ใช้รูปในเน็ตมาพิมพ์ฉลากสินค้า ระวังโดนฟ้องไม่รู้ตัว
- ความสำคัญของการเลือกใช้รูปภาพบนฉลากสินค้า
- กฎหมายลิขสิทธิ์กับการใช้รูปในเน็ตมาพิมพ์ฉลากสินค้า
- ความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่การฟ้องร้อง
- แนวทางปฏิบัติที่ปลอดภัยในการเลือกรูปภาพสำหรับฉลากสินค้า
- ข้อควรปฏิบัติเมื่อถูกกล่าวหาว่าละเมิดลิขสิทธิ์
- สรุป: สร้างแบรนด์อย่างยั่งยืนด้วยการเคารพสิทธิ์ในผลงาน
- มองหาผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตฉลากสินค้า
ในยุคดิจิทัลที่การเข้าถึงข้อมูลและรูปภาพเป็นไปอย่างง่ายดาย ผู้ประกอบการและเจ้าของแบรนด์จำนวนมากมักเลือกใช้รูปภาพที่พบเห็นได้ทั่วไปจากอินเทอร์เน็ตเพื่อนำมาออกแบบสื่อส่งเสริมการขายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉลากสินค้า อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวอาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายที่ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูงโดยไม่รู้ตัว
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- การนำรูปจากอินเทอร์เน็ตมาใช้บนฉลากสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งมีโทษปรับสูงสุดถึง 800,000 บาท หรือจำคุก หรือทั้งจำทั้งปรับ
- รูปภาพส่วนใหญ่บนอินเทอร์เน็ตมีเจ้าของลิขสิทธิ์คุ้มครองโดยอัตโนมัติ การไม่ติดลายน้ำหรือไม่มีข้อความห้ามใช้ ไม่ได้หมายความว่าเป็นภาพที่สามารถนำไปใช้ได้ฟรี
- การใช้รูปภาพเพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้า เช่น การพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์หรือฉลากสินค้า มีความเสี่ยงและบทลงโทษที่รุนแรงกว่าการใช้งานส่วนบุคคลอย่างมีนัยสำคัญ
- ทางออกที่ปลอดภัยที่สุดคือการใช้ภาพจากแหล่งที่ระบุชัดเจนว่าอนุญาตให้ใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ เช่น เว็บไซต์ Stock Photo การจ้างออกแบบ หรือการถ่ายภาพขึ้นมาใหม่เอง
- นอกเหนือจากกฎหมายลิขสิทธิ์ การใช้ภาพที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงบนฉลากยังอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคอีกด้วย
ปัญหาการ ใช้รูปในเน็ตมาพิมพ์ฉลากสินค้า ระวังโดนฟ้องไม่รู้ตัว เป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการยุคใหม่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การค้นหารูปภาพที่สวยงามจากเสิร์ชเอนจินแล้วนำมาใช้ในการออกแบบฉลากสินค้า ป้ายโฆษณา หรือบรรจุภัณฑ์ อาจดูเป็นวิธีที่ง่ายและประหยัด แต่ในความเป็นจริงแล้ว รูปภาพแทบทุกรูปบนโลกออนไลน์ล้วนมีเจ้าของและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ การนำภาพเหล่านั้นมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้า ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและอาจนำไปสู่การถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจำนวนมหาศาล ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งการเงินและชื่อเสียงของแบรนด์ได้อย่างไม่คาดคิด
ความสำคัญของการเลือกใช้รูปภาพบนฉลากสินค้า
ฉลากสินค้าไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งที่ให้ข้อมูล แต่ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสื่อสารกับผู้บริโภคและสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ การเลือกใช้รูปภาพที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ สำหรับเจ้าของแบรนด์ ผู้ประกอบการ นักการตลาด และนักออกแบบกราฟิก การทำความเข้าใจเกี่ยวกับที่มาและสิทธิ์ในการใช้รูปภาพถือเป็นความรับผิดชอบพื้นฐานที่ไม่อาจมองข้ามได้
การเพิกเฉยต่อประเด็นด้านลิขสิทธิ์ไม่เพียงแต่จะนำมาซึ่งความเสี่ยงทางกฎหมาย แต่ยังสะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพและความน่าเชื่อถือของแบรนด์อีกด้วย ในยุคที่การตรวจสอบข้อมูลทำได้ง่าย การใช้ภาพที่ละเมิดลิขสิทธิ์อาจถูกเปิดโปงและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระยะยาว ดังนั้น การลงทุนเวลาและทรัพยากรเพื่อจัดหาภาพที่ถูกต้องตามกฎหมายจึงเป็นการป้องกันปัญหาและสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับธุรกิจในอนาคต
กฎหมายลิขสิทธิ์กับการใช้รูปในเน็ตมาพิมพ์ฉลากสินค้า
การทำความเข้าใจพื้นฐานของกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการทุกคน เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจเข้าข่ายการละเมิดลิขสิทธิ์โดยไม่เจตนา การใช้ภาพจากอินเทอร์เน็ตในการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์เชิงพาณิชย์มีความเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ ซึ่งแต่ละฉบับมีบทลงโทษที่ชัดเจน
ใจความสำคัญของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม งานสร้างสรรค์ประเภทภาพถ่าย ภาพวาด และงานกราฟิกต่างๆ จะได้รับความคุ้มครองทันทีที่ถูกสร้างขึ้นโดยไม่ต้องจดทะเบียน เจ้าของผลงานจึงมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน การที่บุคคลอื่นนำภาพไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของลิขสิทธิ์ จึงถือเป็นการละเมิดสิทธิ์โดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า เช่น การพิมพ์ลงบนฉลากสินค้า ถือเป็นการละเมิดที่ชัดเจนและมีเจตนาแสวงหากำไร ซึ่งเป็นเหตุให้บทลงโทษมีความรุนแรงมากขึ้น
บทลงโทษที่รุนแรงกว่าที่คิด
หลายคนอาจคิดว่าการนำรูปมาใช้เป็นเพียงความผิดเล็กน้อย แต่ในความเป็นจริงแล้ว กฎหมายได้กำหนดบทลงโทษสำหรับการละเมิดลิขสิทธิ์ไว้ค่อนข้างสูง เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ผลงาน โดยสามารถแบ่งระดับความรุนแรงของโทษได้ตามลักษณะการกระทำความผิด
| ลักษณะการกระทำความผิด | บทลงโทษ |
|---|---|
| การละเมิดลิขสิทธิ์ทั่วไป | มีโทษปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท |
| การละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า | มีโทษปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 800,000 บาท หรือจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ |
ความเชื่อมโยงกับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค
นอกเหนือจากความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์แล้ว การใช้รูปภาพบนฉลากสินค้ายังต้องคำนึงถึงกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคด้วย หากรูปภาพที่ใช้บนฉลากนั้นไม่เป็นความจริง หรือก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณลักษณะของสินค้า เช่น การใช้รูปผลไม้สดคุณภาพดีบนฉลากน้ำผลไม้ที่ผลิตจากหัวเชื้อเข้มข้น อาจเข้าข่ายเป็นการโฆษณาเกินจริงและหลอกลวงผู้บริโภค ซึ่งมีบทลงโทษตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค คือ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีนี้ทำให้ผู้ประกอบการอาจต้องเผชิญกับคดีความจากทั้งเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพและหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคในเวลาเดียวกัน
ความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่การฟ้องร้อง
มีมายาคติและความเชื่อผิดๆ หลายประการเกี่ยวกับการใช้รูปภาพจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว การทำความเข้าใจและแก้ไขความเชื่อเหล่านี้จึงเป็นก้าวแรกของการป้องกันปัญหา
รูปภาพจาก Google ใช้ได้ฟรีเสมอไปหรือไม่?
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือการคิดว่ารูปภาพที่ค้นหาเจอใน Google Images เป็นของสาธารณะและสามารถนำไปใช้ได้ฟรี ในความเป็นจริง Google เป็นเพียงเครื่องมือค้นหา (Search Engine) ที่ทำหน้าที่รวบรวมและแสดงผลรูปภาพจากเว็บไซต์ต่างๆ ทั่วโลก รูปภาพเหล่านั้นยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของช่างภาพ ศิลปิน หรือเจ้าของเว็บไซต์ต้นทาง และยังคงอยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมายลิขสิทธิ์ การดาวน์โหลดและนำไปใช้โดยไม่ตรวจสอบแหล่งที่มาและเงื่อนไขการใช้งานจึงมีความเสี่ยงสูงมาก
การให้เครดิตเจ้าของภาพทดแทนการขออนุญาตได้หรือไม่?
อีกหนึ่งความเชื่อคือการให้เครดิตหรืออ้างอิงชื่อเจ้าของผลงานจะทำให้สามารถใช้ภาพนั้นได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งไม่เป็นความจริง การให้เครดิตเป็นเพียงมารยาทที่ดี แต่ไม่ใช่การขออนุญาต การนำภาพไปใช้ในเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของลิขสิทธิ์ยังคงถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ แม้ว่าจะมีการระบุชื่อเจ้าของภาพไว้อย่างชัดเจนก็ตาม การกระทำดังกล่าวเปรียบเสมือนการนำรถยนต์ของผู้อื่นไปใช้โดยพลการ แล้วทิ้งโน้ตบอกว่าใครเป็นเจ้าของรถ ซึ่งยังคงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์อยู่นั่นเอง
รูปที่ไม่มีลายน้ำ (Watermark) หมายถึงไม่มีลิขสิทธิ์ใช่ไหม?
ลายน้ำ (Watermark) เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่เจ้าของผลงานใช้เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของและป้องกันการคัดลอกโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่การที่ภาพไม่มีลายน้ำไม่ได้หมายความว่าภาพนั้นไม่มีลิขสิทธิ์ ตามกฎหมายไทย ลิขสิทธิ์เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติทันทีที่งานถูกสร้างสรรค์ขึ้น ดังนั้นภาพถ่ายทุกภาพล้วนมีลิขสิทธิ์คุ้มครองทันทีที่ช่างภาพกดชัตเตอร์ การตัดสินใจใช้ภาพโดยดูจากเพียงการมีหรือไม่มีลายน้ำจึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและอันตรายอย่างยิ่ง
แนวทางปฏิบัติที่ปลอดภัยในการเลือกรูปภาพสำหรับฉลากสินค้า
เมื่อทราบถึงความเสี่ยงและข้อกฎหมายแล้ว ผู้ประกอบการควรหันมาใช้วิธีการที่ถูกต้องและปลอดภัยในการจัดหารูปภาพเพื่อนำมาใช้ในการออกแบบฉลากสินค้า ซึ่งมีหลากหลายทางเลือกที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง
ทำความรู้จักประเภทของสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ (License)
การทำความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทของใบอนุญาตใช้งานภาพจะช่วยให้สามารถเลือกใช้ภาพได้อย่างถูกต้องตามเงื่อนไขที่เจ้าของกำหนด
Royalty-Free (RF): เป็นสัญญาอนุญาตที่นิยมมากที่สุดในเว็บไซต์ Stock Photo ผู้ซื้อจะชำระเงินเพียงครั้งเดียวเพื่อซื้อสิทธิ์ในการใช้ภาพได้หลายครั้งในหลายโปรเจกต์โดยไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องอ่านเงื่อนไขโดยละเอียดว่าใบอนุญาตนั้นครอบคลุมการใช้งานเชิงพาณิชย์ในลักษณะใดบ้าง
Creative Commons (CC): เป็นสัญญาอนุญาตที่เปิดให้สาธารณชนนำผลงานไปใช้ได้ฟรีภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด มีหลายระดับ ตั้งแต่ CC0 (Public Domain Dedication) ที่สามารถใช้ได้โดยไม่มีข้อจำกัด ไปจนถึงระดับที่ต้องให้เครดิต (Attribution) หรือห้ามใช้เพื่อการค้า (Non-Commercial) ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าเลือกใช้ภาพภายใต้สัญญาอนุญาตที่อนุญาตให้ใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ (Commercial Use)
Public Domain (สาธารณสมบัติ): หมายถึงผลงานที่ไม่มีลิขสิทธิ์คุ้มครองอีกต่อไป อาจเนื่องมาจากลิขสิทธิ์หมดอายุ หรือเจ้าของผลงานได้สละสิทธิ์ทั้งหมดโดยสมัครใจ ผลงานเหล่านี้สามารถนำไปใช้ได้อย่างอิสระโดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น
แหล่งรูปภาพถูกกฎหมายสำหรับใช้ในเชิงพาณิชย์
มีแหล่งข้อมูลออนไลน์หลายแห่งที่รวบรวมภาพถ่ายและกราฟิกที่สามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างถูกกฎหมาย โดยแบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ
- เว็บไซต์ Stock Photo แบบชำระเงิน: เป็นแหล่งรวมภาพคุณภาพสูงจากช่างภาพมืออาชีพทั่วโลก การซื้อภาพจากเว็บไซต์เหล่านี้เป็นวิธีที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือที่สุด เพราะจะได้รับใบอนุญาตใช้งานที่ชัดเจน ทำให้มั่นใจได้ว่าการนำภาพไปใช้บนฉลากสินค้าจะไม่เกิดปัญหาตามมา
- เว็บไซต์แจกรูปฟรี: มีเว็บไซต์จำนวนมากที่รวบรวมภาพภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Zero (CC0) หรือ Public Domain ซึ่งอนุญาตให้นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตหรือให้เครดิต อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบเงื่อนไขของแต่ละภาพและแต่ละเว็บไซต์อีกครั้งเพื่อความแน่ใจก่อนนำไปใช้งาน
การสร้างสรรค์ผลงานด้วยตนเอง: ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด
วิธีที่ปลอดภัยที่สุดและสามารถสร้างเอกลักษณ์ให้กับแบรนด์ได้ดีที่สุดคือการสร้างสรรค์ผลงานภาพขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ซึ่งทำได้ 2 วิธี คือ
- การถ่ายภาพสินค้าเองหรือจ้างช่างภาพมืออาชีพ: การลงทุนกับการถ่ายภาพสินค้า (Product Photography) จะทำให้ได้ภาพที่มีคุณภาพ สวยงาม และเป็นเอกสิทธิ์ของแบรนด์โดยสมบูรณ์ ไม่ต้องกังวลเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ของใคร
- การจ้างนักวาดภาพประกอบหรือกราฟิกดีไซเนอร์: หากต้องการภาพในรูปแบบกราฟิกหรือภาพวาด การจ้างนักออกแบบมืออาชีพเพื่อสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาใหม่ก็เป็นทางเลือกที่ดีเยี่ยม ซึ่งจะทำให้แบรนด์มีภาพลักษณ์ที่โดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่ง
ข้อควรปฏิบัติเมื่อถูกกล่าวหาว่าละเมิดลิขสิทธิ์
ในกรณีที่เกิดความผิดพลาดและได้รับการติดต่อจากเจ้าของลิขสิทธิ์หรือตัวแทนทางกฎหมายเพื่อแจ้งว่ามีการละเมิดเกิดขึ้น การรับมืออย่างถูกวิธีจะช่วยลดผลกระทบและความเสียหายได้
ตั้งสติและตรวจสอบข้อเท็จจริง
สิ่งแรกที่ควรทำคือการตั้งสติและไม่ตื่นตระหนก อ่านจดหมายหรืออีเมลแจ้งเตือนอย่างละเอียด และตรวจสอบว่าผู้ที่ติดต่อมาเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตัวจริงหรือเป็นตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจอย่างถูกต้องหรือไม่ อย่าเพิกเฉยต่อการแจ้งเตือน เพราะอาจทำให้สถานการณ์แย่ลง
หยุดการกระทำที่ถูกกล่าวหาทันที
หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการละเมิดเกิดขึ้นจริง ควรหยุดใช้ภาพดังกล่าวในทุกช่องทางทันที ไม่ว่าจะเป็นบนเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย หรือบนฉลากสินค้าที่กำลังผลิตหรือจำหน่าย การแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะแก้ไขความผิดพลาดจะเป็นประโยชน์ในการเจรจาต่อรองในขั้นตอนต่อไป
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย
ไม่ควรตอบกลับหรือเจรจาด้วยตนเองโดยไม่มีความรู้ทางกฎหมาย การกระทำที่ดีที่สุดคือการนำเรื่องไปปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อประเมินสถานการณ์และวางแผนการดำเนินการที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาไกล่เกลี่ยค่าเสียหาย หรือการต่อสู้คดีในชั้นศาล
สรุป: สร้างแบรนด์อย่างยั่งยืนด้วยการเคารพสิทธิ์ในผลงาน
การ ใช้รูปในเน็ตมาพิมพ์ฉลากสินค้า โดยขาดความระมัดระวังและความเข้าใจในเรื่องลิขสิทธิ์ เป็นความเสี่ยงที่อาจสร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับธุรกิจได้มากกว่าที่คิด บทลงโทษทางกฎหมายที่มีทั้งค่าปรับมูลค่าสูงและโทษจำคุก เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการทุกคนควรตระหนักและหลีกเลี่ยง การสร้างแบรนด์ให้เติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมและเคารพในทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น การลงทุนในรูปภาพที่ถูกลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือหรือการสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อปกป้องแบรนด์จากปัญหาทางกฎหมายและสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว
มองหาผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตฉลากสินค้า
หากการออกแบบและเลือกใช้ภาพที่ถูกต้องตามกฎหมายเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ GIANT PRINT คือโรงงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ครบวงจรที่พร้อมให้บริการ ด้วยทีมงานมืออาชีพที่สามารถให้คำแนะนำและให้คำปรึกษาในการออกแบบและผลิตชิ้นงาน เพื่อให้ฉลากสินค้าของคุณไม่เพียงแต่สวยงามโดดเด่น แต่ยังถูกต้องและปลอดภัยจากปัญหาลิขสิทธิ์
เรามีบริการออกแบบและผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ฉลากสินค้า, สติ๊กเกอร์, สกรีนแก้วกาแฟ, นามบัตร, บัตรสะสมแต้ม, เมนูอาหาร, โบรชัวร์, และอื่นๆ อีกมากมาย ด้วยเครื่องพิมพ์มาตรฐานทันสมัยและวัสดุคุณภาพสูงจากต่างประเทศ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการและลูกค้าทุกท่าน
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่:
- Facebook: FACEBOOK PAGE
- Line: LINE
- TikTok: TIKTOK
- Website: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
ที่อยู่: ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไจแอนท์ ปริ้น 44 หมู่ 14 ถนน ศรีจันทร์ ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 082-2262660
Email: [email protected]
