเคิลอย่างแท้จริง
บรรจุภัณฑ์จะต้องถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้อย่างแท้จริง และทำหน้าที่เป็นวัตถุดิบในกระบวนการเศรษฐกิจหมุนเวียนได้
ข้อความนี้เน้นย้ำว่า การใช้สัญลักษณ์รีไซเคิลเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป แต่การออกแบบต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ในการรีไซเคิลในทางปฏิบัติ เช่น การหลีกเลี่ยงการใช้วัสดุหลายชนิดที่แยกออกจากกันได้ยาก การใช้สีพิมพ์หรือกาวที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการรีไซเคิล และการออกแบบฉลากสินค้าที่สามารถลอกออกได้ง่าย เพื่อให้ตัวบรรจุภัณฑ์หลัก (เช่น ขวดพลาสติก หรือกล่องกระดาษ) สามารถนำไปรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ข้อจำกัดและข้อห้ามเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์
กฎหมายฉบับใหม่ยังได้กำหนดข้อห้ามที่ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use plastics) ในบางกลุ่มผลิตภัณฑ์ เพื่อเร่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทั้งของผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่:
- ภาชนะบรรจุอาหารและเครื่องดื่ม
- บรรจุภัณฑ์สำหรับเครื่องสำอาง
- บรรจุภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล
- สินค้าอื่นๆ ที่จะมีการระบุเพิ่มเติม
ข้อจำกัดเหล่านี้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะกฎระเบียบของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรฐานของสินค้าไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก และเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ประกอบการ SME ที่ต้องการส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศในอนาคต
การเตรียมความพร้อมสำหรับ SME: สิ่งที่ต้องทำก่อนปี 2026
ด้วยกรอบเวลาการบังคับใช้กฎหมายที่ชัดเจนขึ้นในปี 2026 ผู้ประกอบการ SME จึงจำเป็นต้องเริ่มวางแผนและดำเนินการปรับตัวตั้งแต่วันนี้ โดยมีขั้นตอนที่ควรพิจารณาดังนี้
ประเมินและตัดสินใจเลือกระบบความรับผิดชอบ
ขั้นตอนแรกคือการประเมินศักยภาพของธุรกิจตนเอง เพื่อตัดสินใจว่าจะเลือกระบบ IPR (จัดการเอง) หรือเข้าร่วมกับ PRO ควรพิจารณาถึงต้นทุน ความซับซ้อนในการจัดการ และทรัพยากรที่มี เพื่อเลือกทางเลือกที่เหมาะสมและยั่งยืนที่สุดสำหรับองค์กร
ทบทวนและออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่
ดำเนินการตรวจสอบบรรจุภัณฑ์ที่มีอยู่ทั้งหมดและประเมินว่าสอดคล้องกับมาตรฐาน Eco-design หรือไม่ ซึ่งรวมถึงการลดขนาด การเปลี่ยนวัสดุ และการออกแบบเพื่อให้รีไซเคิลได้ง่ายขึ้น การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ หรือโรงพิมพ์ที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องวัสดุรักษ์โลก เช่น การพิมพ์กล่องรีไซเคิล หรือการผลิตฉลากสินค้ารักษ์โลก จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในขั้นตอนนี้
วางระบบการจัดเก็บและคัดแยก
หากเลือกแนวทาง IPR จะต้องเริ่มวางแผนและลงทุนในระบบการรวบรวมและคัดแยกบรรจุภัณฑ์ของตนเอง แต่หากเลือกเข้าร่วม PRO ก็ควรเริ่มศึกษาและติดต่อองค์กร PRO ที่มีศักยภาพ เพื่อทำความเข้าใจขั้นตอนและเงื่อนไขการเข้าร่วม
สื่อสารความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างมูลค่า
การปรับตัวให้เข้ากับกฎหมายใหม่ไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติตามข้อบังคับ แต่ยังเป็นโอกาสในการทำ Green Marketing เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและดึงดูดลูกค้ากลุ่มที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ควรมีการสื่อสารความมุ่งมั่นและความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจผ่านช่องทางต่างๆ เช่น การระบุข้อมูลบนฉลากสินค้า การให้ข้อมูลผ่านช่องทางดิจิทัล และการสร้างแคมเปญการตลาดที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน
สรุปแนวทางปฏิบัติและก้าวต่อไปสำหรับธุรกิจ
กฎหมายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนที่กำลังจะบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในปี 2026 ถือเป็นความท้าทายและโอกาสครั้งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ SME การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นมาตรฐานใหม่ของการดำเนินธุรกิจที่ทุกองค์กรต้องปรับตัว การทำความเข้าใจในหลักการ EPR และมาตรฐาน Eco-design รวมถึงการวางแผนเตรียมความพร้อมล่วงหน้า จะช่วยให้ธุรกิจสามารถเปลี่ยนผ่านได้อย่างราบรื่น และยังสามารถใช้ประเด็นด้านความยั่งยืนมาสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาวได้อีกด้วย
การเลือกพันธมิตรทางธุรกิจที่เข้าใจถึงข้อกำหนดและมีศักยภาพในการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่สอดคล้องกับกฎหมายใหม่จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาโซลูชันด้านการพิมพ์บรรจุภัณฑ์และฉลากสินค้าที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน GIANT PRINT คือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่พร้อมให้คำปรึกษาและบริการออกแบบผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ ด้วยเครื่องพิมพ์มาตรฐานและวัสดุคุณภาพสูง เราพร้อมช่วยให้ธุรกิจของคุณก้าวทันเทรนด์และกฎหมายใหม่ได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์รักษ์โลก, หรือการพิมพ์กล่องรีไซเคิล
สามารถศึกษาข้อมูลและขอคำปรึกษาจากทีมงานมืออาชีพของเราได้ผ่านช่องทางต่างๆ
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม: https://giantprint.co.th/contact-us/
FACEBOOK PAGE: GiantprintMedia
LINE: @giantprint
TIKTOK: @giantprint_official
ที่อยู่: ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไจแอนท์ ปริ้น 44 หมู่ 14 ถนน ศรีจันทร์ ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
อีเมล: [email protected]
