กฎหมายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน: SME ต้องปรับตัวอย่างไร?
- ประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องรู้
- ทำความเข้าใจกฎหมายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนฉบับใหม่
- หลักการสำคัญที่ขับเคลื่อนกฎหมาย: EPR และ Eco-design
- แนวทางปฏิบัติสำหรับ SME เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้
- เปรียบเทียบแนวทางการจัดการบรรจุภัณฑ์
- กลยุทธ์การปรับตัวเชิงรุกสำหรับผู้ประกอบการ SME
- กฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องซึ่ง SME ควรรู้
- บทสรุป และก้าวต่อไปสู่ธุรกิจสีเขียว
การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมกำลังจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ร่างพระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ซึ่งคาดว่าจะบังคับใช้เต็มรูปแบบในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า กฎหมายฉบับนี้จะเปลี่ยนนิยามความรับผิดชอบของผู้ผลิตที่มีต่อบรรจุภัณฑ์ไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้การเตรียมความพร้อมและปรับตัวจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตทางธุรกิจในระยะยาว
ประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องรู้

- การบังคับใช้กฎหมาย: ร่าง พ.ร.บ. การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน คาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบประมาณปี พ.ศ. 2569–2570 ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการจัดการบรรจุภัณฑ์ของประเทศ
- หลักการ EPR: กฎหมายใหม่นำหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility – EPR) มาใช้ ซึ่งหมายความว่าผู้ผลิต (รวมถึง SME) ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดการบรรจุภัณฑ์ของตนเองตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่ออกแบบไปจนถึงการเป็นขยะหลังการบริโภค
- การออกแบบเชิงนิเวศ (Eco-design): ผู้ประกอบการต้องออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น เลือกใช้วัสดุที่รีไซเคิลได้ง่าย ลดการใช้วัสดุที่เป็นอันตราย และปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนด
- ทางเลือกสำหรับ SME: ผู้ประกอบการสามารถเลือกจัดการบรรจุภัณฑ์ด้วยตนเอง (IPR) หรือเข้าร่วมกับองค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรวบรวมและจัดการบรรจุภัณฑ์แทน (PRO)
- การปรับตัวคือโอกาส: การเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน เช่น พลาสติกรีไซเคิล หรือฉลาก eco ไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์แบรนด์สีเขียว เพิ่มมูลค่าสินค้า และตอบสนองต่อเทรนด์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
ทำความเข้าใจกฎหมายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนฉบับใหม่
กฎหมายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน: SME ต้องปรับตัวอย่างไร? คำถามนี้กำลังเป็นที่สนใจอย่างมากในแวดวงธุรกิจ เนื่องจากร่างพระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน พ.ศ. …. ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมไทย กฎหมายนี้ถูกร่างขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาขยะบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) ของประเทศที่ตั้งเป้าไว้ระหว่างปี 2022-2035
กฎหมายดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการทุกขนาด โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากจะเปลี่ยนภาระการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์จากภาครัฐและผู้บริโภค มาอยู่ที่ผู้ผลิตที่นำบรรจุภัณฑ์เหล่านั้นเข้าสู่ตลาดเป็นครั้งแรก กรอบเวลาที่คาดการณ์ว่าจะมีการบังคับใช้เต็มรูปแบบคือช่วงปี 2569 ถึง 2570 ดังนั้น การทำความเข้าใจในสาระสำคัญและเริ่มวางแผนปรับตัวตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นและยั่งยืน
หลักการสำคัญที่ขับเคลื่อนกฎหมาย: EPR และ Eco-design
หัวใจของกฎหมายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนฉบับใหม่ประกอบด้วยสองหลักการสำคัญที่ผู้ประกอบการ SME ต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับการดำเนินธุรกิจของตนเองได้อย่างถูกต้อง
หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility – EPR)
EPR คือแนวคิดที่กำหนดให้ผู้ผลิตสินค้าต้องรับผิดชอบต่อบรรจุภัณฑ์ของตนเองตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การผลิต การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังการบริโภค ซึ่งแตกต่างจากระบบเดิมที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการเก็บ ขน และกำจัดขยะ โดยใช้งบประมาณจากภาษีของประชาชน
ภายใต้หลักการ EPR ผู้ผลิตจะมีหน้าที่ทางการเงินและ/หรือทางกายภาพในการรวบรวมและนำบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลหรือกำจัดอย่างถูกวิธี แนวคิดนี้สร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ง่ายต่อการจัดการหลังการใช้งาน ลดปริมาณขยะ และเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะต้นทุนในการจัดการขยะจะสะท้อนกลับมาที่ตัวผู้ผลิตโดยตรง
การออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-design)
การออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ หรือ Eco-design เป็นหลักการที่สอดคล้องกับ EPR อย่างแยกไม่ออก กฎหมายจะกำหนดให้บรรจุภัณฑ์ต้องได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ซึ่งหมายถึง:
- การเลือกใช้วัสดุ: ส่งเสริมการใช้วัสดุรีไซเคิล (Recycled Content), วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ง่าย (Recyclable), และวัสดุชีวภาพที่ย่อยสลายได้ (Compostable/Biodegradable)
- การลดปริมาณวัสดุ: ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีน้ำหนักเบาลง ใช้ทรัพยากรน้อยลง แต่ยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพในการป้องกันสินค้า
- การลดวัสดุอันตราย: หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีหรือส่วนประกอบที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมและยากต่อการจัดการ
- การออกแบบเพื่อการรีไซเคิล (Design for Recycling): ออกแบบให้ส่วนประกอบต่างๆ ของบรรจุภัณฑ์ เช่น ตัวกล่อง ฉลาก และฝา สามารถแยกออกจากกันได้ง่าย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการรีไซเคิล
ดังนั้น ผู้ประกอบการ SME จะต้องหันมาให้ความสำคัญกับการเลือกใช้วัสดุพิมพ์ฉลาก สติ๊กเกอร์ และกล่องบรรจุภัณฑ์ ที่สอดคล้องกับหลักการ Eco-design ตั้งแต่ต้นทาง
แนวทางปฏิบัติสำหรับ SME เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้
เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ ผู้ประกอบการ SME จะมีทางเลือกหลักในการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความรับผิดชอบต่อบรรจุภัณฑ์ของตนเองอยู่ 2 แนวทาง ดังนี้
การจัดการด้วยตนเอง (Individual Producer Responsibility – IPR)
แนวทางนี้หมายถึงการที่ผู้ประกอบการแต่ละรายจัดตั้งระบบรวบรวมและจัดการบรรจุภัณฑ์ของตนเองที่ใช้แล้วกลับคืนมา ซึ่งอาจเหมาะสมกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายกระจายสินค้ากว้างขวางและมีศักยภาพในการลงทุนสร้างระบบโลจิสติกส์ย้อนกลับ (Reverse Logistics) อย่างไรก็ตาม สำหรับ SME ส่วนใหญ่ แนวทางนี้อาจมีความซับซ้อนและมีต้นทุนสูงในการดำเนินการ
การเข้าร่วมองค์กรรับผิดชอบของผู้ผลิต (Producer Responsibility Organization – PRO)
PRO คือองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรที่จัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มผู้ผลิต เพื่อทำหน้าที่รวบรวมและจัดการขยะบรรจุภัณฑ์ตามหลัก EPR แทนสมาชิก แนวทางนี้ถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับ SME ส่วนใหญ่ โดยผู้ประกอบการจะจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับ PRO ตามปริมาณและประเภทของบรรจุภัณฑ์ที่ตนนำเข้าสู่ตลาด จากนั้น PRO จะนำเงินดังกล่าวไปบริหารจัดการระบบรวบรวมและรีไซเคิลอย่างมีประสิทธิภาพ การเข้าร่วม PRO ช่วยลดภาระในการจัดการ ลดความซับซ้อน และประหยัดต้นทุนกว่าการดำเนินการด้วยตนเอง ในประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในองค์กรหลักที่ผลักดันการจัดตั้งเครือข่ายในลักษณะนี้ โดยในปี 2567 มีสมาชิกใหม่เข้าร่วมโครงการแล้วถึง 48 ราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของภาคธุรกิจ
เปรียบเทียบแนวทางการจัดการบรรจุภัณฑ์
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ตารางด้านล่างนี้เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการจัดการบรรจุภัณฑ์ในระบบเดิมกับระบบใหม่ที่จะเกิดขึ้นภายใต้กฎหมายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน
| เกณฑ์การพิจารณา | การจัดการบรรจุภัณฑ์แบบเดิม | การจัดการภายใต้กฎหมายใหม่ (EPR) |
|---|---|---|
| ผู้รับผิดชอบหลัก | องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และผู้บริโภค | ผู้ผลิต (เจ้าของแบรนด์, ผู้นำเข้า) |
| แหล่งที่มาของทุน | งบประมาณภาครัฐ (ภาษีประชาชน) | ค่าธรรมเนียมจากผู้ผลิต (สะท้อนในราคาสินค้า) |
| แรงจูงใจในการออกแบบ | เน้นความสวยงามและฟังก์ชันการใช้งานเป็นหลัก | เน้นการออกแบบเชิงนิเวศ (Eco-design) เพื่อลดต้นทุนการจัดการ |
| การจัดการหลังบริโภค | รวบรวมและนำไปกำจัด (ส่วนใหญ่ฝังกลบ) รีไซเคิลในอัตราต่ำ | ส่งเสริมการรวบรวมเพื่อนำกลับมารีไซเคิลตามเป้าหมายที่กำหนด |
| ผลกระทบต่อ SME | ต้นทุนด้านบรรจุภัณฑ์ต่ำ แต่ไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อขยะ | ต้องรับผิดชอบต้นทุนการจัดการขยะ แต่สร้างโอกาสทางธุรกิจสีเขียว |
กลยุทธ์การปรับตัวเชิงรุกสำหรับผู้ประกอบการ SME
การรอให้กฎหมายบังคับใช้แล้วจึงเริ่มปรับตัวอาจทำให้ธุรกิจเสียเปรียบและเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยแนะนำให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น SME ควรเริ่มวางแผนและดำเนินการตามกลยุทธ์ต่อไปนี้
เริ่มต้นเปลี่ยนผ่านสู่วัสดุบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน
การเปลี่ยนผ่านควรเริ่มต้นก่อนปี 2569 โดยพิจารณาเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในเทรนด์แพคเกจจิ้ง 2569 ที่สำคัญ ตัวอย่างเช่น:
- พลาสติกรีไซเคิล (rPET): สำหรับบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม การใช้ขวด rPET ช่วยลดการใช้พลาสติกใหม่และสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน
- ฉลากและสติ๊กเกอร์ Eco-friendly: เลือกใช้ฉลากที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล หรือฉลากที่ใช้กาวซึ่งไม่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการรีไซเคิลขวดหรือกล่อง (Wash-off Label) การพิมพ์ฉลากรีไซเคิลจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่
- กระดาษและกล่องที่ผ่านการรับรอง: เลือกใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษที่มาจากป่าปลูกอย่างยั่งยืน (เช่น มีสัญลักษณ์ FSC)
- ลดขนาดและน้ำหนัก: ทบทวนการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อลดการใช้วัสดุที่ไม่จำเป็น ซึ่งนอกจากจะดีต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนด้านวัสดุและโลจิสติกส์อีกด้วย
การสร้างระบบจัดการขยะและรีไซเคิล
SME ควรร่วมมือกันสร้างเครือข่ายเพื่อส่งเสริมการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ อาจเป็นการเข้าร่วมกับสภาอุตสาหกรรม หรือเครือข่าย PRO ที่จะจัดตั้งขึ้นในอนาคต การมีส่วนร่วมตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้เข้าใจกลไกการทำงานและสามารถวางแผนธุรกิจได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ การจัดทำระบบส่งคืนบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว (Take-back system) สำหรับสินค้าบางประเภท อาจเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าและเสริมภาพลักษณ์แบรนด์รักษ์โลก
การประเมินต้นทุนและความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น
การเปลี่ยนผ่านสู่บรรจุภัณฑ์ยั่งยืนย่อมมีต้นทุนและความท้าทายที่ SME ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะประเด็นด้านมาตรฐานและการรับรอง
หนึ่งในอุปสรรคสำคัญสำหรับ SME คือต้นทุนที่สูงในการขอใบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) สำหรับบรรจุภัณฑ์บางประเภท เช่น การใช้พลาสติกรีไซเคิล (rPET) สำหรับสัมผัสอาหาร ซึ่งมีกระบวนการตรวจสอบโรงงานที่เข้มงวดและมีค่าใช้จ่ายสูง
นอกจากนี้ การขอการรับรอง Food Grade สำหรับพลาสติกรีไซเคิลชนิดอื่น ๆ เช่น HDPE และ PP ยังมีข้อจำกัดในปัจจุบัน ทำให้ทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการยังไม่หลากหลายเท่าที่ควร SME จึงต้องวางแผนทางการเงินและศึกษาข้อมูลด้านกฎระเบียบต่างๆ อย่างละเอียด เพื่อประเมินความเป็นไปได้และเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับธุรกิจของตนเองมากที่สุด
กฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องซึ่ง SME ควรรู้
นอกเหนือจากร่าง พ.ร.บ. การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืนแล้ว ยังมีกฎหมายและนโยบายอื่น ๆ ที่มีความเชื่อมโยงและส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ของ SME
พระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)
กฎหมายฉบับนี้มีบทบาทสำคัญในการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหาร การเลือกใช้วัสดุใหม่ๆ หรือวัสดุรีไซเคิลจำเป็นต้องผ่านมาตรฐาน มอก. เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ดังที่กล่าวไปข้างต้น กระบวนการและต้นทุนในการขอรับรองยังคงเป็นความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย
กฎหมายด้านการชั่งตวงวัดและฉลากอาหาร
พระราชบัญญัติชั่งตวงวัด พ.ศ. 2466 และพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 กำหนดให้ผู้ผลิตต้องระบุปริมาณสุทธิและข้อมูลบนฉลากให้ถูกต้องชัดเจน การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับปริมาณสินค้า ไม่ใหญ่เกินความจำเป็น (Over-packaging) ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดทรัพยากรและลดขยะ แต่ยังเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายเหล่านี้อีกด้วย
นโยบายระดับชาติและทิศทางระดับโลก
นโยบายของรัฐบาลไทยที่มุ่งสนับสนุนวัสดุชีวภาพย่อยสลายได้และเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นทิศทางที่สอดคล้องกับเทรนด์ของโลก หลายประเทศในยุโรป เช่น เยอรมนี ได้บังคับใช้กฎหมายบรรจุภัณฑ์ (Verpackungsgesetz) ที่มีความเข้มงวดมาแล้วระยะหนึ่ง การปรับตัวของ SME ไทยจึงไม่ใช่แค่การทำตามกฎหมายในประเทศ แต่ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานสินค้าให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ และยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญระดับสากล
บทสรุป และก้าวต่อไปสู่ธุรกิจสีเขียว
กฎหมายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนที่กำลังจะมาถึงไม่ใช่เพียงกฎระเบียบใหม่ แต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงสู่กระบวนทัศน์ใหม่ที่ธุรกิจต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สำหรับ SME การปรับตัวอาจดูเป็นเรื่องท้าทายและมีต้นทุน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสครั้งสำคัญในการสร้างความแตกต่าง สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจในความยั่งยืน
การเริ่มต้นวางแผนตั้งแต่ตอนนี้ ทั้งในด้านการออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ การทำความเข้าใจกลไก EPR และการมองหาพันธมิตรทางธุรกิจ จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่นและเปลี่ยนภาระให้กลายเป็นโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืน การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม เช่น ฉลาก eco หรือกล่องรีไซเคิล คือก้าวแรกที่สำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่ยุคใหม่ของธุรกิจที่เป็นมิตรต่อโลก
สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่กำลังมองหาโซลูชันด้านการพิมพ์บรรจุภัณฑ์ที่สอดคล้องกับเทรนด์ความยั่งยืน GIANT PRINT คือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่พร้อมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ด้วยบริการออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์คุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นฉลากสินค้า สติ๊กเกอร์ กล่องบรรจุภัณฑ์ และอื่นๆ อีกมากมาย โดยใช้วัสดุชั้นนำและเครื่องพิมพ์ที่ทันสมัย
ทีมงานมืออาชีพพร้อมให้คำปรึกษาในการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้บรรจุภัณฑ์ของท่านไม่เพียงสวยงาม แต่ยังตอบโจทย์กฎหมายใหม่และสร้างภาพลักษณ์แบรนด์สีเขียวที่แข็งแกร่ง
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่:
- FACEBOOK PAGE: GiantprintMedia
- LINE: @giantprint
- TIKTOK: @giantprint_official
- Website: https://giantprint.co.th/contact-us/
ที่อยู่: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
อีเมล: [email protected]
