ส่องกฎฉลากโภชนาการใหม่ 2569: SME ต้องปรับตัวด่วน
การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายด้านอาหารเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการประกาศบังคับใช้กฎระเบียบใหม่ล่าสุดที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อบรรจุภัณฑ์สินค้า การ ส่องกฎฉลากโภชนาการใหม่ 2569: SME ต้องปรับตัวด่วน จึงเป็นประเด็นสำคัญสำหรับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มทุกขนาด เพื่อให้สามารถวางแผนการออกแบบและพิมพ์ฉลากสินค้าได้อย่างถูกต้องตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับการดำเนินธุรกิจในอนาคต
ประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องทราบ
- การบังคับใช้กฎหมาย: ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับใหม่เกี่ยวกับฉลากโภชนาการมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2567 แต่มีระยะเวลาผ่อนผันให้ใช้ฉลากแบบเดิมได้จนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2570
- การเปลี่ยนแปลงหลัก: ฉลากรูปแบบใหม่มีการปรับเปลี่ยนหลายส่วน ทั้งรูปแบบกรอบข้อมูลที่เป็นมาตรฐานเดียว, การลดจำนวนสารอาหารที่บังคับแสดง, การเพิ่มโพแทสเซียมเป็นสารอาหารบังคับ และการปรับปรุงข้อความให้อ่านง่ายขึ้น
- ผลกระทบต่อ SME: ผู้ประกอบการ SME ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารจำเป็นต้องวางแผนปรับเปลี่ยนการออกแบบและพิมพ์ฉลากสินค้าให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อไม่ให้สินค้าถูกระงับการจำหน่าย
- รูปแบบ GDA: นอกจากฉลากโภชนาการหลักแล้ว ยังมีการปรับปรุงข้อกำหนดของฉลาก GDA (Guideline Daily Amounts) ซึ่งแสดงค่าพลังงาน, น้ำตาล, ไขมัน และโซเดียมที่ด้านหน้าบรรจุภัณฑ์ด้วย
- การสนับสนุนจากภาครัฐ: หน่วยงานภาครัฐมีการจัดอบรมให้ความรู้และบริการตรวจฉลากโภชนาการรูปแบบใหม่ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในการปรับตัว
ทำความเข้าใจประกาศฉลากโภชนาการฉบับใหม่
การปรับปรุงกฎหมายฉลากสินค้าเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภคและยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ สำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุดนี้มีที่มาจากประกาศกระทรวงสาธารณสุขหลายฉบับ โดยมีฉบับที่ 445 พ.ศ. 2566 เป็นหัวใจหลัก ซึ่งมุ่งเน้นการปรับปรุงฉลากโภชนาการให้มีความชัดเจนและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขรายละเอียดเล็กน้อย แต่เป็นการปรับโครงสร้างข้อมูลครั้งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องศึกษาและทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
การปรับปรุงฉลากโภชนาการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าใจข้อมูลทางโภชนาการได้ง่ายขึ้น และใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารที่เหมาะสมกับสุขภาพของตนเอง
เหตุผลและความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง
เหตุผลเบื้องหลังการปรับปรุงกฎเกณฑ์ฉลากโภชนาการมาจากความต้องการที่จะสร้างมาตรฐานข้อมูลที่สอดคล้องกับสากลและเหมาะสมกับบริบททางสุขภาพของคนไทยมากขึ้น ในอดีต ข้อมูลบนฉลากอาจมีความซับซ้อนและใช้คำศัพท์ทางเทคนิคที่ผู้บริโภคทั่วไปเข้าใจได้ยาก ทำให้การเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการระหว่างผลิตภัณฑ์ทำได้ไม่สะดวก การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงเน้นที่ความเรียบง่ายและชัดเจน เพื่อลดอุปสรรคในการเข้าถึงข้อมูลของผู้บริโภค นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้ผลิตตระหนักถึงคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ตนเอง และอาจเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาสูตรอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้นในระยะยาว
กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงกฎหมายฉลากสินค้าครั้งนี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือ ผู้ประกอบการ SME อาหาร และผู้ผลิตอาหารทุกขนาด ที่จะต้องรับภาระในการปรับปรุงข้อมูล ออกแบบฉลาก และพิมพ์ฉลากสินค้าใหม่ทั้งหมดให้เป็นไปตามข้อกำหนด ซึ่งเกี่ยวข้องกับต้นทุนและกระบวนการผลิตโดยตรง กลุ่มที่สองคือ ผู้บริโภค ซึ่งเป็นผู้ที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยจะได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและเข้าใจง่ายขึ้น ช่วยให้สามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับความต้องการด้านสุขภาพของตนเองและครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น การปรับตัวของผู้ประกอบการจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้บรรลุผลสำเร็จ
สรุปการเปลี่ยนแปลงสำคัญบนฉลากโภชนาการรูปแบบใหม่
ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับใหม่ได้กำหนดการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดของฉลากโภชนาการไว้หลายประการ ซึ่งผู้ประกอบการจำเป็นต้องทำความเข้าใจเพื่อนำไปปรับใช้กับการออกแบบฉลากสินค้าของตนเองได้อย่างถูกต้อง รายละเอียดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมีดังนี้
รูปแบบกรอบข้อมูลโภชนาการที่ถูกกำหนดเป็นมาตรฐานเดียว
ข้อกำหนดใหม่ระบุให้ใช้กรอบข้อมูลโภชนาการแบบมาตรฐานเท่านั้น จากเดิมที่เคยอนุญาตให้ใช้กรอบแบบย่อได้ในบางกรณี การเปลี่ยนแปลงนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพและลดความสับสนของผู้บริโภค ทำให้สามารถเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ หากผู้ประกอบการมีความจำเป็นต้องใช้รูปแบบอื่นนอกเหนือจากที่กำหนด จะต้องยื่นเรื่องเพื่อขอความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นรายกรณีไป ซึ่งหมายความว่าโดยทั่วไปแล้ว ทุกผลิตภัณฑ์ที่ต้องแสดงฉลากโภชนาการจะต้องใช้รูปแบบเดียวกันทั้งหมด
การปรับปรุงรายการสารอาหารที่ต้องแสดง
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือการปรับลดจำนวนรายการสารอาหารที่บังคับให้แสดงบนฉลาก จากเดิม 15 รายการ ลดลงเหลือ 9 รายการ เพื่อเน้นเฉพาะสารอาหารที่มีความสำคัญต่อสุขภาพของประชากรส่วนใหญ่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีการเพิ่ม โพแทสเซียม (Potassium) เข้ามาเป็นสารอาหารบังคับใหม่ เนื่องจากเป็นแร่ธาตุที่มีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมความดันโลหิตและสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยให้ฉลากมีความกระชับและมุ่งเน้นข้อมูลที่จำเป็นมากขึ้น
| ฉลากโภชนาการรูปแบบเดิม (15 รายการ) | ฉลากโภชนาการรูปแบบใหม่ (9 รายการ) |
|---|---|
| พลังงานทั้งหมด | พลังงาน |
| พลังงานจากไขมัน | (ถูกตัดออก) |
| ไขมันทั้งหมด | ไขมันทั้งหมด |
| ไขมันอิ่มตัว | ไขมันอิ่มตัว |
| คอเลสเตอรอล | คอเลสเตอรอล |
| โปรตีน | โปรตีน |
| คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด | คาร์โบไฮเดรต |
| ใยอาหาร | (ถูกตัดออก แต่ยังแสดงได้) |
| น้ำตาล | น้ำตาลทั้งหมด |
| โซเดียม | โซเดียม |
| วิตามินเอ | (ถูกตัดออก) |
| วิตามินบี 1 | (ถูกตัดออก) |
| วิตามินบี 2 | (ถูกตัดออก) |
| แคลเซียม | (ถูกตัดออก แต่ยังแสดงได้) |
| เหล็ก | (ถูกตัดออก แต่ยังแสดงได้) |
| (ไม่มี) | โพแทสเซียม (เพิ่มใหม่) |
การอัปเดตค่าอ้างอิงสารอาหารและกลุ่มอายุ
ฉลากรูปแบบใหม่จะใช้ค่าปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวันสำหรับคนไทย หรือ THAI RDIs (Thai Recommended Daily Intakes) เป็นค่าอ้างอิงกลางในการคำนวณร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน ซึ่งมีการกำหนดค่าไว้ทั้งหมด 33 รายการ นอกจากนี้ ยังมีการปรับเกณฑ์ช่วงอายุอ้างอิงให้ครอบคลุมกลุ่มประชากรที่กว้างขึ้น โดยปรับลดจากเดิมที่อ้างอิงสำหรับ “บุคคลอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป” เป็น “บุคคลอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป” การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ข้อมูลโภชนาการมีความเหมาะสมกับผู้บริโภคในกลุ่มเด็กเล็กมากขึ้น
การปรับปรุงข้อความและขนาดตัวอักษรเพื่อผู้บริโภค
เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถอ่านและทำความเข้าใจข้อมูลได้ง่ายขึ้น กฎหมายใหม่ได้กำหนดให้มีการปรับเปลี่ยนข้อความบางส่วนบนฉลาก พร้อมทั้งเพิ่มขนาดตัวอักษรให้ใหญ่และชัดเจนขึ้น ตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือ:
- เปลี่ยนคำว่า “หนึ่งหน่วยบริโภค” เป็น “คุณค่าทางโภชนาการต่อการกินหนึ่งครั้ง”
- เปลี่ยนคำว่า “จำนวนหน่วยบริโภคต่อ (ภาชนะบรรจุ)” เป็น “กินได้… ครั้ง ต่อ…”
การปรับเปลี่ยนถ้อยคำเหล่านี้ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและเป็นกันเองมากขึ้น ลดความเป็นทางการและศัพท์เทคนิคลง ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคทุกระดับสามารถตีความข้อมูลได้อย่างถูกต้อง
การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการกล่าวอ้างทางโภชนาการ
สำหรับสินค้าที่มีปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง (Reference Amount) ไม่เกิน 30 กรัม หรือไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ ได้มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการคำนวณปริมาณสารอาหารสำหรับการกล่าวอ้างทางโภชนาการ (Nutrition Claims) จากเดิมที่ต้องคำนวณต่อปริมาณ 50 กรัม ปรับเป็นการคำนวณต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงดังกล่าวแทน การปรับเปลี่ยนนี้เพื่อให้การกล่าวอ้างมีความสมเหตุสมผลและสอดคล้องกับปริมาณการบริโภคจริงของผลิตภัณฑ์นั้นๆ มากขึ้น
ผลกระทบและแนวทางการเตรียมตัวสำหรับผู้ประกอบการ SME
การเปลี่ยนแปลงข้อบังคับด้านฉลากโภชนาการส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่อาจมีทรัพยากรจำกัด การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพื่อลดความเสี่ยงและสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจ
กรอบเวลาบังคับใช้และช่วงเวลาผ่อนผัน
แม้ว่าประกาศฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นไป แต่ อย. ได้กำหนดช่วงเวลาผ่อนผัน (Grace Period) เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาในการปรับตัว โดยผู้ผลิตที่ได้รับอนุญาตให้แสดงฉลากโภชนาการตามประกาศฉบับเดิม (ฉบับที่ 182) ก่อนวันที่กฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้ จะยังสามารถใช้ฉลากเดิมและจำหน่ายสินค้าต่อไปได้ แต่ต้องปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามข้อกำหนดใหม่ทั้งหมดภายใน 3 ปี หรือไม่เกินวันที่ 1 กรกฎาคม 2570 ผู้ประกอบการควรใช้ช่วงเวลานี้ในการวางแผนบริหารจัดการสต็อกบรรจุภัณฑ์เก่า และเตรียมการออกแบบและผลิตฉลากใหม่ให้ทันท่วงที
ความเสี่ยงหากไม่ปรับเปลี่ยนตามกำหนด
ความเสี่ยงที่ชัดเจนที่สุดสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ปรับเปลี่ยนฉลากสินค้าตามกฎหมายใหม่คือ การไม่สามารถวางจำหน่ายสินค้าได้ เมื่อพ้นระยะเวลาผ่อนผันที่กำหนด สินค้าที่ใช้ฉลากรูปแบบเก่าจะไม่เป็นไปตามกฎหมาย และจะถูกพิจารณาว่าเป็นสินค้าที่มีการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกถอนสินค้าออกจากชั้นวางจำหน่ายโดยอัตโนมัติ และอาจมีบทลงโทษตามกฎหมายตามมา สิ่งนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างความเสียหายทางการเงิน แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของแบรนด์อีกด้วย ดังนั้น การลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนฉลากให้ถูกต้องจึงเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่คุ้มค่าในระยะยาว
การสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อช่วยเหลือ SME
เพื่อลดภาระและช่วยเหลือผู้ประกอบการในการปรับตัว กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดเตรียมมาตรการสนับสนุนต่างๆ เช่น การจัดอบรมและสัมมนาเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับข้อกำหนดของฉลากโภชนาการรูปแบบใหม่ นอกจากนี้ยังมีบริการให้คำปรึกษาและตรวจร่างฉลากโภชนาการจากหน่วยงานที่เชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้ประกอบการมั่นใจว่าการออกแบบฉลากใหม่นั้นถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ การใช้ประโยชน์จากบริการเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการ SME สามารถดำเนินการปรับเปลี่ยนได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดที่อาจทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น
เตรียมความพร้อมออกแบบและพิมพ์ฉลากสินค้าให้ถูกต้อง
โดยสรุป การเปลี่ยนแปลงกฎหมายฉลากโภชนาการใหม่ 2569 ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญที่ผู้ประกอบการ SME ในอุตสาหกรรมอาหารต้องเผชิญ การทำความเข้าใจในรายละเอียดการเปลี่ยนแปลง วางแผนจัดการสต็อกบรรจุภัณฑ์ และเตรียมการออกแบบฉลากใหม่ล่วงหน้า คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นและไม่สะดุด การปฏิบัติตามกฎระเบียบไม่เพียงแต่ช่วยหลีกเลี่ยงบทลงโทษทางกฎหมาย แต่ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคและช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ในระยะยาว
สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ที่ครบวงจร GIANT PRINT คือโรงงานผลิตที่พร้อมให้บริการอย่างมืออาชีพ เรามีบริการออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์, สกรีนแก้วกาแฟ, นามบัตร, บัตรสะสมแต้ม, เมนูอาหาร, โบรชัวร์ และอื่นๆ อีกมากมาย ด้วยเครื่องพิมพ์มาตรฐานทันสมัยและวัสดุคุณภาพสูงจากต่างประเทศ พร้อมทีมงานที่พร้อมให้คำปรึกษาอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างสรรค์ชิ้นงานที่ตอบโจทย์ธุรกิจ SME ของท่านได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม เพื่อให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมความพร้อมสำหรับฉลากโภชนาการรูปแบบใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์ของท่าน
ช่องทางการติดต่อ:
FACEBOOK PAGE: GiantprintMedia
LINE: @Giantprint
TIKTOK: @giantprint_official
ที่อยู่:
ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไจแอนท์ ปริ้น
44 หมู่ 14 ถนน ศรีจันทร์ ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
อีเมล: [email protected]
